บางวันที่ทำงานหรือเรียนหนักจนรู้สึกอึดอัด อยากจะลุกออกจากห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ไปหาที่โล่งกว้างสักที่ให้หายใจเต็มปอด แล้ววันนั้นก็มาถึง เราตัดสินใจไม่วางแผนอะไรมาก แค่อยากออกไปเดินเล่น หาที่ที่มองไปทางไหนก็เจอฟ้ากว้างๆ ไม่มีตึกสูงมาบดบังสายตา เลยเลือกมาที่สนามหลวงแบบไม่มีสคริปต์ ไม่มีลิสต์ต้องถ่ายอะไรตรงไหนเป๊ะๆ แค่เดินไปเรื่อยๆ ให้กล้องกับสายตาทำงานพร้อมกัน เพราะบางทีการเดินแบบไม่มีจุดหมายก็เป็นการพักสายตาที่ดีที่สุดของคนเมืองแล้ว พอเดินเข้ามาถึงลานหญ้าผืนใหญ่ ความรู้สึกแรกคือแปลกใจเล็กๆ ว่ากลางกรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่โล่งขนาดนี้อยู่ ทุ่งหญ้าเขียวขจีทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ไม่มีสิ่งกีดขวางสายตา มองไปทางไหนก็เจอแต่ท้องฟ้ากว้างๆ กับก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ เหมือนเวลาที่นี่เดินช้ากว่าข้างนอกไปหนึ่งจังหวะ จุดที่ชอบที่สุดของวันนั้นคือตอนแพนกล้องเลาะไปตามแนวกำแพงสีขาวของพระบรมมหาราชวัง เพราะฟุตเทจที่ได้ออกมาโล่งสายตาจริง ไม่มีเสาไฟฟ้าหรือสายไฟรกๆ มาตัดเฟรมเหมือนมุมอื่นในเมือง ยิ่งเดินตามแนวกำแพงไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกว่าเส้นสายของสถาปัตยกรรมกับเส้นขอบฟ้าเข้ากันได้พอดิบพอดี อีกจุดที่ทำให้เดินได้อย่างสบายใจคือพื้นลานปูนกว้างๆ ที่ปูเรียบตลอดแนวไม่ต้องคอยระวังพื้นเป็นหลุมเป็นบ่อ หรือต้องคอยมองซ้ายมองขวาเผื่อมีสัตว์เลื้อยคลานแอบซ่อนอยู่ในดงหญ้าแบบสวนสาธารณะบางที่เดินเท้าเปล่าเบาๆก็ยังทำได้ทำให้เดินถ่ายไปเรื่อยๆ ได้แบบไม่ต้องกังวลอะไร ระหว่างเดินก็มีจังหวะเซอร์ไพรส์เล็กๆ จากธรรมชาติรอบตัวคอยแทรกเข้ามาตลอด อย่างฝูงนกพิราบที่บินโฉบผ่านหน้ากล้องพอดิบพอดี ปีกกระพือเป็นจังหวะ ทำให้ภาพที่ดูนิ่งๆ กลายเป็นภาพที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที พอหันกล้องออกมาทางถนน สีสันของตุ๊กตุ๊กที่วิ่งผ่านไปมาก็กลายเป็นจุดสะดุดตาที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ได้ภาพที่ดูมีเสน่ห์แบบไทยๆ ปนความขี้เล่นของถนนเมืองหลวง เหมือนเป็นตัวช่วยเติมสีให้เฟรมที่ส่วนใหญ่เป็นโทนขาวเงียบสงบ ยิ่งเดินเลียบกำแพงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเจอรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้ต้องหยุดถ่ายบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นยอดปราสาททรงสูงสีทองที่โผล่พ้นกำแพงขาวขึ้นมา หรือประตูไม้สีน้ำตาลเข้มบานใหญ่ที่ดูขรึมแต่ก็มีเสน่ห์ในตัวเอง แต่ละมุมแทบไม่ต้องจัดองค์ประกอบอะไรมาก แค่ยกกล้องขึ้นก็ได้ภาพสวยแล้ว เหตุผลที่ต้องมาช่วงหลังห้าโมงเย็นไปแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะเป็นคนไม่ค่อยชอบสภาพอากาศร้อนจัดตอนกลางวัน แดดแรงๆ แบบนั้นทำให้เดินได้ไม่นานก็หมดแรงเสียก่อน แต่พอเป็นช่วงเย็นแดดเริ่มอ่อนลง อากาศก็เย็นสบายพอให้เดินเรื่อยๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ต้องคอยหลบร่มเงาตลอดเวลา ช่วงเวลาที่รอคอยที่สุดของวันคือจังหวะที่แสงแดดอ่อนลงจนกลายเป็นโทนสีทองอ่อนๆ แบบที่คนชอบเรียกกันว่า Golden Hour แสงแบบนี้เวลาไปตกกระทบกับผนังสีขาวของตัวอาคารจะสะท้อนออกมาเป็นสีอบอุ่นแบบธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์หรือปรับสีเพิ่มในภายหลังเลยสักนิด นอกจากบรรยากาศของสถานที่แล้ว ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวา มีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินถือร่มกันแดดเป็นกลุ่มๆ คนท้องถิ่นที่เดินออกกำลังกายยามเย็น และคนที่แวะมานั่งเล่นรับลมเฉยๆ เหมือนกัน ทุกคนต่างมีจังหวะชีวิตของตัวเอง แต่กลับมาอยู่ในเฟรมเดียวกันได้อย่างพอดี บริเวณโดยรอบสนามหลวงเองก็มีอาคารหลายสไตล์ปะปนกันแบบที่ไม่น่าเบื่อเลย ทั้งตึกโทนสีอิฐอบอุ่นที่มีซุ้มประตูโค้งสวยๆ ไปจนถึงป้อมยามสีขาวขนาดเล็กที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมกำแพง แต่ละอาคารมีเส้นสายไม่เหมือนกันเลยสักหลัง ทำให้เดินถ่ายรูปได้เรื่อยๆ ไม่มีเบื่อ พอเดินวนจนครบรอบ ความรู้สึกที่ได้กลับไปคือความโล่งสบายแบบที่หายากในชีวิตประจำวัน เหมือนได้ชาร์จพลังกลับมาใหม่ทั้งที่แค่เดินถ่ายคลิปธรรมดาๆ ไม่ได้ทำอะไรพิเศษเลย แต่การได้อยู่กับพื้นที่โล่งกว้างแบบนี้สักพักก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวโล่งขึ้นมาก เสน่ห์จริงๆ ของสนามหลวงคือการเป็นพื้นที่โล่งกว้างใจกลางเมืองที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในกรุงเทพฯ ท่ามกลางตึกสูงและถนนที่วุ่นวาย ที่นี่กลับเป็นเหมือนช่องว่างให้คนเมืองได้หยุดพักสายตาและหายใจเต็มปอดสักครั้ง ถ้าใครยังไม่เคยมา อยากให้ลองเดินมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง แล้วจะเข้าใจว่าทำไมพื้นที่ง่ายๆ แบบนี้ถึงให้ความรู้สึกที่ดีได้ขนาดนี้ สำหรับใครที่อยากลองมาเดินเล่นถ่ายรูปแบบนี้บ้าง สนามหลวงเดินทางสะดวกมาก ใช้รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินลงที่สถานีสนามไชยแล้วเดินต่ออีกไม่กี่นาทีก็ถึง หรือจะนั่งรถเมล์สายที่ผ่านถนนราชดำเนินก็ได้เหมือนกัน แนะนำให้มาช่วงเย็นแบบที่บอกไปเพื่อเลี่ยงแดดจัดและได้แสงสวยๆ ติดกล้องกลับบ้านไปด้วย ตามรอยกันได้ที่ https://maps.app.goo.gl/qQY2kertt1SYinnQ9 รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !