20 มรดกโลก โดย UNESCO ที่สวยที่สุดในโลก World Heritage Site ที่ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต

20 มรดกโลก โดย UNESCO ที่สวยที่สุดในโลก World Heritage Site ที่ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต
เอิงเอย
3 มิถุนายน 2564 ( 14:30 )
283.2K
2

      หลายสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ได้รับขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก นั้น ล้วนมีเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนาน และความงดงามทางศิลปะ ที่แฝงถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ และความมีเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ค่ะ ตามเรามาพบกับ 20 มรดกโลก โดย UNESCO ที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโลก กันดู เคยไปเที่ยวที่ไหนกันมาแล้วบ้าง? แต่ละที่บอกได้เลยว่า ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิตเลยทีเดียวค่ะ

มรดกโลก ที่สวยสุดๆ ในโลก
ต้องไปสักครั้งในชีวิต

 

1. นครวัด ประเทศกัมพูชา 

Angkor Wat

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1992

 

       นครวัด (Angkor Wat) เป็นศาสนสถานสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ ประเทศกัมพูชา ที่หลายคนทั่วโลกต่างรู้จักเป็นอย่างดี

      อีกทั้งนครวัดยังเป็น 1 ใน 10 อันดับ สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในอาเซียน อีกด้วย ซึ่งที่นี่อยู่ห่างจากเมืองเสียมราฐเพียง 20 นาทีเท่านั้น นักท่องเที่ยวจะแห่กันไปเพื่อชมสถาปัตยกรรมขอมโบราณนี้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงที่มีอากาศดี อุณหภูมิจะอยู่ที่ 25-30 องศาเท่านั้น จะช่วงอื่นจะร้อนมากจนแทบตัวละลายเลยค่ะ

🍀 ดูรีวิวเต็มๆ ที่ มรดกโลก นครวัด เมืองเสียมราฐ กัมพูชา สัมผัสปราสาทหินอายุกว่าพันปี

===============

 

2. อะโครโพลิส ประเทศกรีซ 

Acropolis

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987

 

      อะโครโพลิส (Acropolis) คือ ป้อมปราการที่อยู่บนเทือกเขาสูง ซึ่งมีอยู่หลายจุดใน ประเทศกรีซ อะโครโพลิสที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ อะโครโพลิสแห่งเอเธนส์ (Acropolis of Athens) ซึ่งมีวิหารสามแห่ง คือ วิหารพาร์เทนอน (Parthenon) วิหารอิเรกเทียม (Erechtheum) และมีโรงละครอีกสองแห่งคือ โรงละครเฮโรเดส อัตติกัส (Theatre of Atticus) และ โรงละครไดอะไนซัส (Theatre of Dionysus) ค่ะ 

      ที่นี่ถือได้ว่า เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของโลกเลยก็ว่าได้ เป็น อารยธรรมโบราณ ซึ่งสถานที่ที่ยังมีสิ่งก่อสร้างซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรือง และความรู้ความสามารถของคนในยุคก่อน ความท้าทายในการเที่ยวชมที่นี่เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวหลายคนถวิลหา เพราะจะต้องเลาะไปตามทางเดินที่อยู่ตรงแนวเนินเขาที่ทั้งสูง และชัน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวสายโบราณคดี และผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์แล้ว ที่นี่เป็นจุดที่ต้องไปสักครั้งหนึ่งให้ได้

================

 

3. พุกาม ประเทศเมียนมา

 Bagan

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 2019

 

      พุกาม (Bagan) เป็นอาณาจักรแห่งแรกในประวัติศาสตร์ เมียนมา ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขต มัณฑะเลย์ เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 11 ที่ยังคงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาจนได้ชื่อว่าเป็น เมืองแห่งทะเลเจดีย์ หรือ ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์ เพราะในสมัยรุ่งเรืองเคยมีเจดีย์มากมายถึง 4,446 องค์ ปัจจุบันเหลือแค่เพียง 2,217 องค์เท่านั้น แต่ก็ยังถือว่าเป็นศาสนสถานที่อลังการอยู่ดีใช่ไหมล่ะคะ

       เจดีย์แห่งแรกของพุกาม คือ เจดีย์ชเวสิกอง (Shwezigon Pagoda) สร้างโดย พระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในประเทศเมียนมา นอกจากนี้พุกาม ยังเป็น 1 ใน 100 สถานที่สวยที่สุดในโลก อีกด้วย

🍀 ดูรีวิวเต็มๆ ที่ พาใจไปเท ที่ พุกาม มัณฑะเลย์ เสน่ห์ แห่งเมียนมา

================

 

4. หมู่เกาะกาลาปาโกส ประเทศเอกวาดอร์

Galapagos Islands

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1978

 

      หมู่เกาะกาลาปาโกส (Galapagos Islands) เป็นหมู่เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก หมู่เกาะนี้เกิดจากการสะสมตัวของลาวาจากภูเขาไฟ เมื่อ 7-9 ล้านปีมาแล้ว และยังมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ เกาะแห่งนี้เป็นบ้านของสัตว์กว่า 9,000 สปีชี่ส์ ซึ่ง 75% ของสัตว์ทั้งหมดนี้สามารถพบได้ที่นี่ที่เดียวในโลก ทำให้การเดินทางไปท่องเที่ยวเกาะนี้ค่อนข้างเข้มงวด นักท่องเที่ยวที่จะไปที่นี่จึงควรต้องมีจิตสำนึกมากๆ ในการเดินทางและท่องเที่ยวด้วยนะคะ เพราะแต่ละสิ่งที่อยู่บนเกาะ ถือว่าเป็นมรดกทางธรรมชาติที่อาจจะหาไม่ได้อีกแล้วบนโลกเลยทีเดียว

🍀 ดูรีวิวเต็มๆ ที่ กาลาปาโกส ดินแดนอัศจรรย์ ที่ต้องไปสักครั้งหนึ่งในชีวิต

================

 

5. อุทยานแห่งชาติเกอเรเม คัปปาโดเกีย ประเทศตุรกี

Goreme National Park of Cappadocia

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1985

 

       เกอเรเม (Goreme) หินทรงประหลาดในบริเวณ คัปปาโดเกีย (Cappadocia) ซึ่งตั้งอยู่ใน ประเทศตุรกี เป็นพื้นที่พิเศษเกิดจากการระเบิดของ ภูเขาไฟเออซิเยส และภูเขาไฟ ฮาซาน เมื่อประมาณ 3 ล้านปีมาแล้วค่ะ ด้วยลักษณะที่มีรูพรุนเข้าไปในภูเขาทำให้มีคนโบราณหัวใสย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านถ้ำมาหลายศตวรรษ และที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวฮอตในตุรกีเรื่อยมา 

      นอกจากการไปเที่ยวชมมรดกโลกแห่งนี้ที่ อุทยานแห่งชาติเกอเรเม คัปปาโดเกีย โดยการเดินชมตามถ้ำต่างๆ ที่น่าอัศจรรย์ใจเหล่านี้แล้ว กิจกรรมยอดฮิตของที่นี่ก็คือ การขึ้นบอลลูนเพื่อไปชมความสวยงามจากบนท้องฟ้า เรียกได้ว่า สวยลืมโลกไปเลยค่ะ

🍀 ดูรีวิวเต็มๆ ที่ เปิดพิกัด 10 ที่เที่ยวคัปปาโดเกีย สุดปัง ถ่ายรูปสวย ที่ตุรกี ต้องตามมาเก็บภาพ

================

 

6. เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ ประเทศออสเตรเลีย

Great Barrier Reef

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1981


      เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ (Great Barrier Reef) เป็น แนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งมีความยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศออสเตรเลีย หรือตอนใต้ของ ทะเลคอรัล มีสิ่งชีวิตมากมาย ทั้งปะการังชนิดอ่อน และชนิดแข็ง สีสวยกว่า 350 ชนิด ตลอดจนปลา และสิ่งมีชีวิตในทะเลที่ต่างๆ อีกกว่า 1,500 ชนิด

      แต่น่าเสียดายที่สวรรค์ของนักประดาน้ำนี้ กลายเป็นที่เที่ยวต้องไปก่อนที่จะหายไปจากแผนที่โลกซะแล้ว เพราะภาวะโลกร้อนขึ้นส่งผลทำให้ความเป็นกรดของน้ำทะเลสูงขึ้น และด้วยพายุไซโคลนที่ถล่มอยู่เป็นประจำ จึงคาดว่า 60% ของปะการังที่นี่จะเผชิญกับปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวนั่นเองค่ะ

================

 

7. ฮัมปิ ประเทศอินเดีย

Hampi

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1986


      ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อพูดถึงอินเดีย ใครๆ จะต้องนึกถึง ทัชมาฮาล ที่มีชื่อเสียงที่สุดในอินเดีย แต่นักท่องเที่ยวไม่กี่คนเท่านั้น ที่จะรู้จัก ฮัมปิ (Hampi) เมืองมรดกโลก ที่เคยเป็นอาณาเขตของ อาณาจักรวิจายานะกา หรือ วิชัยนคร และยังเป็นเมืองหลวงสุดท้ายของ อาณาจักรฮินดู อีกด้วย แน่นอนว่าที่นี่เต็มไปด้วยวัด และพระราชวังวังที่สร้างด้วยศิลปะแบบดราวิเดียนที่หาชมได้ยาก และสวยงามมากๆ เลยทีเดียว

================

 

8. น้ำตกอีกวาซู 

ประเทศบราซิล และ อาร์เจนตินา

Iguazu National Park

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1984


      อุทยานแห่งชาติอีกวาซู (Iguazu National Park) แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพรมแดนระหว่าง ประเทศบราซิลกับประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งไอไลท์สำคัญก็คือ น้ำตกอีกวาซู (Iguazu Falls) น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และขึ้นชื่อว่าเป็น น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย โดยใหญ่กว่าน้ำตกไนแอการาประมาณ 30 เท่า เป็นน้ำตกขนาดใหญ่เป็นแนวยาวกว่า 4 กิโลเมตร สูงกว่า 269 ฟุต ประกอบด้วยน้ำตกน้อยใหญ่อีก 275 แห่งด้วยกัน ซึ่ง บริเวณรอบๆ น้ำตกนั้นจะเกิดละอองน้ำอยู่ตลอดเวลาและมีเสียงดังไปไกลกว่า 24 กิโลเมตรเลยทีเดียว

🍀 ดูรีวิวเต็มๆ ที่ อีกวาซู น้ำตกสุดยิ่งใหญ่อลังการในอาร์เจนตินา น้ำตกใหญ่ที่สุดในโลก

================

 

9. อุทยานแห่งชาติลอส กลาเซียเรส 

ประเทศอาร์เจนตินา

Los Glaciares National Park

 

Jefferson Bernardes/Shutterstock.com

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1937

 

       อุทยานแห่งชาติลอส กลาเซียเรส (Los Glaciares National Park) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของ เมืองซานตาครูซ (Santa Cruz) เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประเทศอาร์เจนตินาค่ะ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มักถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งกว่า 30% ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกยุคน้ำแข็งเลยทีเดียว

      กิจกรรมท่องเที่ยวหลักๆ ที่ได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวนั้นคือ การปีนเขา และเดินป่าที่ ภูเขาฟิทซ์รอย (Monte Fitz Roy) และภูเขาเซอโร ตอร์เร (Cerro Torre) สายเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์ ไปพิชิตยอดเขาที่นี่กันมากมาย

================

 

10. มาชูปิกชู ประเทศเปรู

 Machu Picchu

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1983

 

      มาชูปิกชู (Machu Picchu) หรือนิยมเรียกอีกชื่อว่า เมืองสาบสูญแห่งอินคา ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงถึง 2,350 เมตรใน ประเทศเปรู เมืองนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาซึ่งแต่ละด้านเป็นผาชันแลดูน่าหวาดเสียว ที่นี่เป็นมรดกโลกที่แสดงให้เห็นถึงอารยะธรรมของชนชาติอินคาที่สาบสูญไปนานแล้ว และไม่มีใครค้นพบจนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 หลังจากจักรวรรดินี้ล่มสลายไปแล้วถึง 400 ปี ที่นี่จึงกลายเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่

       ปัจจุบันนักท่องเที่ยวในเปรูสามารถเดินทางจาก เมืองคุซโก (Cusco) ไปยังนครมาชู ปิกชูโดยทางรถไฟ และรถโดยสารประจำทางเป็นระยะทาง 96 กม.ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเองค่ะ 

🍀 ดูรีวิวเต็มๆ ที่ มาชูปิกชู อารยธรรมที่ล่มสลายด้วยโรคระบาด เมืองสาบสูญแห่งอินคา

================

 

11. มง แซ็ง มีแชล ประเทศฝรั่งเศส

Mont Saint Michel

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1979

 

     มง แซ็ง มีแชล (Mont Saint Michel) วิหารแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะโดดเดี่ยวกลางทะเลชายฝั่งตะวันตก บริเวณ แคว้นบัส-นอร์ม็องดี ของ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งสถานที่ตั้งของโบสถ์นับได้ว่าตั้งอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดตื่นตาน่าดูที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะตั้งอยู่บนเกาะหินเล็กๆ กลางทะเล 

     ตัวเกาะอันเป็นที่ตั้งของวิหารนั้น เป็นหินแกรนิต โดยมีเส้นรอบวงเกาะประมาณ 960 เมตร และสูง 92 เมตร แล้วถ้าบวกกับความสูงของตัววิหารนั้นแล้วก็จะมีความสูงถึง 155 เมตรเลยทีเดียว ถือเป็นปราการธรรมชาติตั้งแต่สมัยยุคกลางค่ะ อีกทั้งที่นี่ยังมีตัวโบสถ์ที่สร้างแบบศิลปะแบบโกธิกที่เด่นมาก รอบๆ มีหมู่บ้านติดต่อกันไปตามแนวกำแพง ป้องกันข้าศึกที่จะมาจากทางบก และทางทะเล เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสวยสุดๆ ในฝรั่งเศสเลยทีเดียว

================

 

12. นครเปตรา ประเทศจอร์แดน

Petra

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1985

 

      นครเปตรา (Petra) คือนครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับใน หุบเขาวาดี มูซา (Wadi Musa) หุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่าง ทะเลสาบเดดซี กับ ทะเลอัคบา ใน ประเทศจอร์แดน เป็นเมืองที่เจาะสลักเข้าไปในหินเกือบทั้งหมด รอบบริเวณ ไม่ว่าจะเป็น วิหาร หลุมศพ บันได โรงละคร ซึ่งขุดสลักมาแต่ยอดเขาลงมาเป็นหลืบลดหลั่นเป็นช่อชั้นงดงาม แสดงถึงฝีมือและศิลปะในการสลักหินได้อย่างยอดเยี่ยม ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมเบื้องต้นของเขตตะวันออกกลาง จึงกลายเป็น 1 ใน 5 สถานที่ท่องเที่ยว อารยธรรมโบราณที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองให้ได้สักครั้งในชีวิต

      นครนี้แต่เดิมนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ซึ่งต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท (Johann Ludwig Burckhardt) เดินทางผ่านมาพบเห็นเข้าเมื่อปี ค.ศ.1812 ภายหลังที่นี่เลยกลายเป็นแหล่งความรู้อย่างดีของนักโบราณคดี และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่หนึ่งในโลกค่ะ

================

 

13. มหาพีระมิดแห่งกีซา ประเทศอียิปต์

The Great Pyramid of Giza

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1979

 

      มหาพีระมิดแห่งกีซา (The Great Pyramid of Giza) เป็นพีระมิดใน ประเทศอียิปต์ ที่มีความใหญ่โต และเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดของอียิปต์ เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัย ฟาโรห์คูฟู (Khufu) แห่งราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณ เมื่อประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือกว่า 4,600 ปีมาแล้ว ที่นี่จึงเป็นสัญลักษณ์ของอียิปต์โบราณ ที่ถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ แห่งเดียวที่ยังเหลืออยู่

      หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า ประกอบด้วย พีระมิดของ ฟาโรห์คูฟู (Khufu) คาเฟร (Khafre) และ เมนคาอูเร (Menkaure) ซึ่งพีระมิดที่ใหญ่ที่สุด พีระมิดทั้งสามสร้างเรียงต่อกันเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกของกรุงไคโร ที่นี่จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากจะมาสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต

🍀 ดูรีวิวเต็มๆ ที่ มหาพีระมิดกีซาแห่งอียิปต์ Pyramid of Giza หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

================

 

14. เกาะราปานูอี หรือ เกาะอีสเตอร์ ประเทศชิลี

 Rapa Nui / Easter Island

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1995

 

      เกาะราปานูอี หรือ เกาะอีสเตอร์ ( Rapa Nui / Easter Island) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ตัวเกาะห่างจากฝั่ง ประเทศชิลี ไปทางทิศตะวันตกกว่า 3,600 กิโลเมตรค่ะ เกาะที่ใกล้เกาะอีสเตอร์มากที่สุดอยู่ห่างฝั่งจากถึง 2,000 กิโลเมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยว แต่น่าประหลาดใจที่เกาะแห่งนี้กลับมี รูปปั้นโมอาย (Moai) ซึ่งเป็นหินสลักรูปศีรษะคน ไหล่ จนถึงลำตัวในลักษณะที่ต่างๆ กันออกไป ซึ่งเฉลี่ยจะมีความสูงที่ประมาณ 3.5 เมตร และหนักถึง 20 ตัน

       ส่วนโมอายที่สูงมากที่สุดมีชื่อว่า “ปาโร” ซึ่งสูงถึง 10 เมตร และหนักกว่า 86 ตัน ทำให้เกาะนี้มีชื่อเสียงมากในฐานะสถานที่ที่ผู้คนร่ำลือถึงมนุษย์ต่างดาว แน่นอนว่ายังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจนว่า รูปปั้นโมอายพวกนี้มาจากที่ไหน และเป็นอารยธรรมของชนพื้นเมืองกลุ่มใด 

🍀 ดูรีวิวเต็มๆ ที่ ไขปริศนา รูปปั้นโมอาย เกาะอีสเตอร์ ความลึกลับที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน

================

 

15. อุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ

ประเทศแทนซาเนีย

 Serengeti National Park

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1981

 

      อุทยานแห่งชาติเซเราเกติ (Serengeti National Park) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ ประเทศแทนซาเนีย ถือเป็นหนึ่งในมรดกโลกที่สำคัญมาก เพราะเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยสัตว์สารพัดชนิด

      นอกจากนั้นยังเป็นท้องทุ่งแห่งสรรพสัตว์แอฟริกาตะวันออก ที่ราบที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา อาณาเขตอีกปลายด้านหนึ่งมีอาณาเขตจรดติดกับเขต มาไซ มารา ในเคนย่า และในที่ราบเซเรนเกตินี้ มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่กว่า 3 ล้านตัว นับตั้งแต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกว่า 415 ประเภทจากหนูแคระตัวจิ๋วไปจนถึงช้างแอฟริกา ที่เป็นสัตว์บกใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นแหล่งตะลุยซาฟารีกันทีเดียว

================

 

16. สิกิริยา ประเทศศรีลังกา 

Sigiriya

 

Dmitry Chulov / Shutterstock.com

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1982

 

     สิกิริยา (Sigiriya) เป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ที่ตั้งอยู่ใน ประเทศศรีลังกา ที่นี่เป็นเลิศในด้านการออกแบบผังเมือง การเดินทางเยี่ยมชมเมืองโบราณแห่งนี้ แนะนำว่าควรมีเวลา เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางแต่ละจุดมากพอสมควร และ ยอดเขาสิกิริยา ก็เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดเดินขึ้นบันได 2,200 ขั้น ซึ่งบนยอดเขานี้ในอดีตเป็นพระราชวังเก่าอีกด้วย

     นอกจากนี้ยังมีป้อมปราการที่รู้จักกันดีในชื่อ LION ROCK หรือ แท่นศิลาราชสีห์ สร้างขึ้นเนื่องจากอยู่บนที่สูงและสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์และอาณาเขตของเมืองสิกิริยาได้ทั่ว 360 องศา ว่ากันว่ายอดเขาสิกิริยามีการออกแบบเป็นรูปสิงโตหมอบ ปัจจุบันเหลือเพียงเท้าสิงห์ 2 ข้าง และยังมีภาพเขียนสีน้ำของชาวสิงหล เป็นภาพนางอัปสรสวรรค์ที่มีอายุพันกว่าปีเลยทีเดียวค่ะ

================

 

17. ทูลัม ประเทศเม็กซิโก

Tulum

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987

 

      ทูลัม (Tulum) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแน่นอน ด้วยความงดงามตามธรรมชาติของทะเลและชายหาด อีกทั้งยังตระการตาไปด้วยแหล่งโบราณสถานของ ชาวมายันโบราณ ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาหินหันหน้าสู่ทะเลสีฟ้าครามของทะเลแคริบเบียน

      ทูลัมเป็นหนึ่งในเมืองที่ชาวมายันสร้างเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อความอยู่รอดหลังจากที่สเปนเริ่มล่าอาณานิยมในเม็กซิโกเมื่อต้นศตวรรษที่ 16 นั่นเอง ใครที่หลงใหลในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ หรือรักทะเลสวยๆ ที่นี่คือสวรรค์บนดินที่ต้องมาเยือนค่ะ

================

 

18. วัลเลตตา ประเทศมอลตา

Valletta

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1980

 

      วัลเลตตา (Valletta) เป็นเมืองหลวงของ ประเทศมอลตา ซึ่งเป็นเมืองที่มีอาคารสถาปัตยกรรมในยุคของศตวรรษที่ 16 ลงมา ซึ่งสร้างในช่วงที่ปกครองโดย อัศวินเซนต์จอห์น แห่งเยรูซาเลม

      เมืองนี้มีเอกลักษณ์พื้นฐานแบบสถาปัตยกรรมบาโรก กับองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยา สถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิค และสถาปัตยกรรมสมัยใหม่กลิ่นอายของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมต่างๆ แห่งท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแห่งนี้จะยืนมือออกไปดึงดูดให้นักท่องเที่ยวหลายล้านคนทั่วโลกมาเยือน

================

 

19. เวนิส ประเทศอิตาลี 

Venice

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987

 

      ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวของอิตาลี เมืองเวนิส (Venice) ดูจะเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างจากทุกเมืองในโลก เป็นเมืองที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบที่สวยงามจนได้ฉายาว่าเป็น “ราชินีแห่งทะเลอาเดรียติก” (The Queen of the Adriatic) หรือ “เมืองแห่งสายน้ำ” (The City of Water)

       ที่มีคลองสำหรับใช้สัญจรแทนถนนมากกว่า 150 สาย และมี เรือกอนโดลา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์หนึ่งของเวนิส อีกทั้งยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งศิลปวัฒนธรรม และดนตรียามค่ำคืน ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก และใฝ่ฝันอยากมาเทียวชมสักครั้งในชีวิต เวนิสเป็นที่รู้จักกันมาช้านานในประวัติศาสตร์ ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการเดินเรือ และการค้าของทวีปยุโรปนับพันปีค่ะ

🍀 ดูรีวิวเต็มๆ ที่ 6 ที่เที่ยวเวนิส เมืองในฝัน สวรรค์แห่งอิตาลี

================

 

20. อุทยานแห่งชาติเยลโลว์ สโตน

สหรัฐอเมริกา

Yellowstone National Park

 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ. 1978


      เยลโลว์ สโตน (Yellowstone National Park) เป็น อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของอเมริกา และ อุทยานแห่งแรกของโลก อีกด้วย ที่นี่มีพื้นที่ทั้งหมดอยู่บนที่ราบสูงบนเทือกเขาร็อคกี้ มากกว่า 2 ล้านเอเคอร์ อีกทั้งยังมีบ่อน้ำร้อน และน้ำพุร้อนมากกว่า 10,000 แห่ง

       ดินแดนแห่งนี้มีอายุมากกว่า 600,000 ปี เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทิ้งร่องรอยของหินละลายที่พุ่งผ่านผิวโลกขึ้นมาเย็นตัว เกิดเป็นภูเขาสูง ที่ราบและหุบเหวที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าที่น่าสนใจมากมายเลยค่ะ

================

 

ตามติดเทรนด์เที่ยว อัพเดทที่พักสวย
แชร์ทริปสุดชิล โพสต์ภาพสุดปัง ของคุณได้แล้วที่ แอปทรูไอดี
คลิกเลย >> TrueID Travel Community <<