8 ที่เที่ยวมอลตา Malta เสน่ห์เมืองแห่งท้องทะเล สวย เลอค่า ต้องไปสัมผัส

8 ที่เที่ยวมอลตา Malta เสน่ห์เมืองแห่งท้องทะเล สวย เลอค่า ต้องไปสัมผัส
SummerB
22 มีนาคม 2564 ( 20:45 )
134

     ประเทศ มอลตา (Malta) ในสายตาใครหลายๆ คนอาจเป็นเพียงหมู่เกาะเล็กๆ ที่อยู่ทางตอนใต้ของยุโรป ที่ไม่ได้มีความพิเศษอะไรมากมาย บางคนอาจจะไม่รู้จักประเทศนี้เลยด้วยซ้ำ วันนี้เราเลยจะพาทุกคนให้ไปรู้จักกับ 9 ที่เที่ยวมอลตา หมู่เกาะที่เต็มไปด้วย เสน่ห์แห่งท้องทะเล ที่ทั้งสวย และเลอค่า ยังไงชีวิตนี้ก็ต้องลองไปสัมผัสสักครั้ง

 

ที่เที่ยวมอลตา

สวย เลอค่า ต้องไปสัมผัส

 

มอลตา อยู่ตรงไหนกันนะ?

 

     แม้ มอลตา จะเป็นประเทศที่ไม่ได้ถึงกับไม่มีชื่อเสียงเลย แต่เชื่อว่าหลายคนอาจยังสงสัยว่า ประเทศมอลตา นั้นอยู่ตรงไหนกันนะ? 🤔

     ประเทศมอลตา (Malta) หรือ สาธารณรัฐมอลตา ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของยุโรปในฝั่งของ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea) ระหว่างประเทศอิตาลีและชายฝั่งของทวีปแอฟฟริกา ด้วยเหตุนี้เอง ภาษาประจำชาติของมอลตา จึงมีรากศัพท์มาจาก ภาษาซิคูโล-อาหรับ แต่เพราะเคยอยู่ในการปกครองของสหราชอณาจักรมาก่อน ภาษาที่คนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวันจึงเป็น ภาษาอังกฤษ โดยจะมีคำยืมจากภาษาอิตาลี และภาษาซิซิลีปะปนอยู่บ้างเป็นบางคำ เพราะงั้นใครคิดหนักเรื่องภาษาก็เบาใจไปได้เปราะหนึ่ง เพราะคนส่วนมากพูดภาษาอังกฤษได้จ้า 

     ประเทศมอลตาประกอบไปด้วย 3 เกาะหลักๆ ด้วยกันคือ เกาะมอลตา (Malta) เกาะโกโซ (Gozo) และ เกาะโคมิโน (Comino) มีเนื้อที่รวมๆ แล้วประมาณ 316 กิโลตารางเมตร ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีขนาดเล็กเป็นอันดับที่ 5 ของทวีปยุโรปเลยก็ว่าได้ แต่ถึงจะเป็นประเทศที่เล็ก ที่นี่กลับมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และมีสถาปัตยกรรมที่อัดแน่นไปด้วยอารยธรรมในดินแดนตะวันตกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กรีก โรมัน อาหรับ ชาวซิซิลี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ก็ตาม

 

1. เมืองวัลเลตตา

Valletta

 

 

     เรามาเริ่มทริปกันด้วย วัลเลตตา (Valletta) เมืองหลวงของประเทศมอลตากันเลยดีกว่า~ เพียงเดินเข้าไปในเมือง เราก็จะเห็นความยิ่งใหญ่ของกำแพงเมืองและป้อมปราการโบราณที่สร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 เป็นกำแพงที่มีความก้าวหน้า ล้ำสมัย และแข็งแกร่งมากๆ ในยุคนั้นเลยทีเดียว ทำให้เราเดาได้ไม่ยากว่าในอดีต เมืองวัลเลตตาแห่งนี้ในเต็มไปด้วยการสู้รบ และเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากแค่ไหน

     นอกจากกำแพงเมืองและป้อมปราการแล้ว ก็ยังมีสถานที่สำคัญทางราชการ เช่น The Grand Masters’ Palace ทำเนียบของประธานาธิบดีมอลตา จัตุรัสแห่งเสรีภาพ (Freedom Square) และถนนสายสำคัญอย่าง ถนนรีพับบลิค (Republic Road) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ด้านโบราณคดีและศิลปะ หอสมุดแห่งชาติ แถมยังมีร้านอาหาร และร้านของฝากมากมายให้ทุกคนได้ไปซื้อของที่ระลึกกันอีกด้วย

 

2. โบสถ์ใหญ่เซนต์จอห์น 

St. John’s Co-Cathedral

 

 

     ในส่วนของสถาปัตยกรรม ศิลปะที่โดดเด่นที่สุดในเมืองวัลเลตตาก็คือ ศิลปะยุคบาโรค (Baroque) ซึ่งสถานที่ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะยุคบาโรคอย่างชัดเจนที่สุดก็คือ โบสถ์ใหญ่เซนต์จอห์น (St. John’s Co-Cathedral) ที่แม้ด้านนอกจะมีความเรียบง่าย แต่ด้านในกลับวิจิตรตระการตา สมกับเป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นในยุคบาโรคแบบจริงแท้แน่นอน 

     โบสถ์ใหญ่เซนต์จอห์น เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนามากมาย เช่น Chapel of the Blesses Sacrament ที่มีพระรูป “Our Lady of Carafa” ที่ผู้คนนิยมไปบูชาสักการะกัน ห้องบรรจุเครื่องสักการะ ห้องเทศน์ และที่ฝังศพของเซนต์ต่างๆ

 

     อีกส่วนที่น่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์เซนต์จอห์น ที่มีงานจิตรกรรม และพรมแขวนผนังทรงคุณค่ามากมาย โดยเฉพาะภาพ “The Beheading of St. John the Baptist” (1608) ผลงานชิ้นเอกที่วาดขึ้นด้วย คาราวัจโจ (Caravaggio) ศิลปินบาโรคที่ขึ้นชื่อเรื่องการสะท้อนความโสมมและโหดร้ายในโลกผ่านภาพวาดเป็นที่สุด ความพิเศษของภาพนี้อยู่ที่ลายเซ็นของคาราวัจโจ เพราะนอกจากจะเป็นภาพเดียวที่มีลายเซ็นของเขาแล้ว ตำแหน่งที่เขาเซ็นยังต่อจากเลือดที่ไหลรินจากคอของ St. John the Baptist จนถูกขนานนามว่าเป็นลายเซ็นประทับรอยเลือด ช่างเป็นผลงานที่น่าทึ่ง และน่าระทึกใจเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว 😨

 

3. เมืองกอสปีกัว 

Cospicua

 

 

     เมืองกอสปีกัว (Cospicua) หรือ Bormla ตั้งอยู่ตรงข้ามเมืองวัลเลตตา สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 16 และ 17 เพื่อเป็นสถานที่หลบภัย และป้อมเฝ้าระวังศัตรู ต่อมาได้พัฒนาให้กลายเป็นเมืองท่าและอู่ต่อเรือที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองกอสปีกัวเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก มีเพียง โบสถ์โดมแห่งโมสตา (Rotunda of Mosta) เท่านั้นที่ไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นเลยแม้แต่น้อย แม้จะมีระเบิดน้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัม ตกลงมาใจกลางโบสถ์ที่มีผู้คนกว่า 300 คนกำลังสวดมนต์กันก็ตาม! โชคดีที่ระเบิดดันไม่ทำงาน ทุกคนจึงอยู่รอดปลอดภัยกัน ที่นี่จึงขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดนับแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นโบสถ์ที่ต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิตเลยล่ะค่ะ

 

4. หมู่บ้านป๊อบอาย

Popeye Village

 

 

     เปลี่ยนจากวิวในเมืองมาเป็นวิวทะเลแถบ Anchor Bay ในเมืองเมลลิฮา (Mellieha) กันบ้างดีกว่า เชื่อว่าใครได้ยินชื่อหมู่บ้านนี้แล้วก็คงจะคิดถึงวัยเด็กของตัวเองไม่น้อย เพราะที่นี่คือ หมู่บ้านป๊อปอาย ! (Popeye Village) หมู่บ้านจำลองที่สร้างไว้สำหรับเป็นฉากละครเพลงสดเรื่อง ป๊อปอาย ในปี ค.ศ. 1980 เกิดจากความร่วมมือจากสองบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์อย่าง Paramount Pictures และ Walt Disney ซึ่งปัจจุบันที่นี่ได้ดัดแปลงให้กลายเป็นพิพิธภัณธ์กลางแจ้ง เป็นแหล่งแห่งการพักผ่อน ให้ครอบครัวพาเด็กๆ มาชมกันอย่างสนุกสนาน 

     ส่วนใครที่อยากนอนเล่น อาบแดดที่ชายหาด สามารถมานอนเล่นที่ Golden Bay ได้เลย เพราะนอกจากจะได้อยู่ท่ามกลางหาดทรายสีทองอร่ามที่ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าใสแจ๋วแล้ว ยังได้เห็นวิวสวยๆ ของหมู่บ้านป๊อปอายที่อยู่อีกฟากอีกด้วย 😎

🏠  อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Popeye's Village หมู่บ้านป๊อบอาย ของจริง ที่ มอลตา แต่สวยยิ่งกว่าในการ์ตูน

 

5. เมืองเอ็มดินา

Mdina

 

     แล้วเราก็เดินทางมาถึง เอ็มดินา (Mdina) เมืองเก่าแก่ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “เมืองแห่งความเงียบ” (The Silent City) เพราะเป็นเมืองที่เล็ก และมีประชากรกว่า 300 คนเท่านั้น ถ้าพูดถึงความเก่าแก่ของเมืองนี้ บอกเลยว่าเก่ามากกก เพราะสร้างเมื่อปลายยุคสำริด (Bronze Age) ในช่วง 1500 - 1000 ปีก่อนคริสตกาลแหนะ แถมยังเป็นเมืองหลวงเก่าของมอลตาในยุคกลางด้วยนะ เรียกว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายยุคหลายสมัย ใครที่เข้าเมืองนี้จะได้ฟีลเหมือนตัวเองหลุดเข้าไปในยุคกลาง เพราะนอกจากความเงียบงันสมชื่อแล้ว ถนนหนทางก็ยังคับแคบ บ้านเมืองก็ยังคงความโบราณไว้อยู่ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์มากมายที่ควรค่าแก่การไปเยี่ยมเยียนเป็นอย่างมาก

 

6. เกาะโกโซ

Gozo

 

     เราออกจากเกาะมอลตา ไปเที่ยวเล่นที่ เกาะโกโซ (Gozo) กันบ้างดีกว่า ตามตำนานกรีก-โรมันแล้ว เขาว่ากันว่า ที่นี่เป็น เกาะแห่งคาลิปโซ่ (Isle of Calypso) เทพธิดาแห่งท้องทะเล เป็นเกาะที่มีธรรมชาติที่สวยงาม และเป็นที่นิยมสำหรับนักดำน้ำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ หน้าต่างแห่งอาซูเร (Azure Window) ที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลเป็นเวลาหลายล้านปีจนเกิดเป็นรู ลักษณะคล้ายซุ้มประตู มีความกว้างกว่า 100 เมตร และสูง 50 เมตร เป็นจุดดำน้ำชื่อดัง แถมยังเป็นหนึ่งในฉากถ่ายทำของซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones อีกด้วยนะ 

 

7. เมืองราบัต

Rabat

 

 

     เมืองราบัต (Rabat) หรือ วิกตอเรีย (Victoria) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงในเกาะโกโซ และเป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นเมืองแห่งมรดกโลกในปี ค.ศ. 1980 อีกด้วย ที่นี่เปรียบเสมือนแหล่งรวมของอารยธรรมโบราณอย่างแท้จริง ตั้งแต่สมัยที่ถูกปกครองโดยโรมัน ชาวอาหรับ ชาวนอร์มัน ตลอดมาจนถึงศตวรรษที่ 17 ที่อัศวินเซนต์จอห์นได้สร้าง ป้อมปราการสีเหลืองทอง ชื่อ ป้อมปราการวิคตอเรีย (Victoria Fortress) ขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิหารชื่อดังอย่าง วิหารวิกตอเรีย (Cathedral of the Assumption) และ วิหารเซนต์จอร์จ (St.George’s Basilica Victoria) ที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 ด้วยเช่นกัน หลังจากที่ชมความสวยงามสุดตระการตาของวิหารทั้งสองแล้ว ก็สามารถเดินหาร้านอาหาร ชิมอาหารพื้นเมือง และชมบรรยากาศรอบเมืองได้อย่างสบายอกสบายใจ

 

8. เกาะโคมิโน

Comino

 

 

     เราขอสิ้นสุดทริปกันที่ เกาะโคมิโน (Comino) ที่ตั้งของ Blue Lagoon สถานที่ชื่อดังที่ใครๆ ก็ต้องอยากมาเห็นน้ำที่ใสแจ๋วราวกับกระจกกับตา ในอดีต เกาะโคมิโนเคยเป็นคุกคุมขังนักโทษมาก่อน แต่ปัจจุบันได้ผันตัวมาเป็นเขตอนุรักษ์พืชพันธุ์ธรรมชาติ ที่นี่จึงมีความเงียบสงบ เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนเป็นอย่างมาก ใครที่ชื่นชอบทะเล บอกเลยว่า มาที่นี่แล้วจะติดใจอย่างแน่นอน! 

 



ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

บทความที่เกี่ยวข้อง