ถ้าถามถึงที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ให้ฟีลเหมือนไปผจญภัยในป่าลึก ชื่อของ "เขากระโจม" อำเภอสวนผึ้ง จะต้องติดโผอันดับต้นๆ อย่างแน่นอนครับ การเดินทางเริ่มต้นด้วยถนนลาดยางเรียบกริบผ่านวิวรีสอร์ทน่ารักๆ แต่เชื่อเถอะว่านั่นคือ "ความสงบก่อนพายุจะเข้า" ของจริง เพราะพอเริ่มเข้าสู่เขตทางขึ้นเขา พื้นถนนจะเปลี่ยนจากยางมะตอยกลายเป็นดินแดงและร่องหินที่พร้อมจะทักทายช่วงล่างรถคุณทันที ระหว่างทางคุณจะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มสลับกับเสียงล้อบดกรวดหิน เพิ่มความตื่นเต้นให้หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ตลอดสองข้างทางถูกโอบล้อมด้วยป่าไม้เขียวขจีที่ยิ่งสูงอากาศก็ยิ่งเย็นลงจนต้องลดกระจกลงมาสัมผัสโอโซนให้เต็มปอด ไฮไลท์ที่ทุกคนต้องเจอคือการขับรถลุยฝ่าน้ำในลำธารเล็กๆ ที่ใสจนเห็นตัวปลา ถือเป็นการล้างล้อรถไปในตัวก่อนจะไปเจอกับด่านหินของจริง ถึงแม้ทางจะชันและขรุขระจนตัวโยกไปมา แต่ภาพทิวเขาที่ซ้อนทับกันอยู่เบื้องหน้าก็สวยจนทำให้ลืมความเหนื่อยจากการบังคับพวงมาลัยไปได้สนิทเลยล่ะครับ บรรยากาศระหว่างทางขับรถขึ้นเขากระโจมเนี่ย บอกเลยว่ามันคือเสน่ห์ของสายลุยที่แท้จริง เพราะทุกโค้งที่ผ่านไป วิวภูเขาสีเขียวเข้มของป่าตะนาวศรีจะเริ่มเผยความยิ่งใหญ่ออกมาให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ครับ ยิ่งเราไต่ระดับสูงขึ้นไปเท่าไหร่ อากาศที่เคยร้อนข้างล่างก็เริ่มเปลี่ยนเป็นลมเย็นๆ พัดเข้ามาปะทะหน้าจนรู้สึกสดชื่นแบบเต็มปอดจริงๆ จังหวะที่ขับรถเลาะไปตามริมหน้าผา สายตาเราจะมองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนที่ซ้อนตัวกันอยู่ท่ามกลางม่านหมอกจางๆ ดูสวยเหมือนภาพวาดเลยล่ะครับ สองข้างทางถูกโอบล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่และป่าไผ่ที่เขียวขจี จนบางทีแอบได้ยินเสียงนกป่าร้องทักทายก้องกังวานไปทั่วหุบเขาเพิ่มความขลังให้การเดินทางขึ้นไปอีก พอรถไต่ขึ้นมาถึงจุดชมวิวระหว่างทางแล้วมองย้อนกลับไปเบื้องล่าง จะเห็นเส้นทางฝุ่นที่เราเพิ่งลุยผ่านมาท่ามกลางหุบเขาที่ดูยิ่งใหญ่และเงียบสงบสุดๆ แสงแดดที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาตกกระทบหน้ากระโปรงรถ ช่วยสร้างบรรยากาศการผจญภัยให้ดูเท่และน่าตื่นเต้นในทุกกิโลเมตรที่ขับผ่านจริงๆ ครับ มันเป็นความสวยงามที่ผสมความดิบและความสงบเอาไว้ได้อย่างลงตัว จนรู้สึกว่าความเหนื่อยจากการคุมพวงมาลัยบนทางวิบากมันคุ้มค่าก็เพราะวิวระหว่างทางนี่แหละ พ้นจากตัวอำเภอสวนผึ้งมาไม่นาน ถนนลาดยางที่คุ้นเคยก็เริ่มเปลี่ยนเป็นทางลูกรังสีส้มสลับกับเศษหินก้อนเล็กก้อนน้อยพอให้รถได้ขยับตัวโยกย้าย ช่วงกิโลเมตรแรกๆ นี้ทางยังถือว่าใจดีอยู่มาก เป็นการวอร์มอัพให้ทั้งคนขับและรถได้ปรับจังหวะก่อนจะเจอด่านที่หินกว่าเดิม สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากบ้านคนเป็นป่าไผ่และทิวเขาสลับซับซ้อนที่มองแล้วสบายตาจนอดไม่ได้ที่จะลดกระจกลงรับลมเย็นๆ อากาศที่เริ่มสดชื่นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เรารู้สึกว่าความวุ่นวายในเมืองหลวงถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างสมบูรณ์แบบ แสงแดดที่รอดผ่านกิ่งไม้ลงมาตกกระทบหน้ากระโปรงรถ ช่วยสร้างบรรยากาศการผจญภัยให้ดูขลังขึ้นอีกเป็นกอง ถึงแม้ทางจะขรุขระขึ้นทีละนิดแต่รถกระบะหรือ SUV ทั่วไปก็ยังขับตามกันไปได้แบบไม่ต้องเกร็งมือมากนัก เป็นช่วงเวลา 10-15 นาทีที่ทำให้เราได้เตรียมใจรับความตื่นเต้นที่กำลังรออยู่ตรงโค้งหน้าได้อย่างเพลิดเพลินจริงๆ พอเริ่มเข้าสู่เขตทางขึ้นเขากระโจม ถนนลาดยางที่คุ้นเคยก็หายวับไปกลายเป็นทางฝุ่นสีส้มแดงที่พร้อมจะทดสอบช่วงล่างรถเราทันทีครับ ช่วงแรกๆ นี้ทางยังถือว่าวอร์มอัพเบาๆ เป็นลูกรังผสมเศษหินก้อนเล็กก้อนน้อยพอให้ตัวรถได้ขยับโยกเยกไปมาคลายเหงา ฝุ่นตลบอบอวลฟุ้งกระจายจนต้องรีบปิดกระจกให้สนิท แต่ภาพป่าสองข้างทางที่เริ่มหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ ก็ดูขลังจนลืมกลัวไปเลยล่ะ ผมต้องคอยคุมพวงมาลัยให้มั่นเพราะร่องน้ำบนพื้นดินแดงเริ่มลึกขึ้นทีละนิด แถมบางช่วงยังมีก้อนหินใหญ่วางดักหน้าให้เราต้องใช้ไหวพริบในการวางล้อให้ดี เสียงล้อบดกรวดหินดังกร้วมๆ อยู่ใต้ท้องรถสลับกับเสียงเครื่องยนต์ที่เริ่มครางกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความชันที่เพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะยังไม่ถึงขั้นด่านหินระดับตำนาน แต่ความขรุขระของทางฝุ่นช่วงนี้ก็ทำให้หัวใจเต้นแรงและเริ่มสนุกกับการเป็นสายลุยอย่างเต็มตัวแล้ว แสงแดดที่ลอดผ่านยอดไม้ลงมาตกกระทบบนทางดินแดงสร้างบรรยากาศการผจญภัยที่โครตจะเท่ จนอดใจไม่ไหวที่จะเปิดกระจกรับโอโซนเย็นๆ สักแป๊บก่อนจะไปเจอกับของจริงที่รออยู่ข้างหน้าครับ จังหวะนี้แหละครับที่เป็นบทเรียนราคาแพงและระทึกที่สุดของทริป เมื่อจู่ๆ เครื่องยนต์ก็ส่งเสียงสำลักก่อนจะดับวูบลงกลางเนินชันพอดีเป๊ะ ความเงียบงันเข้ามาแทนที่เสียงเครื่องยนต์ทันที ทิ้งให้เรานั่งลุ้นตัวโก่งพร้อมเท้าที่เหยียบเบรกค้างไว้จนสั่นเพราะกลัวรถจะไหลลงเหว ผมต้องรวบรวมสติค่อยๆ ดึงเบรกมือให้สุดก่อนจะลงมาเช็กดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าเพื่อนยากในสภาพทางที่เอียงกะเท่เล่แบบนั้น แสงแดดที่เคยสวยงามเริ่มดูร้อนแรงขึ้นทันตาเมื่อเราต้องเปิดฝากระโปรงรถช่วยกันไล่อาการเสียกลางป่าที่มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเป็นเพื่อน วินาทีที่ต้องหยิบเครื่องมือออกมาซ่อมกันสดๆ บนพื้นดินแดงขรุขระ มันทั้งเหนื่อยทั้งลุ้นจนเหงื่อซึมไปทั่วแผ่นหลังแต่ก็ได้อารมณ์สายลุยแบบจัดเต็ม