28 พฤศจิกายน 2024 (09:40) หลังจากเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากความวุ่นวายในวันก่อนขึ้นเครื่อง—ทั้งการยัดของลงกระเป๋าแบบนาทีสุดท้าย และการตั้งคำถามกับทุกการตัดสินใจในชีวิตที่ทำให้ฉันคิดว่า “การเที่ยวคนเดียวคือการพักผ่อน”—ในที่สุดฉันก็มายืนต่อแถวสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางต่างชาติที่สนามบินนาริตะ ลมหายใจแรกที่สูดเข้าไปในญี่ปุ่นเต็มไปด้วยความเย็นแบบฮินยะริ สดชื่น เย็นสบาย และชวนให้รู้สึกผ่อนคลายเหมือนญี่ปุ่นกำลังโค้งทักทายเบาๆ แล้วกระซิบว่า “อิรัชชัยมาเสะ…ยินดีต้อนรับนะ…แต่ก็อย่าเพิ่งสบายใจเกินไปล่ะ เพราะข้างหลังฉันยังมีอีกสี่ร้อยคนรออยู่” ยังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับโมเมนต์นักท่องเที่ยวแบบในจินตนาการที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูน่าตื่นเต้นไปหมด ความจริงก็พุ่งเข้ามาชนทันที ฝูงคนเริ่มเคลื่อนตัว เสียงล้อลากกระเป๋าดังก้องไปทั่ว ฉันค่อยๆ ขยับไปข้างหน้าอย่างคนเริ่มลน มือหนึ่งกำพาสปอร์ต อีกมือถือโทรศัพท์แน่น เพราะก่อนมาฉันได้ยินเรื่องเล่ามานับไม่ถ้วนว่า “ญี่ปุ่นน่ะ ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษหรอก” แน่นอน…ฉันจึงเตรียมตัวเหมือนกำลังจะออกรบ Google Translate เปิดรอไว้ นิ้วโป้งพร้อมกดแปล อัตราการเต้นของหัวใจ…เร็วกว่าแถวที่กำลังเคลื่อนตัว เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเงยหน้ามามองฉันด้วยสีหน้าที่นิ่งราวกับหน้ากากละครโน แล้วก็ถามคำถามง่าย ๆ เป็นภาษาอังกฤษที่ฟังรู้เรื่องเสียด้วย ฉันแทบรู้สึกเหมือนวิญญาณถอนหายใจ ไหล่ที่เกร็งมาตลอดค่อยๆ คลายลง ความกังวลละลายหายไปราวกับไอน้ำจากบ่อออนเซ็น เขารับพาสปอร์ตไป มองแบบฟอร์มออนไลน์ของฉัน พยักหน้าเบาๆ ประทับตรา จบ ง่ายดาย และรวดเร็ว เป็นญี่ปุ่นในแบบที่ใครๆ เล่ากันไว้—ห้าวินาที ไม่มีดราม่าแม้แต่นิดเดียว “อาริงาโตะ” ฉันพึมพำเบาๆ โดยไม่รู้ว่ากำลังขอบคุณใคร เจ้าหน้าที่หรือ Google Translate หรืออาจจะขอบคุณตัวเอง…ที่ยังไม่เป็นลมเสียก่อน ความจริงแล้ว ฉันอยากมาเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวมานานมาก ทุกคนบอกเหมือนกันหมดว่าที่นี่ปลอดภัย เดินทางง่าย สะดวกสบาย เป็นเหมือน “ดิสนีย์แลนด์ของนักเดินทางคนเดียว” แต่เหตุผลจริงๆ ของการเดินทางครั้งนี้ ลึกกว่านั้น ฉันเหนื่อยกับงานมากกว่า เหนื่อยแบบหมดแรงจริงๆ หลังจากถูกเลื่อนตำแหน่งเป็น Mud Logger บนแท่นขุดเจาะกลางทะเล ทั้งที่แทบไม่ได้รับการฝึกอย่างจริงจัง ไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีคนสอน มีแค่ฉันกับสติที่พยายามประคองตัวเองไว้ ขณะที่แท่นขุดเจาะเหมือนกำลังจ้องกลับมาแล้วพูดว่า “Ganbatte…สู้ๆ นะ…เพราะเธอคงต้องใช้มันมากเลยล่ะ” ทุกกะการทำงานเหมือนรายการเอาชีวิตรอดที่มีผู้เข้าแข่งขันเพียงคนเดียว เพราะแบบนั้น…ฉันจึงอยากพัก พักจากงาน พักจากผู้คน พักจากความรับผิดชอบ หรือบางที…พักจากทั้งโลกไปเลยสักระยะ ข้อดีของการทำงานนอกชายฝั่งคือ การลางานไม่ใช่เรื่องที่น่าปวดหัวเท่าการลาแบบปกติในออฟฟิศมากนัก แต่การโน้มน้าวให้บัญชีธนาคารยินยอมร่วมมือ…นั่นต่างหากคือบททดสอบที่แท้จริง โชคดีที่ครั้งนี้ บัญชีของฉันยอมอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ก่อนเลือกจุดหมายปลายทาง ฉันมีความรู้สึกอยากสัมผัสการแช่ออนเซ็นญี่ปุ่นของแท้ ออนเซ็นที่ไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ราวกับโลกกำลังหายใจออก แน่นอนว่าญี่ปุ่นมีออนเซ็นให้แช่ทั่วถมเทไป แต่เมืองที่ฉันเลือกกลับเป็นเมืองออนเซ็นชื่อดังแห่งหนึ่ง “คุซัทสึ (Kusatsu)” เมืองออนเซ็นชื่อดังในจังหวัดกุนมะ (Gunma) เมืองที่มียูบาทาเกะ (Yubatake) แหล่งน้ำพุร้อนอันเป็นสัญลักษณ์ ฉันหวังว่าน้ำที่นี่จะช่วยเยียวยาทั้งร่างกาย จิตใจ และบางที…อาจรวมถึงจิตวิญญาณด้วย ซึ่งเหมาะมากกับคนที่รู้สึกว่าจิตวิญญาณของตัวเองเพิ่งถูกย่างไฟเบาๆ จากชีวิตการทำงานกลางทะเล และนอกจากการแช่ออนเซ็นจนตัวเองเหมือนเกี๊ยวต้มแล้ว สิ่งที่ฉันอยากมีในทริปนี้ก็เรียบง่ายมาก อยากเดินเส้นทางบนภูเขาเพื่อให้ความเครียดค่อยๆ หล่นหายไป แวะศาลเจ้าเงียบๆ สักแห่งเพื่อให้เทพเจ้า (Kamisama) ช่วยชี้นำชีวิต และใช้เวลาในเมืองเล็กๆ ที่เวลาผ่านไปช้ากว่าความคิดของตัวเองเท่านั้นจริง ๆ และสุดท้าย…โดยไม่มีแผนอะไรชัดเจน มีเพียงความเหนื่อยล้า สัญชาตญาณ และโชคเล็กๆ ที่ผสมกันอย่างลงตัว ฉันก็มาลงเอยที่จังหวัดกุนมะ สถานที่ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้มา แต่กลับต้อนรับฉันเหมือนเพื่อนเก่าที่โบกมือมาจากอีกฟากถนน แล้วตะโกนว่า “เฮ้! สวัสดี! ยินดีต้อนรับสู่ใจกลางเมืองที่ไหนก็ไม่รู้…หวังว่าเธอจะเอาเสื้อกันหนาวมาด้วยนะ!” รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !