“อยู่กรุงเทพฯแล้วไปเที่ยวศูนย์มานุษยวิทยา สิรินธร ด้วยสิ” พ่อของฉันเอ่ยขึ้นเมื่อรู้ว่าฉันอยู่ที่กรุงเทพฯ เย็นวันเดียวกันฉันจึงถามคุณลุงเกี่ยวกับการเดินทางไปยังศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน ลุง: นั่งรถไปลงชักพระค้าไม้ แล้วขึ้นรถสองแถวสีแดง พรุ่งนี้ลุงไปส่ง วันต่อมฉันลงรถสองแถวสีแดงที่ร้านชักพระค้าไม้ก่อนที่คุณลุงจะแยกย้ายไปทำธุระส่วนตัว และนัดเจอกันตอนบ่าย ฉันจะขึ้นรถรถสองแถวสายสวนผักกลงที่ศูนย์มานุษยวิทยาฯ มากรุงเทพฯก็บ่อยมแต่ ไม่เคยมาที่นี่ สักครั้ง ฉันคิด ก่อนเดินเข้าไปในศูนย์ฯ เมื่อเดินเข้าไปในศูนย์ ฉันสัมผัสได้ถึงความร่มรื่นจึงหยุดพักพร้อมถ่ายรูปบรรยากาศด้านนอก ฉันนั่งพักเหนื่อยสักครู่ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารเพื่อเข้าชมนิทรรศการ ในการเข้าชม อันดับแรกคือการแลกบัตร เมื่อแลกบัตรแล้วเจ้าหน้าที่ก็จะให้บัตรคล้องคอ ก่อนจะเดินขึ้นไปชมนิทรรศการในชั้นชั้นที่2 ต้องขอบอกว่าบัตรที่แลกสามารถคล้องได้ตลอดเมื่ออยู่ในบริเวณศูนย์ฯ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เป็นอาคารสูง8ชั้น ชั้นแรกเป็นจุดแลกบัตร นิทรรศการจะจัดแสดงอยู่ชั้นที่2 มีทั้งนิทรรศการหมุนเวียน และนิทรรศการถาวร ชั้น7-8 เป็นห้องสมุด ด้านหน้าเป็นร้านหนังสือ และร้านกาแฟ สุขกายสุขใจ การเข้าชมนิทรรศการเราต้องแลกบัตรเป็นอันดับแรก เมื่อแลกบัตรแล้วเดินขึ้นไปชมนิทรรศการในชั้นชั้นที่2 มีทั้งนิทรรศการหมุนเวียน และนิทรรศการถาวร เมื่อขึ้นมาชั้นที่2 ก็จะพบกับหน้ากากหลายรูปแบบโชว์อยู่ทางด้านขวามือ เมื่อเดินมาเรื่อย ๆ ก็จะพบกับโต๊ะนั่งสบายๆ นิทรรศการการสักกางเกง ห้องสมเด็จพระเทพฯ และห้องเครื่องปั้นดินเผา ช่วงที่ไปทางศูนย์ได้จัดนิทรรศการหมุนเวียน เรื่องจากคุชราตสู่สยามตามรอยนายห้างอับดุลราฮิมและชาวมุสลิมดาวุดีโมราห์ นิทรรศการนี้ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่4ธ.ค. 65 - 30มิ.ย. 66 หลังจากแลกบัตรแล้วฉันกับคุณแม่ก็ขึ้นมาชมนิทรรศการบนชั้น2 เราชมนิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการแรก พร้อมเก็บภาพเป็นที่ระลึก นิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการที่น่าสนใจ กล่าวถึงชาวมุสลิมในกรุงเทพฯและประวัติของนายห้างอับดุลราฮิม และการทำธุรกิจในประเทศไทยโดยแบ่งเป็นสี่ช่วง ช่วงที่1 พูดถึงการตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ และการทำธุรกิจห้างสรรพสินค้าที่ตึกแขกบริเวณเขตคลองสานในปัจจุบัน ช่วงที่2 ย้ายห้างมาอยู่ที่ริมถนนเฟื่องนคร เยื้องกับวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมารามที่แห่งนี้เป็นที่เริ่มกิจกรรมมายาลิศ (มาจลิศ)ของชาวมุสลิมซึ่งเรียบเสมือนโรงเรียนแลกเปลี่ยนศาสนาละเหตุการณ์และเป็นที่พบปะสังสรรค์ ช่วงที่3 เริ่มธุรกิจห้างวิทยุสื่อสารที่ย่านศาลาแดงในปี2478 -2503 ช่วงที่4 สร้างมูลนิธิเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน2503-ปัจจุบัน มูลนิธินี้มีชื่อว่าบ้านอับดุลราฮิม ได้รับการอนุรักษ์โดย มรวจักรถ จักรพงษ์ราวปี 2520 หลังจากชมนิทรรศการนี้แล้วฉันก็เดินไปชมนิทรรศการหน้ากากที่อยู่ตรงข้าม นิทรรศการนี้ทำให้ฉันรู้ว่าหน้ากากแต่ละแบบใช้ในโอกาสที่แตกต่างกัน เช่นใช้แสดง ใช้ในพิธีกรรม และคนที่อยู่ภายใต้หน้ากากสามารถทำอะไรก็ได้ (คุ้นๆนะ อิอิ) เมื่อชมนิทรรศการนี้เรียบร้อยแล้ว เราสองคนเดินไปเรื่อยๆจนพบกับรูปแกะสลักไม้ ผู้ชายสักกางเกง แม่จึงพูดขึ้นว่า รูปแบบการสักแบบนี้ พ่อของหนูเคยเห็น ฉันจึงถามแม่ว่าแล้วคนสมัยก่อนสักทำไม แล้วพ่อไปเห็นได้ยังไงหว่า พร้อมเกาหัวแกร๊กๆ ก่อนเดินไปอ่านข้อมูล จึงได้รู้ว่า การสัก เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้ใหญ่ ใครไม่สักสาวไม่ชอบ และศิลปะนี้จะพบได้เฉพาะภาคเหนือตอนบนเท่านั้น แต่ตอนนี้การสักกางเกงได้หายไปแล้ว เปลี่ยนไปเป็นการสักสวยงามแทน และสักทั้งชายและชายและหญิง หลังจากชมนิทรรศการนี้และทิทรรศการอื่น ๆเสร็จเรียบร้อยแล้วฉันและคุณแม่เดินไปยังร้านกาแฟ สุขกายสุขใจ เพื่อนั่งพักผ่อน ตากแอร์เย็นๆ ก่อนจะนั่งรถสองแถวสายเดินไปลงที่ร้านอาหารย่านบางขุนนนท์ พร้อมคิดว่า คุ้มแล้วที่มาที่นี่ ทำให้ฉันได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรุ้มาก่อน สุดท้ายนี้ฉันขอจบด้วยคำพูดที่เห็นบนบันใดทางขึ้นชั้นสองของศูนย์มานุษยวิทยา The Anthropology of Hope มานุษยวิทยาแห่งความหวัง เครดิตรูป ผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !