รีเซต

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ Seven Wonders of the Ancient World ตำนานที่ต้องไปเยือนสักครั้ง

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ Seven Wonders of the Ancient World ตำนานที่ต้องไปเยือนสักครั้ง
แมวหง่าว
10 มิถุนายน 2564 ( 17:42 )
80.9K
1

     แน่นอนว่าก่อนจะมีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบันที่เรารู้จักอยู่แล้ว เรารู้แน่ชัดว่าถูกมนุษย์สร้างขึ้น แต่สำหรับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณนั้น มันกลับดูลึกลับจนเกือบออกไปทางเรื่องปรัมปราซะด้วยซ้ำ บางอย่างยังหลงเหลือซากปรักให้เราได้ชม แต่บางอย่างก็แทบไม่มีหลักฐานยืนยันเลย มีเพียงคำบอกเล่าจากตำราโบราณเท่านั้น

 

 

     สิ่งมหัศจรรย์ของโลก นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลกนี้แต่อย่างใด มันอยู่คู่กับผู้คนมาแทบทุกยุคทุกสมัย ถึงขนาดมีคำโบราณในภาษากรีกเพื่อใช้เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า Themata แปลว่า ‘ต้องไปเห็นให้ได้’

 

By Kandi , CC BY-SA 3.0

แผนที่ตำแหน่ง 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคโบราณ

 

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคโบราณ

 

Wonder of The Ancient World

 

     สำหรับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณนั้นจะอยู่ในช่วงประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล ถึงปีคริสตศักราช 500 โดยเรื่องราวของสิ่งเหล่านี้ถูกพบเป็นครั้งแรกในงานเขียนของกวีชาวกรีก นามว่า แอนติเพเตอร์แห่งไซดอน (Antipator of Saidon) ซึ่งนับเป็นการจัดทำบัญชี 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกเป็นบัญชีแรกของมนุษยชาติอีกด้วย แต่ส่วนใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างในแถบเมดิเตอเรเนียนตะวันออก (เชื่อว่าน่าจะเพราะยังไม่มีการเดินเรือไปยังทวีปอื่นๆ แพร่หลายเท่ายุคถัดมา) มีทั้งหมด ดังนี้

 

 

1. มหาพีระมิดแห่งกีซา (The Great Pyramid of Giza)

 

By Alex lbh , CC BY-SA 3.0

 

     มหาพีระมิดของกษัตริย์คูฟู ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ มีอายุราว 2,690 ปีก่อนคริสตกาล หรือเก่าแก่กว่านั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์เพียงอย่างเดียวที่เก่าแก่ที่สุด และยังคงตั้งอยู่จนยืนยงจนปัจจุบัน ใช้สำหรับเป็นที่เก็บรักษาพระศพฟาโรห์คูฟู (Khufu) สร้างขึ้นด้วยก้อนหินทรายทรงสี่เหลี่ยมประกอบกันกว่า 2.3 ล้านก้อน สร้างยาวนานกว่า 20 ปี ใช้แรงงานไม่ต่ำกว่า 100,000 ชีวิต

 

 

     ปัจจุบันวิธีการสร้างพีระมิดแห่งกีซายังคงเป็นปริศนา ด้วยความที่หินแต่ละก้อนมีน้ำหนักหลายตัน (ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดหนักถึง 200 เมตริกตัน หนักเท่าชิ้นส่วนเรือไททานิค) แต่เทคโนโลยีในขณะนั้นยังไม่มีระบบปั้นจั่น ไม่รู้จักแม้กระทั่งล้อเลื่อน มีเพียงหลักฐานเป็นภาพแกะสลักนูนต่ำบนฝาผนังหิน ซึ่งแสดงการเคลื่อนย้ายเทวรูปหินขนาดใหญ่ด้วยแรงคนนับร้อยลากเข็นไปบนแคร่ไม้ ใช้การราดน้ำเพื่อช่วยลดแรงเสียดทาน แต่นั่นยังไม่สามารถตอบเราได้ว่าพวกเขาใช้วิธีใดลำเลียงหินขึ้นสู่บริเวณก่อสร้างในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเทียบเท่าตึก 40 ชั้นในยุคปัจจุบันได้ ถึงขนาดที่มีทฤษฎีว่าพีระมิดแห่งเมืองอียิปต์นั้นอาจจะไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ในสมัยของอียิปต์โบราณ แต่อาจจะเป็นฝีมือของชาวแอตแลนติส หรือไม่ก็ มนุษย์ต่างดาว นั่นเลย

====================

 

2. สวนลอยแห่งบาบิโลน (HANGING GARDENS OF BABYLON)

 

 

     สวนลอยแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าเนบูคาดเนสซาร์ที่ 2 ประมาณ 605-562 ปีก่อนคริสตกาล ปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานหรือแม้แต่ซากปรักให้เห็น แต่คาดว่าน่าจะอยู่บริเวณเดียวกับกรุงบาบิโลน เมืองมาฮาวีล (Mahaweel) ประเทศอิรัก

 

 

     มีการบรรยายถึงสวนแห่งนี้ไว้ว่ามีพื้นที่กว่า 400 ตารางฟุต สร้างสูงขึ้นไปเป็นชั้นๆ อุดมไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ มีระบบชักรอกเพื่อรถน้ำต้นไม้จากชั้นบน แล้วปล่อยให้ไหลลงตามชั้นต่างๆ พระเจ้าเนบูคาดเนสซาร์ที่ 2ทรงให้สร้างไว้เพื่อเป็นอุทยานพักผ่อนของพระมเหสีของพระองค์ เพื่อบรรเทาความคิดถึงบ้านเกิดของพระนาง

====================

 

3. เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย (The Statue of Zeus at Olympia)

 

 

     หากเทวรูปนี้ยังอยู่ถึงปัจจุบัน มันจะต้องเป็นสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับเทพเจ้าที่วิจิตรอลังการที่สุดอย่างแน่นอน เทวรูปซูสตั้งอยู่ในประเทศกรีซ สร้างเมื่อประมาณ 462 ปีก่อนคริสตกาล โดยช่างแกะสลักชาวกรีกที่มีชื่อที่สุดแห่งยุคโบราณ นามฟิดิแอส (Phidias) มีความสูง 12 เมตร ประทับนั่งอยู่บนบัลลังค์ ประดับประดาด้วยงาช้าง ทองคำ ผ้าไหม ฯลฯ สร้างไว้ในวิหารซุส (Temple of Zeus) ซึ่งภายหลังถูกไฟไหม้เสียหายจนหมดสิ้น เหลือเพียงซากที่อยู่ในเขตเมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซ

====================

 

4. วิหารอาร์ทิมีส (The Temple of Artemis at Ephesus)

 

 

     ตั้งอยู่ที่เมืองเอฟิซุส ประเทศตุรกีในปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 550 ปีก่อนคริสตกาล สร้างขึ้นเพื่อถวายเทพีอาร์ทิมิส ซึ่งเป็นเทพที่พวกนายพรานเคารพบูชา ว่ากันว่าวิหารแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่งดงามหาที่เปรียบมิได้ที่สุดในยุคนั้น

 

 

     ที่นี่ถูกเผาทำลายอยู่หลายครั้ง ครั้งแรกในวันที่ 21 กรกฎาคม 356 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งตรงกับวันประสูติของอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งในภายหลังพระองค์ก็ต้องการที่จะบูรณะวิหารนี้ขึ้นมา แต่ชาวเมืองก็ปฎิเสธ และเลือกที่จะบูรณะกันใหม่เองโดยลดขนาดวิหารให้เล็กลง ต่อมาก็ถูกทำลายอีกโดยพวกโกธส์จากเยอรมันที่บุกเข้ามาโจมตี เมื่อปี ค.ศ. 262 จนต้องบูรณะกันอีกครั้ง สุดท้ายวิหารก็ถูกทำลายอีกโดยกลุ่มชาวคริสต์ นำโดย Saint John Chrysostom ในปีค.ศ.401 ปัจจุบันหลงเหลือเพียงซากเสาเท่านั้น

====================

 

5. สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสซัส (Mausoleum at Halicarnassus)

 

 

 

     ตั้งอยู่ในเมืองโบดรุม (Bodrum) ประเทศตุรกี สร้างขึ้นเมื่อ 351 ปีก่อนคริสตกาล โดยพระดำริของราชินีอาร์เทมิเซีย (Artemisia) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่พระสวามี กษัตริย์มอโซลุสแห่งคาเรียที่สวรรคตเมื่อ 353 ปีก่อนคริสตกาล ถูกทำลายโดยแผ่นดินไหว ปัจจุบันหลงเหลือเพียงชากปรักหักพัง และซากของรูปปั้นต่างๆ ที่ใช้ประดับสุสาน

====================

 

6. เทวรูปโคโลสซูสแห่งเกาะโรดส์ (Colossus of Rhodes)

 

 

 

     ตั้งอยู่ในทะเลเอเจียน ประเทศกรีซ เป็นรูปสำริดขนาดใหญ่ของสุริยเทพ หรือเฮลิออส (Apollo) สูงประมาณ 33 เมตร ก่อสร้างระหว่าง 292-280 ปีก่อนคริสตกาล ตั้งตระหง่านบริเวณปากอ่าวของเกาะโรดส์ ถูกทำลายโดยแผ่นดินไหวหลังการสร้างเพียง 56 ปี ถึงกระนั้นซากของเทวรูปนี้ก็ยังเป็นจุดแลนด์มาร์คของผู้คนในแถบนี้ต่อมาถึง 800 ปี ในประวัติศาสตร์มีบันทึกว่าแค่ส่วนนิ้วของรูปปั้นนี้ก็มีขนาดใหญ่กว่าไซส์รูปปั้นปกติของยุคนั้นแล้ว

====================

 

7. ประภาคารฟาโรส แห่ง อเล็กซานเดรีย (Lighthouse of Alexandria)

 

 

     ประภาคารยักษ์ที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ สมัยพระเจ้าปโตเลมี ประมาณ 280 ปีก่อนคริสตกาล ว่ากันว่ามันสูงมากจนสามารถมองเห็นได้ไกล 35 ไมล์ ถูกทำลายโดยสิ้นเชิงจากเหตุแผ่นดินไหวในช่วงคริสตศตวรรษที่ 14

====================

 

ตามติดเทรนด์เที่ยว อัพเดทที่พักสวย
แชร์ทริปสุดชิล โพสต์ภาพสุดปัง ของคุณได้แล้วที่ แอปทรูไอดี
คลิกเลย >> TrueID Travel Community <<