เชียร์บอลลีกดัง ดูหนังและช่องทีวีพรีเมียมจุใจ

บาบิโลน เมืองโบราณมรดกโลก เปิดอาณาจักรเมโสโปเตเมีย

บาบิโลน เมืองโบราณมรดกโลก เปิดอาณาจักรเมโสโปเตเมีย
Muzika
10 กรกฎาคม 2562 ( 09:00 )
24.9K
6

     บาบิโลน (Babylon) อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในยุคเมโสโปเตเมียโบราณ (Mesopotamia) อายุ 4,000 ปี ที่เพิ่งได้รับการรับรองขึ้นเป็นพื้นที่มรดกโลก ปี 2562 นับว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมโบราณโลก ที่แม้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ของชนชาติในบริเวณนี้จะค่อนข้างสับสนอยู่มาก เพราะมีการรบพุ่งกันตลอดเวลา ผู้ชนะได้ยึดครองทุกอย่าง แต่การคงอยู่ของเมืองบาบิโลนนี่เอง ที่เป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมของความรุ่งเรืองในอดีตกาล ครั้งนี้ผมจะพาคุณไปเที่ยวถึงประเทศ อิรัค อันเป็นที่ตั้งของบาบิโลนนั่นเองครับ

 

บาบิโลน มรดกโลก

 

ที่ตั้งของนครบาบิโลน Babylonia Kingdoms

 

ที่ตั้ง นครบาบิโลน

 

     นครบาบิโลนนั้นตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส (Tigris) และยูเฟรทีสตอนล่าง (Euphrates) ซึ่งปัจจุบันคือดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศอิรัก อย่างที่เราเกริ่นไปตอนต้นว่าที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นคำกรีกโบราณ (meso = กลาง + potamia = แม่น้ำ) จึงมีความหมายว่า "ดินแดนระหว่างแม่น้ำ (ไทกริสกับยูเฟรทีส)" ด้วยภูมิประเทศแบบนี้เองจึงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ผู้คนจากหลากหลายอาณาจักรล้วนเดินทางมายังดินแดนบริเวณนี้เพื่อทำมาหากิน และสร้างอารยธรรมของตัวเอง

 

     เฮอรอโดทัส (Herodutus) บิดาแห่งประวัติศาสตร์ชาวกรีก บันทึกไว้ว่า นครบาบิโลนมีพื้นที่ 630 ตารางกิโลเมตร มีอาคารที่สร้างด้วยอิฐดินสีน้ำตาลขุ่น เพราะได้จากการขุดดินโคลนมาทำ เมืองมีกำแพงล้อมยาว 100 กิโลเมตร และหนา 7 เมตร กำแพงมีประตูที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ 100 บาน สำหรับประชาชนในการเข้า-ออกเมือง และมีประตูสำคัญที่สุดคือ ประตูอิชทาร์ (Ishtar Gate) ที่สูง 23 เมตร ประดับด้วยกระเบื้องสีน้ำเงินเรียงกันเป็นรูปสัตว์ชื่อ mushhushshu ที่มีศีรษะเป็นมังกร ลำตัวเป็นวัว สองขาหน้าเป็นขาแมว สองขาหลังเป็นขานกอินทรีย์ และมีหางเป็นหางแมงป่อง

 

ประตูอิชทาร์ บาบิโลน

pio3 / Shutterstock.com

 

(ปัจจุบันประตูอิชทาร์ที่อยู่ในเมืองบาบิโลนนั้นเป็นของจำลอง ประตูจริงถูกนำไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์เพอร์การมอน กรุงเบอร์ลิน)

 

เทพมาร์ดุค เมโสโปเตเมีย

 

     ชาวบาบีโลเนียนนับถือเทพมาร์ดุค (Marduk) เป็นเทพสูงสุด ผู้ทรงควบคุมการเคลื่อนที่ของดาวทุกดวงในท้องฟ้า และทรงเป็นเทพผู้ปกป้องเมือง ในวันขึ้นปีใหม่ประชาชนจะนำรูปปั้นของเทพมาร์ดุคขึ้นรถม้า เดินนำขบวนผ่านประตูเมืองอิชทาร์ (Ishtar) ไปตามถนนให้ชาวบ้านได้สักการะทั่วกัน

 

     เมื่อต่างคนต่างต้องการครอบครองแผ่นดินที่มีทั้งความสงบ และอุดมสมบูรณ์ ทำให้บริเวณแถบนี้มีการทำสงคราม รบพุ่งกันอยู่เนืองๆ ทั้งเมืองอูรุก เมืองเอชนันนา เมืองอัสสูร์ เมืองมารี ฯลฯ กระทั่งสงครามมาจบลงที่ชัยชนะของเมืองบาบิโลน ซึ่งตั้งตัวเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร และมีอายุยืนยาวต่อมาถึง 423 ปี (2,017 ถึง 1,594 ปีก่อนคริสตกาล)

 

พระเจ้าฮัมมูราบี (Hammurabi) กษัตริย์องค์แรกแห่งจักรวรรดิบาบิโลน

 

ฮัมมูราบี

 

     พระเจ้าฮัมมูราบี (1,792-1,750 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้ขับไล่กองทัพข้าศึกออกจากอาณาจักรได้อย่างราบคาบ บ้านเมืองมีความสงบสุข มึความรุ่งเรืองด้านอักษรศาสตร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการสร้างประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี (The Code of Hammurabi) จารึกอยู่บนแท่งหินดิโอไรท์สีดำ สูง 2 เมตร 40 เซนติเมตร ซึ่งท่านต้องจัดระบบกฎหมายใหม่เพื่อให้เกิดความสะดวกในการบริหารเมือง เมืองที่ต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ในขอบขัณฑสีมาของท่านให้เป็นหนึ่งเดียว

 

     กฎหมายของฮัมมูราบีนั้นนับได้ว่าเป็นระบบประมวลกฎหมายแรกของโลก แบบระบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” แม้บทลงโทษตามกฎหมายฮัมมูราบีอาจดูว่าโหดเหี้ยมตามความคิดของผู้คนในยุคนี้ แต่การทำกฎหมายให้เป็นลายลักษณ์อักษร และพยายามใช้บังคับอย่างเป็นระบบกับทุกคน และการ “ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่าผิด” ที่นับเป็นวิวัฒนาการทางอารยธรรมที่สำคัญของมนุษย์

 

แท่งหินสลัก ฮัมมูราบี

 

     ปัจจุบัน แท่งศิลาจารึกของพระเจ้าฮัมมูราบีของจริงนั้นตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ลูฟในกรุงปารีส

 

การล่มสลายของจักรวรรดิบาบิโลน (เก่า)

 

     ก็เป็นดั่งเช่นอาณาจักรใหญ่ที่อื่นของโลก เมื่ออาณาจักรบาบิโลนเริ่มอ่อนแอลง ก็ถูกชาวฮิตไทต์ (Hittite) เข้าปล้นสะดมเมื่อ 1,590 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาพวกฮิตไทต์ก็เสียอำนาจให้แก่พวกคัสไซต์ และเข้าครอบครองกรุงบาบิโลนเป็นเวลาถึง 400 ปี

 

     กระทั่ง 612 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกคาลเดียน (Chaldean) ซึงเป็นชนเผ่าฮีบรูทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีส ก็สามารถเข้ายึดกรุงนิเนเวห์ได้สำเร็จ และสถาปนากรุงบาบิโลนขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่ง และจัดตั้งเป็นอาณาจักรบาบิโลเนียใหม่ขึ้นมา และเจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุดอีกครั้ง

 

พระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 (Nebuchadnezzar II) กษัตริย์แห่งอาณาจักรบาบิโลนใหม่

 

Nebuchadnezzar II

 

     พระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 (605-562 ปีก่อนคริสตกาล) บาบิโลนในยุคของพระองค์เป็นยุคที่เรืองอำนาจมาก มีอาณาเขตตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจนถึงทะเลแดง และอ่าวเปอร์เซีย กองทัพของพระองค์มีชัยเหนืออียิปต์ ตลอดจนเข้าทำลายกรุงเยรูซาเลม และกวาดต้อนชาวอิสราเอลไปยังบาบิโลนถึง 40,000 คนเลยทีเดียว

 

     ในยุคสมัยของพระองค์นั้น ยังมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นผลงานสถาปัตยกรรมระดับโลก นั่นคือ สวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Garden of Babylon) ที่เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ (อ่านเพิ่มเติมได้ >ที่นี่< ) ซึ่งพระองค์ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อพระสนม Amytis จะได้ทรงคลายความคิดถึงที่มีต่อบ้านเกิด

 

สวนลอยบาบิโลน

 

     สวนลอยแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินสูงที่ถูกแบ่งออกเป็นชั้นๆ มีระบบชลประทานชักน้ำจากแม่น้ำยูเฟรตีส ไปทำเป็นน้ำตกและนำไปเลี้ยงต้นไม้ตลอดปี น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานหรือแม้แต่ซากปรักให้เห็น แต่คาดว่าน่าจะอยู่บริเวณเดียวกับกรุงบาบิโลน เมืองมาฮาวีล (Mahaweel) ประเทศอิรัก

 

ตำนานหอคอยบาเบล เมืองบาบิโลน​ใน​พระคัมภีร์ไบเบิล

 

หอคอยบาเบล บาบิโลน

 

     ในพระคัมภีร์ไบเบิลบทปฐมกาล 11 (Genesis 11) นั้นบันทึกไว้ว่า แรกเริ่มเดิมทีมนุษย์เราพูดจาภาษาเดียวกันทั้งหมด และได้พยายามที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างที่สูงเทียมฟ้าขึ้นมาในนครแห่งหนึ่ง เมื่อมนุษย์สื่อสารด้วยภาษาเดียวกันจึงทำให้พวกเขาเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี มนุษย์จึงสามารถทำได้ทุกสิ่งที่ต้องการ เมื่อพระเจ้าเห็นดังนั้นจึงเข้ามาแทรกแซงด้วยการทำให้มนุษย์พูดกันคนละภาษาเสีย ในที่สุดมนุษย์ทั้งหลายก็กระจัดกระจายออกไปทั่วแผ่นดิน และเลิกล้มความตั้งใจที่จะสร้างเมืองและสิ่งปลูกสร้างสูงเทียมฟ้าไป

 

     สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หอคอยบาเบลที่ปรากฏในบทปฐมกาล 11 นั้นอาจเคยถูกสร้างเอาไว้ที่เมืองบาบิโลนนี่เอง...

 

     พระคัมภีร์บทปฐมกาล 11ให้ข้อมูลไว้ว่า หอคอยบาเบลนี้อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า ชินาร์ (Shinar) ซึ่งเป็นคำเรียกโดยทั่วไปของดินแดนเมโสโปเตเมีย ซึ่งอาณาจักรที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองถึงขีดสุดในบริเวณนี้เห็นจะมีเพียงบาบิโลนนี่เอง อีกทั้งคำว่า “ชินาร์” ยังปรากฏในพระคัมภีร์บทอื่นๆ อีกหลายครั้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่ชี้ไปหาเมืองบาบิโลนทั้งสิ้น

ซิกูแรต บาบิโลน

 

     นักโบราณคดีเองก็พยายามตามหาที่ที่คาดว่าน่าจะเป็นหอคอยบาเบล สุดท้ายพบว่ามีอาคารแห่งหนึ่งที่เค้าเข้าว่าจะใช่มากที่สุด ก็คือซิกกูแรต (Ziggurat) ที่ชื่อว่า อี-เตเมน-อันกิ (Etemenanki) ที่ชื่อแปลได้ว่า "บ้านแห่งรากฐานของสวรรค์บนพื้นโลก"

 

ซิกกูแรต (Ziggurat) อี-เตเมน-อันกิ

 

     ซิกกูแรตนั้นเป็นมหาวิหารของชาวเมโสโปเตเมีย ทรงคล้ายพีระมิดขั้นบันได มีหลายชั้นซ้อนขึ้นไป บ้างก็ว่าอาจสูงได้ถึง 7 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นวิหารสำหรับบูชาเทพเจ้ามาร์ดุค ซึ่งเป็นเทพอุปถัมภ์หลักของนครบาบิโลน

 

     ทั้งยังมีหลักฐานจากศิลาจารึกที่สลักขึ้นในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 ว่าในยุคนี้มีการบูรณะขนานใหญ่เกิดขึ้น (สวนลอยยังสร้างมาแล้ว หอคอยก็คงไม่ยาก) ในภาพสลักบนศิลาแสดงภาพพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 และซิกกูแรต 7 ชั้น พร้อมอักษรลิ่มสลักเอาไว้ ได้ความว่า "เนบูคัดเนซซาร์ กษัตริย์แห่งบาบิโลน ได้บูรณะวิหารอีเตเมนอันกิ และวิหารอีอูร์เมอีมินอันกิ (E-ur-me-imin-anki) จนสมบูรณ์ ข้าได้ระดมแรงงานมาจากทั่วทุกสารทิศ จากเมดิเตอร์เรเนียนจดอ่าวเปอร์เซีย "

 

     สมมติฐานนี้จึงถือว่ามีความเป็นไปได้สูงที่หอคอยบาเบลจะอยู่ที่นี่ นครบาบิโลนนั่นเองครับ

 

การล่มสลายของอาณาจักรบาบิโลน

 

บาบิโลน ล่มสลาย

 

     กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรคือ Nabonidus (556-539 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งถูกจักรพรรดิ Cyprus มหาราชแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย (Persia) ทรงยกทัพมายึดครองกรุงบาบิโลนแล้วเผาเสียจนหมดสิ้น และไม่เคยมีการบูรณะซ่อมแซมใดๆ เลย เหลือแต่ซาก และอาคารร้างเพราะผู้คนทั้งหมดละทิ้งเมืองไปหมดแล้ว กระทั่งปี 1899 Robert Koldewey นักโบราณคดีชาวเยอรมันได้ขุดพบซากปรักหักพังของเมือง โลกจึงได้พบกับอารยธรรมบาบิโลนอีกครั้งหนึ่ง

 

 

บาบิโลน มรดกโลกแห่งใหม่

 

บาบิโลน มรดกโลก

 

     คณะกรรมการมรดกโลกขององค์การ การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศรับรองนครบาบิโลน อาณาจักรเมโสโปเตเมียโบราณ อายุ 4,000 ปี ขึ้นเป็นพื้นที่มรดกโลก เมื่อ 6 ก.ค. ปี 2562 นับเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ดินแดนเมโสโปเตเมีย ซึ่งรัฐบาลอิรักประกาศว่าจะจัดงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษาและอนุรักษ์บาบิโลนอย่างจริงจัง หลังจากถูกคณะกรรมการติงมาหลายครั้งในเรื่องการปกป้องสถานที่สำคัญนี้

 

รูปปั้นสิงโต

 

     นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจะได้ชมซากเมืองที่ยังมองเห็นโครงสร้างจากการก่ออิฐ และโคลน รวมถึงชมรูปปั้นสิงโตแห่งบาบิโลน และประตูเมืองดั้งเดิม ประตูอิชทาร์ เมื่อพระอาทิตย์เริ่มขึ้น แสงจะสาดส่องผ่านประตูทางเข้าอย่างสวยงาม

 

 

===============

 

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

บทความที่เกี่ยวข้อง