บันทึกการเดินทางของครูบ้านนอก ณ บ้านปู่ทา แม่ฮ่องสอน เคยได้ยินเรื่องราวของหมู่บ้านหนึ่ง ชื่อว่าบ้านปู่ทาซึ่งเคยประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนัก การช่วยเหลือก็ทำได้ยาก เพราะที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ไกลและลึกมาก จากข่าวที่ได้ยินในวันนั้นจนเกิดคำถามขึ้นในใจว่ามันลำบากขนาดไหนกัน และมันอยู่ลึกขนาดไหน แล้วก่อนหน้านี้ผู้คนที่หมู่บ้านนั้นอาศัยอยู่กันยังไง ได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้ จนเกือบจะลืมมันไปแล้ว หลายปีต่อมาได้มีโอกาสศึกษาเรื่องราวของผู้ลี้ภัยในพม่า และปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในประวัติศาสตร์เหล่านั้นได้กล่าวถึงแม่น้ำสาละวินอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญของแม่น้ำแห่งนี้ และเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นที่แม่น้ำสาละวินแห่งนี้จนสุดท้ายเกิดความคิดที่ว่าจะต้องหาโอกาสไปเจอ ไปทักทายสักครั้งให้ได้ เรื่องราวเหล่านี้คือที่มาของการไปเป็นครูบ้านนอก ณ บ้านปู่ทา 4 วัน 3 คืนวันแรก ในการเดินทางครั้งนี้เลือกที่จะขึ้นเครื่องบิน เพราะมันทั้งสะดวกและรวดเร็วที่สุด เริ่มออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติหาดใหญ่เพื่อไปยังสนามบินดอนเมือง โชคดีที่ไม่ใช่เทศกาลท่องเที่ยวจึงทำให้คนไม่เยอะมากนัก เมื่อถึงสนามบินดอนเมืองเรียบร้อย ต่อไปก็รอเวลาขึ้นเครื่องจากดอนเมืองเพื่อไปสนามบินเชียงใหม่กันต่อ นั่งรอไม่นานก็ได้เวลาขึ้นเครื่องกันต่อ ประมาณ1ชั่วโมงก็ถึงสนามบินเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ จากนั้นก็ต่อรถบัสเพื่อไปถนนนิมมานเหมินทร์ ทั้งๆที่ไม่ได้ไกลมาก แต่วันนี้ที่เชียงใหม่คึกคัก รถติดยาวเหยียดนั่งจนเมื่อยก้นเลยละ แต่แค่นึกถึงสถานที่ที่กำลังจะไปทุกอย่างจึงผ่อนคลายลงได้ ร้าน RISTR8TO ร้านกาแฟชื่อดังในถนนสายนี้ แรงจูงใจที่พาตัวเองมาร้านนี้เนื่องจากหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่าน อ่านแล้วชอบ ชอบแล้วอยากกิน และสุดท้ายก็พาตัวเองมาลิ้มลองรสชาติจริงๆจนได้ วันนี้คนไม่เยอะหรือบาริสต้าเขาทำเร็วจึงทำให้ไม่ต้องรอนาน สักพักก็ได้กาแฟตามที่สั่ง มันฟินมากเมื่อได้กินในสิ่งที่อยากได้ในร้านที่อยากมา แม้ร้านจะไม่ใหญ่แต่ก็มีผู้คนหนาแน่น ดื่มด่ำความสุขสักพักก็ต้องรีบไปโบกรถแดงเพื่อไปสถานีขนส่งอาเขตกันต่อ รถออกเวลา17.00 น. และตอนนี้เหลือเวลาอีก 15 นาที และอย่างที่บอกไว้ว่าวันนี้รถติดมากสุดๆ หายใจไม่คล่องคอเลยทีเดียว เสี่ยงตกรถมากๆ แต่โชคดีที่พี่คนขับแดงเข้าใจและพยายามเร่งให้ จนสุดท้ายก็ทันกับรถ เลทไปหน่อยแต่ก็รอด ขอบคุณน้ำใจคนเชียงใหม่มากๆ และรถตู้ที่กำลังนั่งอยู่นี้มีเป้าหมายคือแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั่นเอง ผ่านไป4ชั่วโมง ถึงที่หมายตอน3ทุ่มพอดี นั่งจนก้นชาจนไม่รู้จะบรรยายยังไงให้เข้าใจถึงความรู้สึกนี้ แต่ระหว่างทางธรรมชาติสวยมากๆ คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงสว่างสุกสดใสมาก เสียบหูฟังเพลงตลอดทางเพื่อหวังจะไล่ความเมื่อย พี่คนขับรถก็ขับนิ่มมากแม้จะนั่งท้ายสุดแต่ก็ไม่มีมึนเลย ตอนนี้อยู่ที่ขนส่งแม่สะเรียงแล้ว ปัญหาต่อไปคือไม่มีรถวินมอเตอร์ไซค์มารอเหมือนที่คิดไว้ แล้วจะไปที่พักยังไงละทีนี้ แม้จะไม่ไกลมากแต่ด้วยเวลานี้และเป้โตๆข้างหลังคงไม่ไหวแน่ๆ และสุดท้ายจบที่ผู้มีโดยสารคนหนึ่งเจรจากับพี่คนขับรถตู้ให้ไปส่งที่พัก ซึ่งใกล้ๆกับที่พักของเราเช่นกัน จึงปัญหาดังกล่าวได้อย่างสบาย คืนนี้พักที่แม่สะเรียงโฮม เป็นโฮสเทลแยกชายหญิงราคาน่ารัก ห้องน้ำสะอาด และบริการดีมาก รูมเมทคืนนี้เป็นสาวอเมริกันทั้งคู่คุยกันไม่กี่คำก็ขอตัวจัดการตัวเองอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้พักผ่อนสักที วันนี้ทั้งวันเหนื่อยและเพลียมากๆ ไปก่อนละบายวันที่สอง วันนี้ตื่น6โมงเช้าเพื่อเตรียมตัวเช็คเอาท์และเดินไปยังจุดนัดพบซึ่งห่างจากที่พักประมาณ 300 เมตรเท่านั้น และเมื่อไปถึงก็มีครูบ้านนอกหลายคนแล้วที่มาถึง เข้าไปทักทายเล็กน้อย จากนั้นรีบเข้าเซเว่นใกล้ๆเพราะตอนนี้หิวมากกกก เมื่อกินข้าวเสร็จและสมาชิกครูบ้านนอกครบทุกคนก็ได้เวลาออกเดินทางโลด!!! เดินทางออกจากจุดนัดพบเพื่อไปท่าเรือบ้านแม่สามแลบด้วยรถคันสีเหลืองคันนี้ ระหว่างทางถนนโหดๆหน่อย สัญญาณโทรศัพท์ขาดๆหายๆ สัญญาณอินเตอร์เน็ตก็เช่นกัน แต่ก็เป็นสีสันดี ผ่านไปสักพักพวกเราก็ถึงที่หมาย ท่าเรือบ้านแม่สามแลบอยู่ติดกับแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำสาละวินตั้งอยู่ระหว่างชายแดนไทย-พม่า ชาวบ้านแถวนี้ก็จะมีหลากหลายให้เห็น แต่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวพม่าที่อาศัยอยุ่ ทั้งๆที่เป็นแค่แม่น้ำสายหนึ่ง แต่กลับมีความสุขที่ได้มอง อาจเป็นเพราะว่าเรารู้จักกันคุ้นเคยผ่านตัวหนังสือมาก่อน เวลาเจอครั้งแรกจึงไม่รู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เจอกันสักทีแม่น้ำสาละวิน จากนั้นพวกเราก็นั่งเรือกันต่อเพื่อจะไปบ้านปู่ทานั่นเอง ตื่นเต้นสุดๆอยากรู้ว่าการเดินทางมันลำบากขนาดไหน มันจะทรหดแค่ไหนกัน เราไปลุ้นพร้อมๆกันเลย เมื่อถึงที่หมายก็รู้สึกโล่งใจ แต่แค่แปปเดียวเท่านั้น เพราะหลังจากนี้จะเป็นของจริง การเดินทางจริงๆมันอยู่ตรงนี้ นั่นคือการเดินเท้าเข้าไปบ้านปู่ทาที่อยู่ลึกอันไกลโพ้น พร้อมกับเป้โตๆข้างหลังแล้วยังไม่รวมสิ่งของอื่นๆที่ต้องหิ้วไปด้วย ในช่วงแรกจะเป็นทุ่งนาทางเรียบไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ เป็นทุ่งนาที่มีซากกิ้งกือตัวใหญ่เบ้อเร้อนอนแอ้งแม้งข้างทาง บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่นี่ ยอมรับว่าธรรมชาติระหว่างทางสวยจริงๆ การได้มาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมันเหมือนพลังวิเศษอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกมีพลังและทุเลาความเหนื่อยนี้ลงไปได้ ระหว่างทางมีสายน้ำเล็กๆที่ต้องข้ามและก็ต้องเปียกบ้างเล็กน้อย แต่ก็เป็นสีสันของการเดินป่า ตลอดการเดินมีทั้งหยุดพักบ้าง บ่นคนดียวบ้าง บางทีก็สมน้ำหน้าตัวเองเหมือนกันว่าสมใจหรือยัง อยากรู้ว่ามันลำบากขนาดไหนและตอนนี้ก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งเลยละ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ถามว่าจะไปต่อไหม แน่นอนว่าต้องไปต่อค่า 2 ชั่วโมงผ่านไป เวลาของความลำบากได้ผ่านไปแล้วตอนนี้พวกเรามาถึงหน้าหมู่บ้านกันแล้ว ไชโย!!!! กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้น้ำตาจะไหล แต่ก็ภูมิใจที่มาถึง มีชาวบ้านออกมาต้อนรับกันอย่างตื่นเต้นชวนให้อบอุ่นหัวใจเสียจริง จากนั้นเมื่อครูบ้านนอกมาถึงครบทุกคนก็จะมีการแ่บ่งกลุ่มเพื่อไปนอนบ้านของชาวบ้าน ตื่นเต้นกับความแปลกใหม่นี้จัง ลักษณะของบ้านเรือนจะแต่ละหลังจะคล้ายๆกันคือการนำเอาวัสดุจากธรรมชาติมาสร้างบ้านเรือน บางบ้านมีหลังคาจากใบไม้ บางบ้านเป็นกระเบื้องก็มี ส่วนตัวบ้านจะทำจากไม้ชนิดต่างๆมีหลากหลายแล้วแต่ความสามารถของเจ้าของบ้าน ที่บ้านปู่ทามีสัตว์เลี้ยงหลากหลายไม่ว่าจะเป็นหมูป่า ไก่ แมว สุนัข แพะ เป็นต้น ในหมู่บ้านยังมีโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนมีประมาณ 30 คน นอกจากนี้ยังมีการศึกษานอกระบบ(กศน.)สำหรับผู้ใหญ่อีกด้วย แม้จะมีคุณครูไม่กี่คน แต่คุณครูเหล่าก็มีใจเกินร้อยในการสอน "โรงเรียน" เมื่อได้แบ่งกลุ่มบ้านเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็เดินตามแม่กลับบ้านทันที แม่ของพวกเราใจดี ชอบยิ้มให้เสมอ แม้เพิ่งได้เจอครั้งแรกแต่ก็รู้สึกอุ่นใจ ที่บ้านของเราเลี้ยงหมูใต้ถุนบ้านด้วย แม่หมูตัวเดียวแต่ลูกเป็นสิบน่าฟัดมาก แต่ไม่กล้าเล่นด้วยหรอก กลัวแม่มัน นั่งพักผ่อนได้สักพักก็ถึงเวลาเย็นซะแล้ว ในมื้อเย็นนี้พวกเราได้ลงครัวกันเอง สนุกกับการละเลงเมนูอาหารจนเสร็จก็ต้องรีบกินเพื่อไปนัดรวมตัวทำกิจกรรมสันทนาการสำหรับครูบ้านนอกกัน แต่คืนนี้เล่นกันไม่นานและเมื่อแบ่งงานสำหรับวันพรุ่งนี้เสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เพราะตอนนี้ร่างกายเพลียกันทุกคนวันที่สาม วันนี้ตื่นมาด้วยอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แต่ใจกลับเต็มร้อยสำหรับกิจกรรมวันนี้ ในช่วงเช้าเป็นกิจกรรมฐาน โดยแบ่งครูบ้านนอกเป็นกลุ่มเท่าๆกัน แล้วจัดกิจกรรมพร้อมแทรกเนื้อหาความรู้ไปด้วย เช่น กิจกรรมศิลปะด้วยมือเรา ปิดตาตีลูกโป่ง โยนลูกโป่งเข้าตะกร้า เกมสามัคคีคือพลัง เป็นต้น ส่วนในตอนบ่ายเป็นกิจกรรมสุขอนามัย สอนการล้างมือ การแปรงฟัน น้องๆให้ความสนใจอย่างดี แม้บางครั้งจะมีภาษาเป็นอุปสรรคในการสื่อสาร เพราะมีน้องแค่บางคนเท่านั้นที่เข้าใจภาษาไทย เพราะชาวบ้านที่นี่ใช้ภาษากะเหรี่ยงปากะญอในการสื่อสาร แต่ก็ไม่ยากเกินความพยายาม "กิจกรรมต่างๆในวันนี้"วันที่สี่ ในวันนี้ตื่นเช้ามาด้วยความยากลำบากอีกเช่นเคย แต่แน่นอนว่าใจเต็มร้อยทุกวัน จากกิจกรรมเมื่อวานที่สนุกสนานกันทั้งวัน ครูก็สนุก เด็กๆก็สนุก แต่จากเสียงหัวเราะและรอยยิ้มแล้วน่าจะเป็นครูที่สนุกมากกว่า เมื่อคืนกลับเข้าไปนอนเกือบ4ทุ่ม แม้ระยะทางจากบ้านถึงโรงเรียนจะไม่ไกลสักเท่าไหร่แต่ด้วยเวลากลางคืนและมีแค่แสงไฟจากโทรศัพท์เพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็ชวนรู้สึกวังเวงเหมือนกัน ถึงแม้ที่นี่จะมีไฟฟ้าใช้ แต่ก็ใช้ยามจำเป็นจริงๆเท่านั้น ส่วนบรรยากาศการนอนเมื่อคืนก็หลับสบายมากกกกก ไม่รู้เรื่องอะไรเลย มารู้ตัวตอนใกล้เช้าว่าอากาศเย็นมากกกกกก เย็นสุดๆเย็นจนร่างกายสั่นไปหมด แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันไปได้ เย้ๆ ในวันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษเร็วกว่าเมื่อวาน เนื่องจากพวกเราจะเดินทางไปจุดชมวิวเขากลอเซโล ซึ่งห่างจากหมู่บ้านไม่เท่าไหร่ ตื่นเต้นมาก เคยเห็นแต่ในรีวิว และรู้ด้วยว่าเดินทางลำบาก แต่ก็ขอลองสักตั้งไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว การเดินทางไปจุดชมวิวเขากลอเซโลวันนี้เดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์ โดยซ้อนท้ายชาวบ้านไป เพราะเส้นทางมันโหด ไร้ทางเรียบและชันสุดๆ เลยให้เป็นหน้าที่เจ้าบ้านน่าจะดีที่สุด และสุดท้ายพวกเราก็มาถึงจนได้ เป็นการเดินทางที่ผจญภัยและตื่นเต้นสุดๆ หวาดเสียวมาก เส้นทางก็มองไม่ห็นเพราะถูกบังด้วยหมอกตลอดทาง อย่าให้พูดถึงอากาศเลยว่าหนาวสักแค่ไหน แต่เมื่อมาถึงที่นี่ก็คุ้มค่าล้านเปอร์เซ็นต์กับวิวที่ไม่ใช่ใครก็มาดูได้ เนื่องจากการเดินทางที่ลำบาก และการได้มาถึงตรงนี้ก็รู้สึกวิเศษมากๆแล้ว แต่อยู่ได้ไม่นานก็ต้องรีบกลับเข้าหมู่บ้าน เพราะวันนี้เรายังมีกิจกรรมที่สนุกๆอีกมากมายรอเสิร์ฟน้องๆให้จุใจไปเลย "เต้นแอโรบิกยามเช้า" ในช่วงเช้าของวันนี้จะเป็นกิจกรรมกีฬาสี โดยมี 2สี คือสีเขียวกับสีแดง มีการเดินขบวนพาเหรด มีกองเชียร์เด็กๆ มีการแข่งขันกีฬาต่างๆอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็น เหยียบลูกโป่ง แข่งขี่ม้า กินวิบาก คาบช้อนส่งของ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกีฬาระหว่างครูบ้านนอกกับชาวบ้านของที่นี่ด้วย เช่น เก้าอี้ดนตรีและกีฬาโยนลูกโป่งใส่น้ำ โยนกันไปมา ใครพลาดก็เปียก ทั้งสนุกทั้งตื่นเต้น คนดูก็ตื่นเต้นคนเล่นก็เสียวเปียกแต่ทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้แก่กัน ช่างเติมเต็มความรู้สึกให้อิ่มเอมในหัวใจจริงๆ ในตอนบ่ายจะเป็นกิจกรรมเรียนรู้ภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาไทยหรือเรียนรู้การนับเลข พยัญชนะภาษาไทย คำศัพท์ต่างๆ เป็นต้น หลังจากนั้นจะเป็นกิจกรรมทัศนศึกษาในหมู่บ้าน โดยให้วาดรูปหมู่บ้านของฉัน จากนั้นจะเป็นการเดินรอบหมู่บ้านเพื่อหาวัตถุดิบที่สามารถมาแต่งแต้มสีสันบนกระดาษได้ คุณครูตื่นเต้นกับการได้สำรวจหมู่บ้าน และเด็กๆก็สนุกสนานกับการได้เดินพร้อมกัน จับมือเดินกัน บ้างก็ขอให้อุ้ม เด็กๆจะตื่นเต้นกับใบไม้และดอกไม้ที่เป็นสีๆเพราะนั่นคือสิ่งที่เราตามหา "การสอนภาษาไทย" "กิจกรรมทัศนศึกษาและศิลปะ" หลังจากเสร็จกิจกรรมทั้งวันก็ได้เวลากลับไปพักผ่อนอาบน้ำแต่งตัว เพื่อมาร่วมกิจกรรมยามค่ำคืนกันต่อ โดยคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่จะได้พักอาศัยอยู่ที่นี่ และคืนนี้ก็จะมีพิธีผูกข้อมือบายศรีอวยพร โดยมีหัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนผูกข้อมือ มีการกินอาหาร และจิบเหล้า ในคืนนี้ชาวบ้านจะมาร่วมพิธีกันอย่างหนาแน่น นอกจากนี้ยังมีการรับประทานอาหารพร้อมๆกันทั้งครูบ้านนอกและชาวบ้าน ส่วนในตอนท้ายจะมีการแสดงของคณะครูบ้านนอก รวมทั้งมีชาวบ้านมาร่วมด้วย ยิ่งเพิ่มความสนุกอย่างคึกคักเลยทีเดียว เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมทุกอย่างแล้ว ก็จะเป็นกิจกรรมสรุปงานทั้งหมดทั้ง3วันสำหรับครูบ้านนอก โดยกิจกรรมนี้จะเป็นการพูดถึงความรู้สึกของครูแต่ละคน รวมทั้งสิ่งที่ได้กลับไปคืออะไร บรรลุตามสิ่งที่คาดหวังจากค่ายนี้หรือเปล่า เมื่อพูดคุยกันเสร็จแล้วจะเป็นกิจกรรมเขียนจดหมายให้ตัวเอง จ่าหน้าซองผู้รับคือตัวเราเอง โดยจดหมายนี้จะถูกส่งไปใน1ปีข้างหน้า รอรับที่บ้านได้เลย หลังจากจบสิ้นกิจกรรมทั้งหมดของวันนี้ ตอนแรกคิดว่าจะนอนไม่หลับเพราะจะต้องจากหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว แต่ที่ไหนได้ แค่หัวถึงหมอนทุกอย่างก็จบลง หลับทันทีโดยไม่มีเวลาได้คิดอะไรเลย ถ้าวันนี้จะไม่เหนื่อยไม่เพลียมันก็คงแปลก เพราะวันนี้เต็มที่ทั้งวันทั้งคืนจริงๆ ราตรีสวัสดิ์ วันที่ห้า วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว วันสุดท้ายจริงๆ ต้องกลับไปทำงานกันต่อแล้ว งานเยอะแยะมากมายกองอยู่บนโต๊ะทำงานรอให้เคลียร์ ได้มีเวลาที่วิเศษแม้จะแสนสั้นแต่ก็ล้ำค่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่มีอะไรน่าเศร้าเท่ากับการต้องเดินกลับอีก รู้สึกไม่ไหวกับเป้โตๆข้างหลังพลางๆ เช้านี้ตื่นมาดื่มด่ำกับบรรยากาศข้างนอก มาดูหมอกเช้าๆ มาดูผู้คนมาดูสัตว์เลี้ยง ตื่นมาดูทุกอย่างเพื่อจะซึมซับมันให้ได้มากที่สุด ในช่วงสายๆก็รวมตัวครูบ้านนอกทุกคน รวมทั้งมีชาวบ้านมาส่งกัน เด็กๆนั้นมาหาตั้งแต่เช้ามืดเลยทีเดียว จากนั้นก็มีการกล่าวเล็กๆน้อยๆกับผู้นำหมู่บ้าน และร่ำลาจับมือกันทุกคน กลับจากนี้ไปคงจะคิดถึงที่นี่มากแน่ๆ จากนั้นก็ลากับคุณพ่อคุณแม่ ขอบคุณที่ต้อนรับพวกเรามาอย่างดี ให้การดูแลอย่างอบอุ่นใจ รู้สึกเหมือนเราเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่ง ขอบคุณคำศัพท์ภาษากะเหรี่ยงที่แม่กับพ่อได้สอนตอนกลางคืน มันมีความสุขแม้จะสื่อสารกันลำบากแต่ก็ประทับใจในความพยายาม "พ่อ แม่ รูมเมท และฉันที่หน้าบ้านของเรา" ได้เวลาเดินทางกลับกันต่อ โชคดีที่ขากลับวันนี้พี่ๆชาวบ้านช่วยขนกระเป๋าลงไปให้กับมอเตอร์ไซค์ พวกเราเลยได้เดินตัวเปล่าโดยไม่มีภาระ มันช่างวิเศษเสียจริง ขากลับนี้กลับอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งชันกว่า แต่ใกล้กว่า จึงทำให้ใช้เวลาเดินทางไปแค่ 30 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีอารมณ์สุนทรีย์ในการชมธรรมชาติมากขึ้น ได้มองป่าชัดขึ้น เมื่อมาถึงที่ขึ้นเรือครบทุกคน ครูบ้านนอกก็ขึ้นเรือเพื่อกลับไปท่าเรือแม่สามแลบอีกครั้ง ผ่านไปสักพักก็ถึงท่าเรือซะแล้ว ทำไมรู้สึกว่าขากลับมันเร็วกว่าขามายังไงก็ไม่รู้ จากนั้นก็ขึ้นรถเหลืองเพื่อกลับเข้าเมือง แล้วไปส่งครูบ้านนอกทุกคนตามบริษัทรถทัวร์ที่ได้จองกันไว้ ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกันจริงๆแล้ว ได้เจอครั้งนี้ไม่รู้จะมีโอกาสได้เจออีกครั้งไหม แต่ก็ยังโชคดีที่ได้เจอกันสักครั้ง สำหรับ4วันกับบ้านปู่ทาและครูบ้านนอกทุกคน ขอบคุณมากๆที่มาร่วมกันใช้เวลาสั้นๆในการสร้างความทรงจำดีๆให้เกิดขึ้น เป็นการมาชาร์จพลังให้ตัวเองได้กลับไปใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น ขอบคุณที่พาตัวเองมา ขอบคุณครูบ้านนอกที่มาเป็นเพื่อน ขอบคุณคณะครูบ้านนอกที่จัดกิจกรรมนี้ ขอบคุณสถานที่พักพิงและผู้คนที่บ้านปู่ทาทั้ง4วัน และขอบคุณความไร้สัญญาณโทรศัพท์และสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ทำให้มีเวลาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้น สถานีต่อไปคือขึ้นรถบัสจากแม่สะเรียงกลับเข้ากรุงเทพฯกันต่อ ใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง ระหว่างทางก็มีหลับๆตื่นๆ มันหลับไม่สบายอยู่แล้วด้วยพื้นที่จำกัด และหลับบนรถที่กำลังเดินทางอย่างนี้ก็รู้สึกเสียวๆได้ มีจอดแวะซื้อของฝากและให้เข้าห้องน้ำ จากนั้นสักพักก็ออกเดินทางกันต่อและหลับยาวๆจนมาถึงกรุงเทพฯวันสุดท้าย วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง คนอื่นอาจจะถึงบ้านกันเรียบร้อยแล้ว หรือบางคนอาจจะเข้าทำงานโดยไม่พักเลยด้วยซ้ำ ส่วนตัวเรานั้นต้องรอรถเมล์เพื่อไปสนามบินดอนเมืองต่อไป เพื่อกลับหาดใหญ่ กลับไปยังที่ๆเรามานั่นเอง เครื่องออกตอนเที่ยงเลยทำให้มีเวลาชิลล์ได้ แต่ก็ไม่มีอารมณ์ รู้สึกอยากนอนมากกว่า จึงหาสักมุมตั้งหัวไปหลายชั่วโมง ถามว่าหลับไปได้ยังไงคนพลุ่งพล่านขนาดนั้น ไม่รู้กันแต่หลับจริงๆ เมื่อเต็มอิ่มกับการนอนก็รู้สึกเบื่อ เลยหยิบหนังสือที่หิ้วมาด้วย มีหนังสือเป็นเพื่อนสักพักจนถึงเวลาขึ้นเครื่อง ขณะที่อยู่ขึ้นเครื่องก็หลับตลอดทางเช่นกัน มารู้สึกตัวตอนที่พนักงานแจ้งว่าเครื่องกำลังจะลงจอดแล้ว นอนได้จุใจจริง และสุดท้ายก็มาถึงหาดใหญ่บ้านเราโดยสวัสดิภาพ จบไปแล้วกับการเดินทางครั้งนี้ ช่วงเวลาสั้นๆแต่จดจำกันยาวนาน มันดีมากๆเลย ลองหาสักที่ที่อยากไป กับช่วงเวลาที่เอื้ออำนวยไปชาร์จพลังให้ตัวเอง ไปเป็นผู้ให้ แล้วเราก็จะเป็นผู้รับโดยอัตโนมัติเช่นกัน การเดินทาง การพบปะผู้คน การเรียนรู้สิ่งใหม่มันจะทำให้เราโตขึ้นไปอีกขั้น และได้กลับมาใช้ชีวิตที่มีอย่างมีความสุขมากขึ้น