รีเซต

10 เรื่องน่ารู้ ความลับของพาสปอร์ต ไม่ใช่แค่หนังสือเดินทาง แต่เป็นมากกว่าที่คิด!

10 เรื่องน่ารู้ ความลับของพาสปอร์ต ไม่ใช่แค่หนังสือเดินทาง แต่เป็นมากกว่าที่คิด!
แมวหง่าว
19 พฤษภาคม 2565 ( 17:50 )
117.4K

     สุดยอดไอเท็มชิ้นสำคัญของนักเดินทางท่องโลกอย่างพวกเรา คงหนีไม่พ้น พาสปอร์ต เล่มกะทัดรัดที่เราต้องพกติดตัวตลอดทั้งทริปนั่นเอง หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าพาสปอร์ตนั้นไม่ได้ใช้แค่ยืนยันตัวตนระหว่างเดินทางเข้า-ออกประเทศเท่านั้น แต่มันยังมีข้อมูลสำคัญระดับลับสุดยอดที่แม้แต่เราเองยังไม่อาจรู้ได้ ฟังดูน่าตื่นเต้นจริงๆ เราจะมาไขความลับให้คุณกันในวันนี้!

 

 

รวมเรื่องน่ารู้ ความลับของพาสปอร์ต

 

1. สีพาสปอร์ตบอกความหมาย

 

     อย่างที่เราสังเกตกันได้ว่าชาวต่างประเทศนั้นเขาก็มีพาสปอร์ตกันหลายสีแตกต่างกันไป และมีความหมายของสีซุกซ่อนอยู่ เช่นกลุ่มประเทศแถบยุโรปนิยมใช้สีแดงเข้ม หรือสีเลือดหมู (พาสปอร์ตไทยก็ใช้สีนี้) กลุ่มประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามส่วนใหญ่ใช้สีเขียว อันเป็นสีของศาสดา กลุ่มประเทศที่แยกตัวออกมาจากยุโรป เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียใช้สีน้ำเงินเข้ม หรือสีน้ำทะเล เป็นต้น

สำหรับพาสปอร์ตประเทศไทยเองยังมีสีอื่นแบ่งออกไปได้อีก สำหรับบ่งบอกสถานะที่แตกต่างออกไป เช่น

 

  • สีเลือดหมู เป็นพาสปอร์ตบุคคลธรรมดาทั่วไป มีอายุ 5 ปี
  • สีน้ำเงินเข้ม เป็นพาสปอร์ตของข้าราชการ ผู้ถือต้องใช้ในราชการเท่านั้น ห้ามมิให้ใช้เดินทางส่วนตัว มีอายุ 5 ปี
  • สีแดงสด เป็นพาสปอร์ตนักการทูต มีอายุ 5 ปี และไม่สามารถต่ออายุได้ หากนักการทูตทำหายรัฐบาลจะมีการทำหนังสือแจ้ง “ยกเลิกใช้หนังสือเดินทาง” ไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลก เพื่อป้องกันมิให้มีผู้ปลอมแปลงสวมสิทธิ์ และนำไปก่อเหตุร้ายได้
  • สีเขียว เป็นพาสปอร์ตที่ออกให้สำหรับพระภิกษุ และสามเณรที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศตามนัยระเบียบมหาเถรสมาคม และออกให้ชาวมุสลิมที่เพื่อเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ มีอายุ 2 ปีเท่านั้น

 

2. พาสปอร์ตนั้นหรือคือบัตรประชาชน

 

     สำหรับบางประเทศนั้นพาสปอร์ตมีหน้าที่เป็นเหมือนเอกสารสำหรับระบุตัวตนใช้ได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมไปถึงใช้จดทะเบียนสมรส ใช้ซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ มีการใส่ข้อมูลสำคัญ เช่น สถานะสมรส ที่อยู่อาศัย ทะเบียนการย้ายที่อยู่ ฯลฯ ถือเล่มเดียวจบ ส่วนมากพาสปอร์ตประเภทนี้จะใช้กันในกลุ่มเครือรัฐเอกราช (ประเทศที่ประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต) และรัสเซีย และแน่นอนว่ามีอายุใช้งานยาวนานกว่า 5 ปีด้วย

 

3. แถบตัวเลขพิเศษ ตรวจสอบข้อมูลได้ละเอียดยิบ

 

 

     เปิดสมุดมาหน้าที่มีรูปถ่ายของเรา ลองสังเกตุที่แถบตัวเลขทางด้านล่างจะพบว่ามีตัวเลขอะไรไม่รู้เป็นแถวยาว ซึ่งนี่แหละเป็นข้อมูลส่วนตัวของเราที่สามารถตรวจดูเองได้ด้วย ตัวเลขแต่ละหลักจะบอกเรา ดังนี้

  • แถวบน ตัวอักษรแรก คือ รหัสเดียวกับเลขพาสปอร์ต (รหัส (Type) ‘P’ เป็นอักษรย่อสำหรับคำว่า “Passport”)
  • แถวล่าง หมายเลขเดียวกันกับหมายเลขพาสปอร์ต
  • อักษรย่อสัญชาติ (“THA” สำหรับประเทศไทย)
  • วันเกิด เรียงด้วย ปี-เดือน-วัน
  • เพศ
  • วันหมดอายุหนังสือเดินทาง เรียงด้วย ปี-เดือน-วัน
  • หมายเลขบัตรประชาชน

 

4. พาสปอร์ต และ วีซ่า ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

 

     พาสปอร์ต เป็นเอกสารที่ออกให้คนสัญชาติของตนใช้เป็นเอกสารแสดงตนในการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ก่อนจะเดินทางต้องนำพาสปอร์ตไปขอวีซ่าจากสถานทูต/สถานกงสุลของประเทศที่ต้องการจะไป แต่ วีซ่า คือ เอกสารที่แต่ละประเทศจะขอเรียกดูจากคนสัญชาติอื่น เพื่ออนุญาตให้คนสัญชาติอื่นๆ เดินทางเข้ามายังประเทศตนได้ โดยกำหนดให้ยื่นเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาก่อนว่าจะอนุญาตหรือไม่ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นบัตรผ่านเข้าประเทศ

 

     อย่างไรก็ดีก็มีบางประเทศที่อนุญาตให้ทำวีซ่าได้ที่สนามบินเลยเมื่อเดินทางมาถึง ที่เรียกว่า Visa on Arrival เช่น เมื่อมายังประเทศไทย นักท่องเที่ยวจีน, อินเดีย, คาซัคสถาน, ภูฏาน ฯลฯ สามารถเดินทางมาทำวีซ่าได้ที่ด่านสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อพำนักในประเทศไทยไม่เกิน 15 วัน

 

     ส่วนคนไทยเองสามารถใช้หนังสือเดินทางธรรมดาเดินทางโดยไม่ต้องใช้วีซ่าได้ถึง 32 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง มัลดีฟท์ ฟิลิปปินส์ ฯลฯ แต่ละประเทศก็จะมีจำนวนวันที่พำนักได้ไม่เท่ากัน อ่านเพิ่มเติมได้ใน —> 32 ประเทศไม่ต้องขอวีซ่า Passport ไทยฉลุย

 

5. ไม่ทุกคนที่ต้องใช้พาสปอร์ต

 

     อ่านมาหลายข้อจนรู้สึกว่าพาสปอร์ตนั้นสำคัญมากๆ แต่ก็มีอยู่ไม่กี่คนบนโลกนี้ที่ไม่ต้องมีพาสปอร์ต เช่น พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือเดินทาง เนื่องจากตามกฏหมายระบุให้พระราชินีอังกฤษเป็นผู้ออกหนังสือเดินทางอย่างเป็นทางการ (พูดง่ายๆ คือท่านทรงให้ยืมถือพาสปอร์ต) ทำให้เป็นบุคคลเดียวในอังกฤษที่ไม่จำเป็นต้องใช้หนังสือเดินทาง

 

     กลุ่มประเทศในบางภูมิภาคก็มีอนุญาตให้มีการใช้บัตรประชาชนแทนหนังสือเดินทาง เช่น ประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (ECOWAS), สหภาพยุโรปและประเทศใกล้เคียงบางประเทศ, คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง

 

6. หลากภาษาในเล่มเดียว

 

 

     สงสัยไหมว่าทำไม่จึงไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในพาสปอร์ตไปเลย นั่นเพราะบางครั้งชื่อเรียกประเทศในภาษาท้องถิ่น กับชื่อที่คนทั่วโลกรู้จัก อาจไม่เหมือนกัน เช่น ประเทศ Albania มีชื่อราชการว่า Shqipëria (ฌิ-เปรีย) เป็นต้น และบางครั้งตัวเจ้าของพาสปอร์ตเองอาจไม่เข้าใจภาษาอังกฤษก็ได้ นั่นจึงต้องมีการกำหนดให้ในพาสปอร์ตนั้นมีภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ 1 ภาษา และภาษาสากลอีก 1 ภาษา บางประเทศมีถึง 3 ภาษาเลย เช่น พาสปอร์ตเบลเยี่ยม มีทั้งภาษา ดัตช์, ฝรั่งเศส และเยอรมัน โดยไม่มีภาษาอังกฤษ สมัยก่อนพาสปอร์ตไทยเองก็มีแต่ภาษาฝรั่งเศส ไม่มีภาษาไทยด้วยซ้ำ

 

7. พาสปอร์ตบางเล่มก็เข้าบางประเทศไม่ได้

 

     เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในแต่ละประเทศ หรือจากความขัดแย้งทางสงครามทำให้บางประเทศมีการห้ามไม่ให้คนจากอีกประเทศเดินทางเข้ามาได้ เช่นพาสปอร์ตของปากีสถานไม่สามารถใช้เดินทางเข้าอิสราเอลได้ หรือประเทศอาเซอร์ไบจานก็ห้ามผู้ถือพาสปอร์ตอาร์เมเนียเข้าประเทศจากเหตุสงคราม เป็นต้น

 

8. เก็บมากกว่าแค่ข้อมูลส่วนตัว

 

     นอกเหนือจากข้อมูลทั่วๆ ไปอย่างวันเกิด สัญชาติ รูปถ่าย ฯลฯ แล้ว บางประเทศอาจเก็บละเอียดกว่านั้นเพื่อป้องกันภัยระหว่างประเทศ เช่นอิสราเอลจะเก็บข้อมูลด้านชีวภาพของผู้ถือ กระทั่งความห่างระหว่างดวงตาทั้ง 2 ข้าง และโครงสร้างกระดูก

 

9. สิ่งละอันพันละน้อยในพาสปอร์ต

 

     ท่ามกลางความละเอียดรอบคอบ และเอาจริงเอาจังในการจดทำพาสปอร์ตแต่ละเล่ม ยังมีเรื่องสนุกๆ ซ่อนอยู่ให้เจ้าของพาสปอร์ตได้เอาไว้อวดเพื่อนต่างชาติ เช่น ประเทศฟินแลนด์ จะมีรูปกวางมูสในเล่ม และหากกรีดหน้าหนังสือเดินทางเร็วๆ จะเห็นกวางเดินเคลื่อนที่ได้ หรือถ้าเป็นพาสปอร์ตของอเมริกา หน้าพาสปอร์ตแต่ละหน้าจะมีเล่าเรื่องประวัติศาสตร์การสร้างชาติของอเมริกันชนด้วย

 

10. ความลับที่ซ่อนอยู่ของพาสปอร์ต แค่ลองใช้ไฟส่องดู

 

Ivan Semenovych / shutterstock

 

     พาสปอร์ตเองยังมีสุดยอดฟีเจอร์ลับอีกอย่าง นั่นคือสามารถสะท้อนแสงแบบ UV โดยจะแสดงสีสัน และรายละเอียดแปลกตาภายใต้แสงแบล็กไลท์เท่านั้น ซึ่ง ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังป้องกันการปลอมแปลงอีกด้วย เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยนั่นเอง แต่ละประเทศก็จะทำลายแตกต่างกันออกไปด้วย แน่นอนว่าประเทศไทยก็มีนะ อยากรู้เป็นอะไรก็ลองไปหยิบมาส่องได้เลย

====================