ล่าแสงเหนือ จนหมดตัว กระเป๋าแบน ที่ ICELAND แดน(หนาว)นรก

ICELAND ดินแดนที่ใครๆ ต่างถวิลหาเพื่อตามล่า แสงเหนือ ที่มีแค่เงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพกดวงมาด้วย ใช่ว่าจะได้เจอกันง่ายๆ วันนี้ทีมงาน Travel Truelife  ได้นำอีกแค่มุมหนึ่งที่ไม่ได้มีแค่ภาพ แต่รวมขั้นตอน และวิธีการต่างๆ ในการล่าแสงเหนือในประเทศ ไอซ์แลนด์ จากสมาชิกพันทิพ เตี้ย ล่ำ ดำ แก่ ไปฟังเขาเล่าเรื่องกัน 

 

ล่าแสงเหนือ จนหมดตัว กระเป๋าแบน ที่ ICELAND แดน(หนาว)นรก

 

1. จุดเริ่มต้นแห่งการเดินทาง & แรงบันดาลใจ
        แน่นอน ผมขอเห็น  แสงเหนือ  ด้วยตาตัวเองซักครั้งหนึ่งในชีวิต ขอครั้งเดียว จะที่ไหน เมื่อไร เท่านั้นเอง ช่วงนั้นพอได้ทราบข่าวมาว่า  แสงเหนือ อาจจะ peak สุดในช่วงปี 2012-2015 ต้นๆ ปี  ซึ่งผมก็มาทราบข่าวนี้ เอาปลายๆ ปี 2014 แล้วหล่ะ   ก็เลยคิด Project ขึ้นมาเลย

     ล่าแสงเหนือ จนหมดตัว กระเป๋าแบน ที่ ICELAND แดน(หนาว)นรก

 

2. ผู้ร่วมชะตากรรม
        กระบวนการต่อมาคือ เฟ้นหา ผู้ร่วมชะตากรรม  5 คน ตามที่ตั้งใจไว้  เอาจริงๆ กว่าผู้ร่วมทริปจะลงตัว เรียกได้ว่า ยุ่งยากและไม่ง่าย  มีคนเข้ามาสมัคร และสุดท้ายก็ไม่ได้ไป หรือ คนที่สนใจหลายคนแต่ติดนั่นติดนี่ กว่าจะได้ผู้ร่วมทริปตัวจริง  เรียกว่าวินาทีสุดท้ายกันเลยทีเดียว  ลุ้นปัสสาวะเหนียว ว่างั้น คือ ถ้าคนน้อยกว่า 5 คน  ผมก็คงต้องพับทริป เพราะคงจะสู้กับ ค่าใช้จ่าย ไม่ไหว มีการนัดประชุมกันหลายครั้งหลายคราเหมือนกัน เปลีองค่า ร้านอาหาร ไปไม่น้อยเลยทีเดียว  อย่างน้อยก็หลักพันหล่ะครับ  ( งบบานจุดที่ 1 )  

 

ผู้ร่วมทริปแสงเหนือ

 

3. บและแผนการเดินทาง
            ตามสุดยอดหลายๆ กระทู้เลยครับ  น้องเขาทำได้ 7 หมื่น ยังพอกัดฟันเป็นไปได้   เราต้องได้ 7 หมื่นบ้าง  ขอเดินตามรอยนี้แหล่ะ หารู้ไม่ว่า อะไรๆ มันไม่ง่าย ขนาดนั้น สำหรับ คนไม่เชี่ยว ไม่ละเอียด และไม่ค่อยทำการบ้านแบบเรา การเดินทางในครั้งนี้  งบเรา ทะลุไป เลขกลมๆ คือ   เกือบแสน

           ป.ล. ผมขอนับค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทุกกระบวนการ เอาค่าใช้จ่ายที่คิด ไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วที่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายหลักที่คนเอามา Share กัน  ผมเรียกมันว่า

     ค่าใช้จ่ายตัวประกอบ
              – ค่าเสื้อผ้าที่ต้องซื้อ  ( ตัวของหมดไป 7 พันกว่าบาท )

              – ค่าดำเนินการ ต่างๆ ประชุมกัน นัดกัน จ่ายนั่นจ่ายนี่  รวมถึงค่า Taxi ต่างๆ ด้วย ( ส่วนนี้กว่าจะจบ ก็หมดไปอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 2-3 พันหล่ะ )

              – ของฝาก  ถ้าไปไกลขนาดนั้น  เป็นคนไทย อย่างไร กลับมาก็ต้องซื้อของฝากมาบ้างหล่ะนะ  ส่วนนี้ก็หมดไปสัก 3-4 พันได้

              – ค่าเที่ยวระหว่างทางที่ไม่ใช่ Iceland  ไม่มีประสบการณ์ แทบไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบิน  ส่วนลดอะไร ผมไม่มี   ได้ตั๋ว Finnair มาในวินาทีสุดท้าย  ก็แพงกว่าที่เค้าแชร์ๆ กัน แต่ต่อเครื่องวุ่นวาย  หลาย Step   วันน้อย เวลาน้อย  ยอมๆ จ่ายไปเถอะ  เขียมน่ะอยากเขียม แต่เขียมมากไปมันก็เครียดเปล่าๆ เครื่องเราลงที่   เฮลซิงกิ  เมืองหลวงของ ฟินแลนด์ ไป Transfer ที่นั่นมีเวลา 24 ชั่วโมง

                   คำถามคือ เอา งัย  จะประหยัดงบ  นอนสนามบิน อยู่แต่สนามบิน เพื่อดั๊มราคาสุดติ่งกระดิ่งแมวดี ไหมน่าจะประหยัดได้หลายพันเลยหล่ะ คิดไปคิดมาคือ อย่าเลย อาจจะได้มาครั้งเดียวในชีวิต เที่ยวไปเถอะ  มาสนามบินเค้าแล้ว ไม่ไปดูบ้านดูเมืองเขาหน่อย  โคตรเสียดาย เลยนะ  ใช้โอกาสให้คุ้มค่าเถอะ จัดไป งบบานขึ้นอีก 1 เรื่อง  ร่วมๆ 5 พันกว่าบาทได้ ( ค่าโรงแรม + ค่า Shuttle Bus + ค่ากิน )
               – ค่าใบขับขี่อินเตอร์ + ค่าถ่ายรูปใหม่  กลมๆ  700 บาท

*******ค่าใช้จ่าย ตัวประกอบ พวก นี้  มีมูลค่า กลมๆ  2 หมื่นบาทไทย ได้ครับ********

 

ระหว่างทางไปไอซ์แลนด์

 

4. เครื่องแต่งกาย
        เป็นความผิดพลาด อีก 1 ข้อที่เขียมในเรื่องนี้ การแต่งกายก็ ตามสูตรแหล่ะครับ เพียงแต่ว่า  ผมไม่ได้ซื้อ Brandname  ซื้อมือสองบ้าง  เอาที่มีอยู่บ้าง ผลคือ  มันก็เอาอยู่ครับ  แต่ต้องใส่หลายๆ ชั้น  ซึ่งมันเสียเวลามากๆ  ผมจะลงจากรถแต่ละที ต้องมานั่งใส่หลายชั้น ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ  ที่ใช้พวก ของดีๆ  ใส่ชั้น สองชั้น ลงจากรถเที่ยวได้เลย

         คนอื่นถ่ายรูปไป 10 รูป แล้ว ผมยังนั่งแต่งตัวในรถอยู่เลย แต่สิ่งที่แย่ คือ ถุงมือ ( Wool )  กับ ถุงเท้า ( Wool )  +  รองเท้า ครับ  ซื้อจากห้างดังย่านประตูน้ำ ขนาดใส่หลายชั้นแล้ว ( ถุงมือ กับ ถุงเท้า )   ยังเอาไม่อยู่  ( คนขายบอก ทนอุณหภูมิได้ติดลบสบายๆ  ฮึ่มมมมม )    ทนทรมานตลอดทั้งทริปครับ  กับข้อนี้  รู้งี้ ทุ่มทุนกับเครื่องแต่งกาย ให้มันสักหมื่นนึงไปเลย   อย่าเขียมอีก คราวหน้า !!!!!!

 

ภูเขาในไอซ์แลนด์

 

5. ผนเดินทาง
        หวยวันเดินทาง ออกที่ 19   กุมภา 2558  –  7 มีนา 2558 ( 17 วัน ) โดยแพลนคร่าวๆ ดังนี้

                                           20   กุมภา  เที่ยว  เฮลซิงกิ  ฟินแลนด์
                                           21   กุมภา – 6 มีนา    ไอซ์แลนด์   ( มีเวลาเที่ยวเต็มๆ 13 วัน )

         ที่เลือกเวลาช่วงนี้ ทำไมอ่ะหรอ   ไม่มีอะไรมากครับ  กระทู้หมอๆ บอกว่า ช่วงนี้น่าจะดีที่สุด  กลางคืนมากกว่ากลางวันอย่างพอดีๆ เหมาะกับ การล่าแสงเหนืออย่างเป็นที่สุด  

         ส่วนเรื่องรถ  เดินทางด้วยรถบ้าน ( เพื่อประหยัดงบ นอนบนรถ ) เครื่องยนต์ Diesel ( เลือกเพื่อประหยัดน้ำมัน )  รอบเกาะ Iceland  ระยะทาง 3 พันกว่ากิโลเมตร   นั่งทำแผนการเดินทาง ( ที่สุดท้ายไม่ได้ใช้ )เพื่อยื่น VISA  สุดท้าย อะไรๆ ก็ไม่เป็นใจตามแผนเดินทางไปหมด  ทำไม อย่างไร เดี๋ยวเล่าให้ฟังไปเรื่อยๆ นะครับ

       ผลลัพธ์ของ แผนนี้น่ะหรอครับ หิมะยังเยอะเกินไป!!!!   บดบัง ทัศนียภาพอันสวยงามของ Iceland ไปพอสมควร  อากาศยังหนาวเกินไปที่จะนอนในรถ บ้าน ( รถของเราไม่ดีด้วย Heater เอาไม่อยู่ อุณหภูมิในตัวรถต่ำกว่า 0 องศา) เป็นเหตุให้สุดท้ายไม่ได้นอนในรถ ประกอบกับผมเป็นมือขับเพียงคนเดียวด้วย  ด้วยคุณภาพการนอนที่ย่ำแย่ในรถ มีผลต่อความอันตรายมาก หากมีมือขับ 2 คน เรื่องนี้อาจจะไม่เป็นปัญหาเลย หากมือขับคนนึงนอนไม่หลับ อีกคนยังขับแทนได้ และนอนเอาบนรถขณะเดินทางได้

        ผลก็คือ สุดท้ายเราต้องเช่าที่พักกันแทบทุกวันครับ  เปลืองเงินไปอีก 1 หมื่นกว่าบาท  แถมเช่ารถบ้าน ( ที่มีราคาแพงมาเสียประโยชน์ )   ซึ่งเราได้คำนวณแล้วว่า ถ้าเราเช่าที่พักและเช่ารถ 4WD คันเล็ก ราคาถูก  ราคาค่าใช้จ่ายก็จะถูกกว่านี้อีกครับ  พลาดไปสำหรับครั้งนี้

 

รถบ้านที่ไอซ์แลนด์

 

          ถนนหนทางในช่วงนั้น  แทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่รถขับเคลื่อนเพียง 2 ล้อ จะวิ่งรอบเกาะได้ใน 13 วัน  บางช่วงหิมะและน้ำแข็งปกคลุมถนน รถขับเคลื่อน 2 ล้อ ไม่ควรวิ่งผ่าน ( ผ่านรายงานทาง Website )  แต่ถ้าไม่วิ่ง ก็กลับไม่ได้ ตกเครื่องบิน บางช่วงก็ต้องเอา ชีวิตเข้าเสี่ยง เหมือนกัน  แม้จะเป็นถนนสายหลักของ Iceland ก็เถอะ เจอคนไทย เช่า 4WD คันใหญ่ กินน้ำมันมหาศามาก  5-7 กม/ลิตรได้ เค้ายังบอกว่า รถเค้าหมุนตกถนนไป 4 รอบ  การขับรถต้องมีสติทุกขณะ เรียกได้ว่า  ถ้าขับเพลินๆ ไม่เบรคล่วงหน้า มีเนินไม่เร่งส่งล่วงหน้า มีรถหมุน มีล้อฟรีได้ตลอดเวลา

 

เส้นทางรอบเกาะไอซ์แลนด์

 

ขับรถรอบเกาะไอซ์แลนด์

 

แม้แต่คนท้องถิ่นเองก็ยังพลาดได้  ผมมีโอกาสได้ช่วยเหลือเขาเข็นรถออกจากน้ำแข็งด้วย

 

ขับรถรอบเกาะไอซ์แลนด์ ล่าแสงเหนือ

 

คลิปสั้นๆของการขับรถบ้านคันน้อยฝ่าพายุหิมะ

 

 

6. เรื่องราวการเดินทาง
       เริ่มเดินทางกันเลย ออกจาก กทม  เปิดวาร์ป มา   เฮลซิงกิ  เมืองหลวงแห่ง ฟินแลนด์ กันเลยครับ มาถึงก็ค่ำๆ บรรยากาศสัมผัสแรกแดนยุโรปน่ะหรอ  หนาวๆ น่ะหนาวอยู่แล้ว แต่มันดูเหงาๆ อย่างไร บอกไม่ถูก บ้านเมืองออกครึ้มๆ  ทึมๆ   เดินเล่นไปเรื่อยๆ  แต่ละสถานที่ไม่รู้จัก และ ไม่ได้หาข้อมูล  มีเวลาแค่ 1 วันหวังว่า มีดูบ้านดูเมืองเขาเท่านั้นครับ

Helsinki

 

Helsinki

 

         เอาหล่ะ ทริปนี้ฟินแลนด์แค่ทางผ่าน  ( ถึงแม้จะเสียเงินกับประเทศนี้ไปหลายพันกับแค่วันเดียว แต่ก็ได้รู้จักบ้างแล้ว ) ถึงสนามบินไอซ์แลนด์เรียบร้อย อากาศหนาวเย็น -1 องศา ทีนี้ก็รับรถ  กว่าจะหากันเจอ รอนานประมาณครึ่งชั่วโมงแน่ะ นึกว่า โดนเบี้ยวละ  พอเจอตัวแล้วก็อธิบายกฏเกณฑ์วิธีการใช้รถ ใช้ถนน ใช้….. ทุกๆ อย่าง นี่แหล่ะครับ สภาพที่นอนของเรา คืนนี้ นอนข้างล่าง 3 ข้างบนที่แสนจะแคบและยัดตัวเข้าไปยาก 2 คนครับ

 

รถเช่าที่ไอซ์แลนด์

 

          เริ่มออกเดินทาง  ยอมรับว่าตื่นเต้นสุดๆ กับการขับรถในยุโรปครั้งแรกแถมต้องเดินทางเข้าเมืองใหญ่อย่าง Reykjavík (เรคยาวิก)  เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับข้างกันหมด ไม่ว่าสวิทช์ไฟเลี้ยว ไฟสัญญาณต่างๆ  หรือแม้แต่ถนน ( ขับด้านขวา )  และ ยิ่งกว่านั้น รถคันนี้เกียร์ Manual ครับ แถมเป็นเกียร์แบบ 6 Speed การเข้าเกียร์ถอยหลังก็ไม่เหมือนที่เคยขับมาครับ  ต้องดึงคันเกียร์ขึ้นก่อน ถึงจะเข้าเกียร์ถอยหลังได้ ถ้าใครมาแนะนำเกียร์ auto ดีกว่าครับเพราะจะขับง่ายขึ้นอีก 80% เลย อีกอย่างเช่ารถเกียร์ manual หามือขับได้ยากขึ้นไปอีก  การมีมือขับเพียง 1 คนก็เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งครับ

 

รถเช่าไอซ์แลนด์

 

คืนแรก  และ การถ่ายแสงเหนือ
        เมื่อผมเข้า เรคยาวิค  ก็หาข้าวปลาทาน และ ขับรถวนไปวนมา เพื่อ “หาที่นอน”   สุด ท้ายเราก็รู้ว่า ไอซ์แลนเนี่ย อยากจอดนอนตรงไหน ก็จอดไปเถอะ ถ้าไม่มีป้ายห้าม No parking หรือ No camping  จอดนอนได้หมดครับ และ สิ่งที่ไม่คาด ไม่ฝันก็เกิดขึ้นครับ!!!!!  มันคือ แสงเหนือ ในคืนแรกที่มาถึง ผมสังเกตุบนฟ้าว่า มีอะไรยาวๆ พาดอยู่ เทาๆ ทึมๆ  ผมคิดว่า นั่นใช่แน่ๆ แล้วมันก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นได้ด้วยตาเปล่าๆ  เป็นสีเขียวๆ เนื้อเต้น กระโจนด้วยความดีใจครับ ยกกล้องขึ้นถ่ายแบบตื่นเต้น ลนลาน อ่านมาจากกระทู้ ไอซ์แลน ซักกระทู้นี่แหล่ะ ว่า ต้องทำงั้น ทำงี้ อย่างนั้น อย่างนี้ ทำตามครับ  รูรับแสงกว้างๆ   เปิดชัดเตอร์ นานๆ   ผลที่ได้คือ …….. ห่วยแตกมากครับ  

 

ล่าแสงเหนือ จนหมดตัว กระเป๋าแบน ที่ ICELAND แดน(หนาว)นรก

 

         คืนแรก ผ่านไปกับความล้มเหลว แต่…. อย่าลืมครับ  เพื่อนๆผม มีโปรกล้อง ถึง 3 คน  เข้าขั้นมืออาชีพเลยหล่ะ  ดูรูปของเพื่อนแล้ว  ผมต้องถอนหายใจครับ …. เขาถ่ายกันได้คมชัดและสวยมาก ก็เลยปรึกษาเขา  เขาบอกต้องคำนวณ ไฮเปอร์โฟคอล อะไรสักอย่างนี่แหล่ะ  ตอนนั้นไม่มี อินเตอร์เน็ต และ ไม่มีโอกาสเล่นนะครับ ( เป็นมือขับรถ ) ก็ยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่   อืม…ครั้งหน้าค่อยๆ ลองอีกครั้งละกัน แต่สิ่งที่ผม ทรมาน ยิ่งกว่า การถ่ายรูปไม่ได้ได้บังเกิดในคืนนั้นครับ

        การนอนในรถ บนชั้น 2 ที่คับแคบ อึดอัด นอนตะแคงไม่ได้ ต้องนอนหงายอย่างเดียวเพราะจะติดเพดาน ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นเฉียดๆ  -20 องศาคืนนั้น  มันช่างทรมานเกินกว่าจะหลับลง  ฮีต เตอร์ ในรถไม่ช่วยอะไรครับ  มันคือไดร์เป่าผมดีๆ นี่เอง ที่ปั่นลมร้อนอันน้อยนิดออกมา จากใต้เบาะคนขับด้านหน้า  อันที่จริงหลับไม่ลงไม่ใช่ปัญหาครับ  แต่ผมเป็นคนขับรถเพียงหนึ่งเดียวนี่สิ ถ้าผมหลับในจะเกิดอะไรขึ้น!!  นี่คือสิ่งที่ผมกังวลมากๆ เลย เพราะว่า ชีวิตคนอีก 4 คนอยู่ในกำมือผมแล้ว

 

รถบ้านไอซ์แลนด์

 

อาทิตย์แรกแห่ง Iceland
      หลังจากแทบไม่ได้นอนทั้งคืน   ยามเช้าก็มาเยือน  เราเลือกที่จะชม แสงแดดยามเช้า ณ ริมทะเลที่มี ปฏิมากรรม นามว่า โซลฟาร์( Sólfar )  หรือ ภาษาปะกิต มีชื่อว่า The Sun Voyager

 

โซลฟาร์( Sólfar )

 

โซลฟาร์( Sólfar )

 

แผนการเดินทางและเส้นทางจริง
       ที่ตั้งใจไว้ตอนแรก คือ วิ่งรอบเกาะตามเส้นทาง Ring Road  เอาเข้าจริงทำไม่ได้ ด้วยสภาพอากาศของปลายกุมภา ต้นมีนา  กับเวลา 14 คืน 13 วัน  และรถขับเคลื่อน 2 ล้อ   หมด สิทธิ์ที่จะวิ่งรอบเกาะครับ   เราวิ่งย้อนไป ย้อนมา  ( เพราะไม่สามารถไปต่อได้ ด้วยสภาพถนนบ้าง สภาพอากาศที่มี Storm )
       ช่วงแรก เราวิ่งเส้นสีแดง เนื่องจากเป็นถนนสายทองเที่ยวยอดฮิต  ( แถวนี้เรียกว่า  Golden Circle )  แต่สุดท้ายก็ติดพายุ 1 วันจนต้องวิ่งกลับทางเดิม เข้าเมืองหลวง
       ช่วงต่อมา เส้นสีเลือดหมู  ตั้งใจจะวนรอบเกาะโดยขึ้นเหนือก่อน  แต่สุดท้ายก็ไปไม่ได้   ต้องวนกลับมา เรคยาวิค  เมืองหลวงเหมือนเดิม
      ครั้งสุดท้าย  เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ต้องไปทางใต้ และวิ่งกลับทางเดิม ด้วยเส้นสีดำ มาไอซ์แลนด์ฤดูหนาว เขียนแผนการเดินทางไว้ขอ VISA ครับ  วิ่งจริงๆ  ตามสภาพอากาศ และสภาพถนน ถ้าอยาก วิ่งรอบเกาะให้ครบๆ  แนะนำปลายมีนา ต้นเมษาดีกว่าครับ

 

เส้นทางรอบเกาะไอซ์แลนด์

 

          สถานที่แรกนับจากวิ่งเข้ามาใน Golden Circle Route คือ น้ำตก อ๊อกซาร่าฟอสส์ ( Öxarárfoss)  น้ำตกนี้ต้องเดินเข้าไปซัก 500 เมตรได้ เป็นการเดินบนน้ำแข็งครั้งแรกๆ ของพวกเราเลย  ก้นจ้ำเบ้ากันหลายครั้ง  

 

น้ำตก อ๊อกซาร่าฟอสส์ ( Öxarárfoss)

 

เคิกจูเฟล ( Kirkjufell )
      ตอนแรกที่มาถึง กรันดาฟจอรัว  ผมพยายามมองหา Kirkjufell เพราะดูตามแผนที่มันอยู่ติดเมืองเลย  แต่หายังงัยก็หาไม่เจอ ไอ้ภูเขาสามเหลี่ยมเนี่ย เพราะว่าถ้าเรามองจาก กรันดาฟจอรัว  มันจะเห็น Kirkjufell เป็นรูปทรงภูเขาปกติ ( มองจากด้านข้าง )  แต่พอขับรถออกมาอีก 2 กิโลเมตรก็จะถึงบางอ้อ ว่าถ้ามองจากด้านหน้า  ก็จะเห็นเป็นสามเหลี่ยมดังรูปนั่นเอง

 

Kirkjufell

      ส่วนใหญ่รูปภาพที่เห็นในเน็ทของ Kirkjufell นั้นส่วนใหญ่จะเป็นภาพในช่วงฤดูร้อน  มันจึงดูมีชีวิตชีวา สีสัน สวยงาม  แต่….ช่วงที่เรามา มันมีแต่สีขาวกับฟ้าทึมๆ  มันช่างเสียดายยิ่งนัก  ( ถึงแม้จะงามไปอีกแบบ ) และความหวังอีกอย่างนึง คือ การเห็นแสงเหนือเป็นฉากหลังของเจ้าภูเขาลูกนี้   แต่ความหวังก็พังทลายลง 

 

Kirkjufell

 

o13xcaubvwaofzkoyad-o

 

เพอลัน Perlan
     เราเดินทางเข้า เรคยาวิค เข้ามาพักที่โรงแรมเดิม ดูจากพยากรณ์เมฆและแสงเหนือ  วันนี้เรามีสิทธิ์ที่จะโชคดี ได้เห็นแสงเหนือ แม้ว่า KP Index จะต่ำเตี้ยเลี่ยดินแต่ฟ้าเปิดนั้นหาได้ยากกว่า….
เราเดินทางขึ้นไปบนภูเขาซึ่งอยู่กลางเมือง เรคยาวิค ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารที่ชื่อว่า Perlan  ซึ่งนับได้ว่าเป็น Landmark หนึ่งของเมืองเลยทีเดียว เรายืนรอแสงเหนือท่ามกลางความหนาว เหน็บ  สลับกับเข้าไปรับความอุ่นจากฮีตเตอร์ในรถ ในที่สุด แสงเหนือ ( อันน้อยนิด )  ก็โผล่กายมาให้เราเห็น มันน้อยจริงๆ ครับ  

 

ล่าแสงเหนือ จนหมดตัว กระเป๋าแบน ที่ ICELAND แดน(หนาว)นรก

 

         วันต่อมาพายุหยุดแล้ว  เราออกเดินทางต่อแต่ว่าต้องออกสายๆ หน่อยเพราะว่า  น้ำแข็งที่เกาะอยู่บนถนนบางสายยังไม่ถูกเกลี่ยออกไป ( รู้ได้อย่างไร ก็ดูในเวปสภาพเส้นทางครับ ) ออกเดินทางมาเรื่อยๆ  เราก็มาถึง Landmark ( ที่คนอื่นถ่ายรูปโคตะระสวย  แต่ผมถ่ายไปเก่งแบบคนอื่น ถ่ายงัยก็ไม่สวย ) นั่นคือ น้ำตก  Seljalandsfoss  ( เซลจาแลนด์ฟอส )

 

Seljalandsfoss  ( เซลจาแลนด์ฟอส )

 

Seljalandsfoss  ( เซลจาแลนด์ฟอส )

 

          ออกเดินทางต่ออีกนิด ก็ถึงปลายทางของเราในวันนี้ นั่นคือ น้ำตก Skógafoss  ( สโกก้าฟอส ) เป็นน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้างเอามากๆ

 

น้ำตก Skógafoss  ( สโกก้าฟอส )

 

         เรียบชายฝั่งออกเดินทางจาก สโกก้าฟอส  มุ่งหน้าเมืองวิค Vik ระหว่างการเดินทาง เป็นถนนเรียบชายฝั่งใกล้ๆ ทะเล มีมุมให้ชมเยอะพอสมควร หินและทรายแถวๆ นี้จะออกสีดำๆ  น่าจะเป็นเถ้าถ่านภูเขาไฟเก่าครับ

 

วิค Vik

 

วิค Vik

 

          พูดถึงสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจ เป็นอันดับสอง รองจาก “แสงเหนือ” เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้  นอกจาก  “ธารน้ำแข็ง” ธารน้ำแข็งที่ว่านี้มันคือก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา ค่อยๆ ละลายๆ ทีละน้อย แล้วก็ไหลลงมาตามซอกเขา ที่รายล้อมมันอยู่…อย่างธารน้ำแข็ง  Vatnajökull   ( วัทนาโยคูล ) เป็นธารน้ำแข็งหรือ Glacier ที่ใหญ่ที่สุดใน Iceland ความหนาเฉลี่ย 400 เมตร  แต่ส่วนที่หนาที่สุด สูงจากพื้นดินถึง 1 กิโลเมตร พอมันค่อยๆ ละลาย ไหลลงมาตามซอกเขา  หน้าตาความสวยงามก็แตกต่างกันไป

 

ธารน้ำแข็ง Iceland

 

         เมื่อน้ำแข็งจาก โยคูลซาลอน ไหลลงทะเล ก็โดนคลื่นในทะเล  ซัดย้อนกลับมาบนหาดทรายสีดำ เกะกะ กระจัดกระจายเต็มหาดไปหมด ที่นี่เป็น Destination ของช่างภาพทั้งหลายเลย ที่จะถ่ายภาพก้อนน้ำแข็ง ริมหาดสีดำ ยามอาทิตย์ตกดิน ….

 

โยคูลซาลอน

 

          ความมหัศจรรย์ และ สวยงามของธารน้ำแข็งไม่ได้มีแค่นี้ ในแต่ละปี การเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็ง ยังก่อให้เกิด “ถ้ำน้ำแข็ง” อีกตะหาก  ซึ่งเท่าที่ฟังมารูปทรงมันเปลี่ยนทุกปี  ต้องสำรวจใหม่ทุกปี 

 

o14hjbx1kjlk7rufipp-o

 

o14hjvx0ger35mr3ay5-o

 

          หลังจากเที่ยว สค๊าฟตาเฟลและโยคูลซาลอน ทั้งวันจนฟ้าก็มืดแล้ว แถวนั้นไม่มีที่พัก เดินทางมาได้สัก 10 กิโลเมตร มีที่พักริมภูเขาและทะเลอยู่ นามว่า Hali Village ระหว่างทานข้าวอยู่นั่น  ( เวลาประมาณ 2 ทุ่ม )  เจ้าของโรงแรมเดินเข้ามาบอกว่า “ตอนนี้มีแสงเหนือ” วิ่งกระโจนออกมาจากจานข้าว ด้วยความตื่นเต้น เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า  เริ่มเห็นแสงเขียวๆ พวยพุ่งออกมาจากขอบฟ้า

 

o14i0g1e9pvxcxlhrdg-o

 

o14i3i6ksi3xdmyarvx-o

 

แถมวิดีโอ Time Lapse ให้ดูแสงเหนือเต้นระบำ

 

          ได้เวลาการเดินทางขากลับที่แสนยาวไกลแล้ว เราเดินทางจาก  ฮอฟน์  เข้า  เรคยาวิค   เพื่อรอขึ้นเครื่องกลับ ขากลับแวะเที่ยวชายหาด  Reynisfjara ซึ่งมีหินแท่งๆ แปลกๆ นามว่า  Reynisfjara basalt columns สำหรับที่นี่บอกเลยว่า หนาวสุดขั้วจริงๆ  น่าจะเป็นสถานที่ที่ผมรู้สึกว่า หนาวที่สุดใน Iceland แล้ว อุณหภูมิประมาณ -1   แต่หนาวกว่า -13 ถึง -15 แถวๆ บนภูเขาเสียอีก

 

Reynisfjara

 

หลังจากนั้นก็เดินทางกลับกรุงเทพโดยการไปต่อเครื่องที่ฟินแลนด์แล้วถึงต่อไปกรุงเทพอีกที 

 

ขอขอบคุณข้อมูลการเดินทางและทริกอย่างละเอียดจากสมาชิก เตี้ย ล่ำ ดำ แก่ มาในโอกาสนี้ด้วย

                                                               ติดตาม travel.truelife.com อีกช่องทางที่

FB : Travel Truelife

 ทุกเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อาหาร และสุขภาพ คลิกที่http://travel.truelife.com

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

COMMENT

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ

Back to Top