เที่ยวญี่ปุ่น กับ 5 แลนด์มาร์ค โอซาก้า สีสันและความสนุกแห่งคันไซ!

          ไม่แปลกใจเลย เวลาที่ใครๆ เอ่ยถึงภูมิภาคคันไซ ของ ญี่ปุ่น แล้ว แล้วทุกคนมักจะนึกถึง โอซาก้า เป็นชื่อแรก เพราะจังหวัดนี้เป็นศูนย์รวมของเรื่องสนุกสนาน รื่นเริงบันเทิงใจหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้คนโอซาก้าที่เป็นมิตร ถึงจะพูดเสียงดัง ดูโผงผาง แต่ว่าจิตใจดี

 

เที่ยวญี่ปุ่น กับ 5 แลนด์มาร์ค โอซาก้า สีสันและความสนุกแห่งคันไซ!

 

           ถนนสายช้อปปิ้งที่เรียงรายกันเป็นทางยาว แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหรือการท่องเที่ยวแบบชมธรรมชาติทาง สวนสนุกระดับโลก  อาหารท้องถิ่นเลิศรสที่มีรสชาติเข้มข้นแตกต่างจากอาหารรสกลางๆ ที่โตเกียวอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้โอซาก้ายังเป็นประตูของภูมิภาค นำนักท่องเที่ยวไปสู่เมืองต่างๆ ใกล้เคียงกันด้วยเวลาเพียงน้อยนิด อย่างเช่น เกียวโตหรือโกเบใช้เวลาเดินทางจากโอซาก้าไปเพียง 30 นาทีเท่านั้น

          แต่สำหรับมือใหม่หัดเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง 5 แลนด์มาร์ค ของ โอซาก้า ที่ครั้งหนึ่งเราควรได้ไปสัมผัสด้วยตา รู้สึกด้วยใจของเราเอง การมองดูแต่ในรูปถ่าย กับการได้ไปสัมผัสของจริงนั้น มันเทียบกันไม่ได้เลย ไหนๆ ก็มาโอซาก้าแล้ว ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง 

 

 

01

ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

 

          ปราสาทโอซาก้า โบราณสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมือง สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1583 (432 ปีมาแล้ว) โดยท่านโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi) ผู้เป็นนายพลใหญ่ที่มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะรวบรวมญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ปราสาทแห่งนี้เคยถูกทำลายเสียหายในช่วงสงครามแต่ด้วยความที่ปราสาทแห่งนี้เหมือนเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโอซาก้า ชาวเมืองจึงได้ร่วมกันบริจาคเงินทุนเพื่อใช้ในการซ่อมแซมและบูรณะปราสาท จนกระทั่งปราสาทกลับมามีสภาพดีอีกครั้งหนึ่ง
 


          ภายนอกปราสาทดูเหมือนว่ามี 5 ชั้น แต่ความจริงแล้วตัวปราสาทด้านในแบ่งออกเป็น 8 ชั้น ถือว่าเป็นความฉลาดแยบยลของคนโบราณ เนื่องจากว่าในสมัยโบราณยังมีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจ และปราสาทก็คือบ้านของผู้ที่มีอำนาจบารมี เช่นโชกุนหรือแม่ทัพใหญ่ ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนป้องกันความปลอดภัยของบุคคลสำคัญเอาไว้เป็นอย่างดี 
 


          ภายในตัวปราสาทได้ถูกปรับปรุงกลายเป็นสถานที่เก็บรักษาสิ่งของเก่าแก่ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติเอาไว้  เช่น ชุดเกราะ ดาบ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคนโบราณ ส่วนด้านบนของตัวปราสาท เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม เพราะว่าสามารถมองเห็นโอซาก้าได้ในมุม 360 องศา มีแผนผังให้ดูประกอบด้วย ว่าตึกที่เรามองเห็นอยู่ตรงหน้าในขณะนั้น คือตึกอะไร ยืนกินลม ชมวิวอยู่บนตัวตึก ก็หายเหนื่อยได้เหมือนกัน
 

 

         การเดินทาง : จาก Namba Station นั่งรถไฟใต้ดินสาย Mudosuji Line ประมาณ 3 นาที ลงที่ Honmachi Station แล้วเปลี่ยนรถไฟมาขึ้นใต้ดินสาย Chuo Line ประมาณ 3 นาที ลงที่ Tanimachi 4-Chome Station หรือจาก Tenoji Station นั่ง JR Osaka Loop Line ประมาณ 11 นาที ลงที่ Osakajo Koen Station

==========================

 

 

02

สวนสนุกยูนิเวอร์แซล (Univeral Studio Japan) 

 

          โลกแห่งจินตนาการ ทั้งการ์ตูน ฮีโร่ และตัวละครจากภาพยนตร์ดังระดับโลก พร้อมเครื่องเล่นนานาชนิด สำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่รวมกันอยู่ที่นี่ ยูนิเวอร์แซลหรือที่เรียกชื่อย่อๆ ว่า USJ 
 


          USJ นั้นเป็นสวนสนุกของยูนิเวอร์แซลที่ใหญ่เป็นอันดับที่สามของโลก  สำหรับใครที่ชอบเล่นเครื่องเล่นที่ตื่นเต้น มาที่นี่ถือว่าเหมาะมาก เพราะว่าถ้าเทียบกันแล้ว  เครื่องเล่นในดิสนีย์แลนด์นั้นค่อนข้างจะเหมาะกับเด็กๆ เน้นความน่ารัก สนุกสดใสของการ์ตูนดิสนีย์ แต่ที่ USJ เครื่องเล่นจะมีความโลดโผน เร้าใจมากกว่า และที่ดังที่สุดในตอนนี้ เป็นตัวดึงดูผู้คนให้ไปเที่ยว USJ มากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นโซนแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เลียนแบบฉากสำคัญๆ จากภาพยนตร์มาได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเครื่องเล่นที่มีความสนุกสนานเร้าใจ

           คนที่ประทับใจในหนังสือและภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ถ้าได้มาที่นี่ รับรองว่าวันเดียวคงไม่เพียงพอในการซึมซับบรรยากาศ ไม่ใช่แค่เพียงสถานที่เท่านั้นแต่อาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้ประทั่งร้านขายของที่ระลึก ก็เลียนแบบมาจากภาพยนตร์
 


          ที่ USJ ทุกคนสามารถซื้อบัตเตอร์เบียร์ดื่มได้ หมดข้อสงสัยสักทีว่าทำไมนักเรียนในฮอกวอตต์ชอบดื่มกันนัก ได้รู้รสชาติก็ที่ USJ นี่แหละ 
 


          มีคำถามสนุกๆ มาถามกันว่า เคยสงสัยหรือไม่ ว่าทำไมยูนิเวอร์แซลอยู่ที่โอซาก้า แต่ชื่อกลับเป็นยูนิเวอร์แซลเจแปน เรื่องมีอยู่ว่าเดิมทีนั้น ตั้งใจเอาไว้ว่าจะใช้ชื่อเป็น Universal Studio Osaka แต่เมื่อทำตัวย่อของสถานที่ ก็ออกมาเป็น USO ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นคำนี้อ่านออกเสียงว่า อุ-โซะ แปลว่า โกหก ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความหมายที่ไม่ดี จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Universal Studio Japan และใช้ชื่อย่อว่า USJ อย่างที่ได้เห็นกันในปัจจุบัน

 

           การเดินทาง :  จาก Osaka Station นั่งรถไฟ Osaka Loop Line ประมาณ 6 นาทีไปลงที่ Nishikujo Station แล้วต่อรถไฟสาย JR Yumesaki Line ประมาณ 5 นาที ลงที่ Universal City Station 

==========================

 

03

หมู่บ้านอะเมะริกะมุระ

(มาจากคำว่าอเมริกา แต่เป็นการออกเสียงแบบญี่ปุ่น)

 

          America Mura หรือเรียกย่อๆ ว่า Ame Mura ชื่อนี้มีความหมาย ที่มาของคำว่า Ame ก็คือคำที่ย่อมาจากคำว่า America ส่วนคำว่า Mura ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าหมู่บ้าน ดังนั้นเราก็เลยเรียกที่นี่ว่า “หมู่บ้านอเมริกา” หมู่บ้านนี้ไม่ไกลจากชินไซบะชิ แหล่งช็อปปิ้งที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี แต่หมู่บ้านอะเมะมุระนั้นอยู่อีกฟากหนึ่ง คือบริเวณชินไซบะชิตะวันตก
 


          ย่านนี้แปลกตากว่าย่านช็อปปิ้งอื่นๆ ตรงที่สังเกตได้ว่า เสื้อผ้าที่ขายตามร้านต่างๆ นั้นเป็นแฟชั่นของชาวตะวันตก ไม่เพียงแต่เสื้อผ้า แต่ยังรวมไปถึงรองเท้า กระเป๋าและสิ่งของแฟชั่นต่างๆ อีกด้วย รวมไปถึงเพลงที่เปิดตามร้านค้าต่างๆ ก็เป็นเพลงฝรั่ง พนักงานในร้านค้ามีทั้งที่เป็นฝรั่งผมทอง และเป็นคนผิวสี พอมานั่งพักเหนื่อยตรงสวนหย่อมกลางอะเมะมุระ ก็พบว่าเพลงที่เปิดบนทีวีจอยักษ์ก็เป็นเพลงของศิลปินตะวันตก นั่งไปสักพักนี่นึกว่าอยู่อเมริกา
 


          อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของที่นี่ก็คือภาพวาด Peace on Earth ที่อยู่บนตึกใจกลางอะเมะมุระ ภาพนี้ถูกวาดขึ้นโดยศิลปินวาดกราฟิตี้ อุปมาอุปมัยว่ามนุษย์นกได้แผ่ปีกไปจนทั่ว ซึ่งภายใต้ปีกนั้น ก็คือการขยายออกไปของความรัก ความสงบ อิสรภาพ และท้องฟ้าที่สดใส
 


          เดิมทีย่านนี้เคยเป็นที่ตั้งของโกดังเก็บสินค้ามาก่อน ต่อมาในปี ค.ศ. 1970 โกดังเหล่านั้นก็ได้รับการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นสถานที่ขายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับและอุปกรณ์กีฬา ทำให้ย่านนี้เริ่มเป็นที่สนใจในหมู่วัยรุ่น เพราะว่าในสมัยนั้นสินค้านำเข้ากำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก 
 


          ในวันเสาร์และอาทิตย์ วัยรุ่นจำนวนมากจะมารวมตัวกันที่นี่ พื้นที่บางส่วนถูกกันเอาไว้ให้คนที่ต้องการแสดงผลงานศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การเล่นกีฬา การเล่นดนตรีหรือการเต้นรำ 

 

           การเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Midosuji Line หรือ Nagahori Tsurumi Ryokuchi Line ลงที่ Shinsaibashi Station แล้วเดินประมาณ 3 นาที หรือใช้รถไฟสาย  Midosuji Line หรือ Yotsubashi Line หรือ Sennichimae ลงที่ Namba Station เดินประมาณ 7 นาที 

==========================

 

 

04

ป้ายกูลิโกะ (Glico Man Neon Billboard)

 


          ต้องยอมรับว่าป้ายไฟนีออนกูลิโกะแมนที่สะพานโดทมบุริได้กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความเป็นโอซาก้าไปแล้ว ป้ายไฟที่ว่านี้ตั้งอยู่ที่ตรงสะพานอิบิซึบะชิ ป้ายกูลิโกะที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นป้ายไฟรุ่นที่ 6 ซึ่งป้ายไฟอันแรกถูกติดตั้ง ที่นี่เมื่อ 79 ปีที่แล้ว

          ป้ายไฟนี้เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมปีที่ผ่านมา ความพิเศษของป้ายไฟอันใหม่นี้ ก็คือ ฉากหลังของกูลิโกะแมนที่เปลี่ยนไป สวยสดใสกว่าเดิมและอย่างที่สองคือป้ายไฟมีแสงที่สว่างมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากป้ายอันใหม่นี้ ใช้หลอดไฟ LED 
 


          ทำไมป้ายกูลิโกะต้องเป็นนักวิ่ง? เรื่องมีอยู่ว่านายริอิชิ เอซะกิ ผู้ก่อตั้งบริษัทกูลิโกะ ได้ค้นพบว่าสารกลีโคเจนในหอยนางรมนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการมาก จึงได้ทดลองให้ลูกชายที่กำลังป่วยหนักได้รับประทาน ผลก็คือลูกชายมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม เขาจึงคิดว่า ถ้าเด็กๆ คนอื่นได้กินด้วย เด็กๆ เหล่านั้นก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงเหมือนกันกับลูกชายของเขา เขาจึงเริ่มผลิตขนมที่ใส่สารกลีโคเจน แล้วตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “กลีโกะ” ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “Glico” ส่วนภาพนักวิ่งที่ใช้บนป้ายไฟ ก็คือต้องการสื่อถึงการกินขนมแล้วจะแข็งแรง สุขภาพดีเหมือนนักวิ่งนั่นเอง
 

 

         การเดินทาง : สามารถนั่งรถไฟใต้ดินได้หลายสาย ไม่ว่าจะเป็น Midosuji Line  Yotsubashi Line หรือ Sennichimae Line มาลงที่สถานี Namba  เดินมาตามทาง Namba walk แล้วออกตรงทางออกถนน Mido-Suji หรือ นั่งรถไฟใต้ดินสาย Nagahori Tsurumi-ryokuchi ลงสถานี Shinsaibashi

         ส่วนถ้าใครใช้ JR Osaka Loop Line ให้มาลงสถานี Shin-Imamiya หรือ Tennoji แล้วต่อรถไฟ JR Kansai Main Line (Yamatoji Line) ไปลงสถานี JR Namba

==========================

 

 

05

ตึกอุเมะดะ สกาย บิวดิ้ง (Umeda Sky Building) 

 

          หากได้มาเที่ยวโอซาก้า ห้ามพลาดโอกาสชมเมืองในมุมสูงบนตึกนี้ Umeda Sky Building  เมื่อได้ขึ้นยืนบน Sky walk Roof Top Observation Deck แล้วมองลงมาเห็นวิวโอซาก้าทั้งเมือง พูดได้คำเดียวว่าเกินคุ้ม!! 
 


          ตึกสูง 173 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปีค.ศ. 1993 มีความปลอดภัยสูง ผ่านการทดสอบมาแล้วว่าสามารถทนความสั่นสะเทือนได้หากเกิดแผ่นดินไหว ความสนุกตื่นเต้นเริ่มตั้งแต่ตอนขึ้นลิฟท์แก้วไปยังชั้นบนสุดของตึก (ชมวิวที่ชั้น 39 และชั้น 40) จากนั้นเราก็จะต้องขึ้นบันไดเลื่อนซึ่งเป็นบันไดเลื่อนที่เชื่อมตัวตึกสองหลังเข้าไว้ด้วยกัน รู้สึกทึ่งในการออกแบบตึก และทึ่งในไอเดียการสร้างตึก จากตึกธรรมดากลายเป็นตึกแฝดที่เปิดให้ผู้คนขึ้นมาชมวิวที่ชั้นสูงสุด จากตึกธรรมดาที่ใช้งานเป็นสำนักงานหรือที่พักอาศัย ได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้คนหลั่งไหลมาทุกวัน น่าทึ่งมากจริงๆ
 


การเดินทาง :
นั่งรถไฟมาลงที่ JR Osaka Station ใช้ทางออก Central North Exit หรือ Hankyu Umeda ใช้ทางออก Chayamachi Exit 

 

          นอกจาก 5 แลนด์มาร์คในโอซาก้าที่ห้ามพลาด ประเทศญี่ปุ่นยังมีที่เที่ยวอีกเพียบที่รอให้คุณได้ไปสัมผัสค่ะ เช่น 29 สถานที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น  5สถานที่ยอดนิยมชมใบไม้เปลี่ยนสี รวมไปถึงขาช้อปที่ห้ามพลาด 15 แบรนด์เครื่องสำอางที่ควรค่าแก่การซื้อ เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น และ รวมกาชาปองสุดประหลาด ของฝากจากญี่ปุ่น เห็นแล้วต้องฮา!

 

          ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น พร้อมการรายงานพิกัดของถูก ของดีที่โตเกียว ได้ทุกวันที่เฟสบุ๊คแฟนเพจ “ไม่ใช่กรูรูแต่กรูรู้ของถูกในโตเกียว” (maichaiGURU) เนื้อหาในเพจเกี่ยวกับแหล่งช็อปปิ้ง แหล่งของกิน การเดินทาง และทริคการใช้จ่ายอย่างไรให้ถูกลงในมหานครโตเกียวที่ค่าครองชีพสูงลิบลิ่ว ได้ถูกรวบรวมเอาไว้ในพ็อคเก็ตบุ๊คที่มีชื่อว่า “ถูกและฟรีมีที่โตเกียว”

            สามารถหาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ทุกสาขาหรือสั่งจองออนไลน์ได้ในราคาเล่มละ 189 บาทเท่านั้น หนังสือเล่มนี้จะทำให้ความคิดของคุณเกี่ยวกับโตเกียวเปลี่ยนไป เชื่อเราเถอะนะ โตเกียวไม่ได้มีแต่ของแพง ถูกและฟรีมีที่โตเกียวจริงๆ ค่ะ ตามไปกันเลยที่ https://www.facebook.com/AmarinTravelPublishing

 

 

อัพเดทที่พักสุดชิลล์ ที่เที่ยวสุดมันส์ ที่กินสุดฮิป 

ติดตาม travel.trueid.net ได้ที่

Facebook Twitter

และ แอปพลิเคชั่น 

TrueID Application Add friend ที่ ID : @TrueID

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

COMMENT

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ

LOAD MORE 5/10 ดูทั้งหมด