เพื่อนร่วมทางคันหลังที่ตามมาต่างก็จอดถามและยื่นมือเข้าช่วยตามวิถีชาวออฟโรดที่ทำให้ใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง หลังจากปล้ำอยู่พักใหญ่ในที่สุดเสียงเครื่องยนต์ก็คำรามขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่าเราพร้อมจะไปต่อแต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว จังหวะที่สนุกที่สุดของทริปเขากระโจมคงหนีไม่พ้น "การขับรถลุยลำธาร" ที่ดูเหมือนจะตื้นแต่เอาเรื่องพอสมควรเลยครับ วินาทีที่ล้อหน้าสัมผัสผิวน้ำ ใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะพร้อมกับภาวนาให้เครื่องยนต์ยังคงครางกระหึ่มอย่างต่อเนื่องห้ามดับเด็ดขาด แต่พอขับไปถึงกลางน้ำจู่ๆ ระดับน้ำที่สูงกว่าที่คิดทำให้น้ำเริ่มซึมเข้ามาตามขอบประตูจนพื้นพรมเริ่มเปียกชุ่มทำเอาทุกคนในรถเลิ่กลั่กกันไปหมด ผมต้องตั้งสติประคองคันเร่งให้คงที่ ใช้เกียร์ต่ำเดินหน้าช้าๆ เพื่อไม่ให้เกิดคลื่นย้อนกลับเข้าท่อไอดีจนเครื่องพังคาน้ำ พยายามไม่ตกใจจนเผลอเบิ้ลเครื่องแรงเกินไป เพราะกลัวน้ำจะยิ่งกระจายเข้าห้องเครื่องจนเรื่องราวบานปลายไปกันใหญ่ พอรถตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งที่แห้งสนิทได้ ทุกคนแทบจะถอนหายใจออกมาพร้อมกันด้วยความโล่งอกที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด สิ่งแรกที่ต้องทำคือรีบจอดเช็กเครื่องยนต์และเปิดประตูระบายน้ำออกให้ไวที่สุดเพื่อป้องกันเชื้อราที่จะตามมาหลอกหลอนในภายหลัง ประสบการณ์น้ำเข้ารถครั้งนี้สอนให้รู้ว่าก่อนลุยน้ำทุกครั้ง ต้องประเมินไลน์การขับให้ดีและเช็กขอบยางประตูให้พร้อมกว่าเดิมจริงๆ ครับ ในที่สุด ความพยายามทั้งหมดก็สัมฤทธิ์ผลเมื่อล้อรถบดขยี้ผ่านเนินหินสุดท้ายขึ้นมาจนถึงจุดสูงสุดของ "เขากระโจม" ได้สำเร็จครับ วินาทีที่ดับเครื่องยนต์แล้วก้าวขาลงจากรถ ลมหนาวปะทะหน้าจนความเหนื่อยล้าจากการบังคับพวงมาลัยมาตลอดทางหายวับไปกับตา ภาพเบื้องหน้าคือวิวทิวเขาตะนาวศรีที่สลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา โอบล้อมด้วยทะเลหมอกจางๆ ที่ลอยมาทักทายเราถึงหน้าผาเลยทีเดียว ผมยืนสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดพร้อมมองย้อนกลับไปดูเส้นทางวิบากที่เพิ่งผ่านมา รู้สึกภูมิใจในตัวเองและเจ้าเพื่อนยากคันโปรดที่พาเรามาแตะขอบฟ้าได้ขนาดนี้ บรรยากาศเงียบสงบตัดกับความวุ่นวายเบื้องล่าง ทำให้การนั่งจิบกาแฟร้อนๆ บนยอดเขาแห่งนี้กลายเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิตไปโดยปริยาย แสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้าเปลี่ยนสีท้องฟ้าให้เป็นสีส้มอมชมพู เป็นรางวัลตอบแทนความใจสู้ที่คุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อจริงๆ ครับ ใครที่ลังเลอยู่บอกเลยว่าต้องลองขับขึ้นมาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้ง แล้วจะเข้าใจว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นตำนานของสายออฟโรด ถึงแม้ทางจะโหดแต่ความทรงจำที่ได้รับกลับไปนั้นประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะครับ เมื่อแสงแดดจ้าเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าบนยอดเขากระโจมก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มทองอร่ามจนละสายตาไม่ได้เลยครับ ผมนั่งพิงฝากระโปรงรถปล่อยให้สายลมเย็นปะทะหน้า มองดูพระอาทิตย์ดวงกลมโตที่กำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวลงต่ำลับเหลี่ยมเขาทะนาวศรี เป็นช่วงเวลาที่ความวุ่นวายทุกอย่างเงียบสงัดลง มีเพียงเสียงชัตเตอร์สลับกับเสียงอุทานในความสวยงามของเพื่อนร่วมทริปที่ยืนอยู่ข้างๆ แสงสุดท้ายที่ลาลับขอบฟ้าไปทิ้งไว้เพียงสีม่วงอมชมพูละมุนตา เป็นภาพที่สวยกว่าที่เห็นในรูปถ่ายหลายเท่าตัวจริงๆ ความเหนื่อยจากการขับรถตะลุยทางวิบากมาทั้งวันดูเหมือนจะคุ้มค่าขึ้นมาทันที เมื่อเทียบกับรางวัลตรงหน้าที่มีมูลค่ามหาศาลทางใจขนาดนี้ ผมหยิบแก้วกาแฟร้อนๆ ขึ้นมาจิบพลางดื่มด่ำกับบรรยากาศที่หาไม่ได้จากตึกสูงในเมืองกรุง เป็นการจบทริปแบบ Perfect สุดๆ ใครที่ยังไม่เคยพา "เจ้าเพื่อนยาก" ขึ้นมาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ บอกเลยว่าคุณพลาดจุดเช็กอินที่โรแมนติกและดิบที่สุดไปอย่างน่าเสียดายเลยล่ะครับ ถึงเวลาโบกมือลาเขากระโจม ผมค่อยๆ ประคองพวงมาลัยพากันไต่ระดับลงจากยอดเขาอย่างใจเย็น เพราะขาลงนี่แหละที่วัดใจเรื่องระบบเบรกและสมาธิยิ่งกว่าขามาเสียอีกครับ จังหวะที่ล้อบดหินลงตามเนินชัน ตัวรถโยกไปมาจนหัวสั่นหัวคลอนแต่ในใจกลับรู้สึกอิ่มเอมกับภาพวิวทิวเขาที่เพิ่งผ่านมาอย่างบอกไม่ถูก ผมใช้เกียร์ต่ำสลับกับการย้ำเบรกเบาๆ เพื่อไม่ให้ผ้าเบรกไหม้พลางนึกขอบคุณเจ้าเพื่อนยากที่พาเราไป-กลับได้ปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน พอเริ่มเข้าสู่ทางราบและถนนลาดยางเรียบกริบ ความเงียบสงบในป่าก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมพัดผ่านหน้าต่างที่พัดพาเอาฝุ่นสีส้มติดรถกลับมาเป็นที่ระลึกด้วย ทริปนี้สอนให้รู้ว่าเสน่ห์ของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นมิตรภาพระหว่างทางและอุปสรรคที่ช่วยให้เราเก่งขึ้นในทุกกิโลเมตรที่ขับผ่าน ก่อนจะเข้าตัวเมืองสวนผึ้ง ผมแวะล้างรถฉีดไล่ดินแดงออกไปพลางยิ้มกับตัวเองว่า "ครั้งหนึ่งเราก็เคยพิชิตตำนานตะนาวศรีมาแล้ว" จบทริปเขากระโจมด้วยความเหนื่อยที่โครตจะคุ้มค่า พร้อมสัญญากับตัวเองว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาแก้มือและซึมซับบรรยากาศแบบนี้อีกแน่นอนครับ รูปภาพทั้งหมดโดยครีเอเตอร์ อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !