ช่วงนี้เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวทำให้ผมนึกถึงสถานที่ที่นึงที่ผมเคยไปมาช่วงนี้เป็นช่วงที่น่าไปเที่ยวมากๆสำหรับสถานที่แห่งนี้ หมู่บ้านอีต่อง ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านแห่งสายหมอกเนื่องจากมีหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี เป็นหมู่บ้านติดชายแดนไทย-เมียนมา อดีตที่นี่เคยเป็นเหมืองแร่ดีบุก ปัจจุบันได้ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว หมู่บ้านที่มีความเป็นธรรมชาติ บรรยากาศดี เหมาะสำหรับคนที่อยากจะมาพักผ่อน อยู่กับธรรมชาติ ช่วงที่แนะนำให้ไปเที่ยวเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม เพราะจะมีหมอกที่สวยและอากาศหนาวเย็นสบาย แต่ตัวผมเองนั้นได้เดินทางไปในช่วงเดือนมีนาคม(ว่างในช่วงนี้) ซึ่งเป็นช่วงlow season ก็ดีไปอีกอย่างเนื่องจากคนไปเที่ยวน้อย รู้สึกเหมือนหมู่บ้านนี้มีเป็นของผมเลยครับ55555 ถึงอากาศจะแอบร้อนไปหน่อย แต่ช่วงเวลากลางคืนก็มีอากาศที่เย็นสบายและยังมีหมอกอยู่เล็กน้อย ซึ่งการเดินทางไปยังหมู่บ้านอีต่องนั้นมีหลายรูปแบบ เดินทางด้วยรถส่วนตัว เดินทางด้วยรถสาธารณะ(สามารถไปด้วยรถสาธารณะอย่างเดียวได้แต่ต้องวางแผนเวลาให้ดีนะครับ) เดินทางด้วยรถสาธารณะ+เช่ารถ *แผนการเดินทางของผมจะเป็นการเดินทางรูปแบบที่3 เดินทางด้วยรถสาธารณะ+เช่ารถ โดยเริ่มจาก กรุงเทพฯ ด้วยมินิบัส และต่อด้วยเช่ารถมอเตอร์ไซค์ที่อำเภอเมืองกาญจนบุรีสำหรับขับขี่ไปที่หมู่บ้านอีต่องครับ(หรือสามารถที่จะเช่ารถที่อำเภอทองผาภูมิเลยก็ได้นะครับ โดยนั่งบัสต่อจากขนส่งกาญจนบุรีไปที่ตลาดทองผาภูมิเลยก็ได้จะทำให้เหนื่อยน้อยกว่า) สถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็ก (จตุจักร) รถตู้/มินิบัส ส่วนตัวผมได้เดินทางด้วยรถไฟฟ้าBTSมาลงสถานีหมอชิต ออกจากทางออก3ก็จะสังเกตเห็นวินมอเตอร์ไซค์ บอกว่าไปรถมินิบัสหมอชิต2 ค่ารถประมาณ60บาท (ขออธิบายเพิ่มเติมว่า ด้านในที่เป็นหมอชิต2จะเป็นรถโดยสารขนาดใหญ่ ส่วนสถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็กจะอยู่ตรงข้ามหมอชิต2 หรือเรียกง่ายๆว่า คิวรถตู้ใต้ทางด่วนหมอชิต2ก็ได้ครับ) เมื่อมาถึงแล้วให้เดินทางเข้าอาคารDจะเป็นรถสายภาคและภาคตะวันตก ค่ารถจากที่นี่ไปสถานีขนส่งกาญจนบุรี ประมาณ130บาท กาญจนบุรี เมื่อถึงสถานีขนส่งกาญจนบุรีแล้ว ก็ต้องไปยังร้านเช่ารถซึ่งตัวผมเองกับเพื่อนก็ได้จ้างรถ2แถว(ซึ่งเขาก็พยายามตื้ออยู่)ให้ช่วยไปส่งที่ร้านเช่ารถ ตกลงกันที่ราคา100บาทซึ่งร้านเช่ารถที่ผมได้ไปใช้บริการชื่อว่า รินรถเช่า(RCR RIN'S CAR RENTAL) ซึ่งห่างจากสถานีขนส่งกาญจนบุรีประมาณ4กี่โลเมตร *หรือสามารถที่จะนั่งรถบัสต่อไปที่ตลาดทองผาภูมิก็ได้นะครับทางนั้นก็มีร้านรถเช่าอยู่เหมือนกัน จะทำให้เหนื่อยน้อยลงในการขับขี่รถด้วยตัวเองในระยะทางไกลๆ ร้านที่แนะนำคือร้านโมนรถเช่า อยู่ตรงปั๊มPTT ทองผาภูมิ สามารถให้รถบัสจอดได้เลยครับ หรือให้ทางร้านไปรับจากตลอดทองผาภูมิก็ได้ครับ เคยสอบถามทางร้านมา ซึ่งร้านที่ผมได้ใช้บริการส่วนตัวคือชอบมาก เพราะรถดูใหม่ และราคาดี พร้อมของแต่งรถอีกมากมายที่ทำไว้สำหรับนักท่องเที่ยวแบบเราได้ใช้งานได้เลยไม่รู้เรียกว่าอะไรบ้างเพราะผมเองก็ไม่มีความรู้ด้านนี้ แต่จากที่หาข้อมูลคือ แคชบาร์ กันล้ม หรือที่ต่อท้ายออกไปด้านหลังสำหรับวางของ วางประกระเป๋า พร้อมสายรัดให้(ทางร้านช่วยรัดกระเป๋าให้ผมด้วยประทับใจมากครับ) รถเช่ามีทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ส่วนตัวผมอยากเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ราคาที่ไปเช่าจะเหมือนในภาพ มีรถเล็กตั้งแต่ 125CC-160CC ส่วนตัวผมเช่าCLICK160 ซึ่งได้ลองขับแล้วทั้งนิ่มและแรงดีมาก ขึ้นเขาสบาย ถ้าใช้เร็วไม่เกิน60KM/Hจะประหยัดน้ำมันมาก(แต่ผมเอง100++ตลอดเส้นทาง 555555) ทางร้านจะมีหมวกกันน็อคให้และมีการทำสัญญาเช่ารถ สิ่งที่ต้องเตรียมคือ บัตรประชาชน (จากที่ลองอ่านสัญญามีข้อที่เขียนว่าจะไม่ขับไปอำเภอทองผาภูมิซึ่งเป็นหมุดหมายของเรา ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะโดนปรับ2000บาท แต่ทางร้านก็รับทราบแล้วว่าผมจะไปที่นั่นตรงนี้ก็ไม่ได้สอบถามเหมือนกันแต่แนะนำว่าในระหว่างพูดคุยก็ลองแจ้งให้ทางร้านรับทราบก่อนก็ได้ครับว่าเราจะเดินทางไปที่ไหน เพื่อเซฟตัวเองด้วยในตรงนี้ แต่ตัวผมเองไม่มีปัญหา ทางร้านรับทราบและให้ไปได้ครับ) สะพานแควใหญ่ หลังจากเช่ารถแล้วผมก็ได้เที่ยวและเติมท้องก่อนที่จะเดินทางไกลโดยขี่รถตรงมาที่สะพานแควใหญ่ ซึ่งห่างจากร้านเช่ารถแค่2กิโลเมตร ตรงนี้ก็เป็นจุดท่องเที่ยวนึงของจังหวัดกาญจนบุรี(ซึ่งผมเองก็เคยมาเที่ยวที่นี่และเคยเขียนบทความไว้ไปอ่านได้นะครับ5555) มาถึงสะพานแควใหญ่แล้วก็ต้องเก็บภาพกันหน่อย เป็นสะพานที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่2 เป็นสะพานที่มีอายุยาวนาน แต่ยังแข็งแรง(ตอนเดินบนสะพานก็มีแอบหวั่นๆนิดหน่อย5555) หลังจากเติมท้องกินข้าว และแวะถ่ายภาพที่สะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่แล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไกลไปยังหมู่บ้านที่เป็นเป้าหมาย ระยะทาง200กิโลเมตร ระยะเวลาประมาณ4ชั่วโมง ระหว่างเดินทางต้องคอยเช็คน้ำมันอยู่ตลอดเวลานะครับ เบื้องต้นแวะประมาณ2-3ปั๊มเพื่อความชัวร์ ทุกครั้งที่แวะปั๊มก็มักจะเติมเต็มถังตลอด แต่ปั๊มน้ำมันที่สำคัญที่สุดเลยคือPTTทองผาภูมิ ซึ่งหลังจากนั้นแล้วจะต้องขึ้นเขาตลอดเส้นทางครับ และไม่ต้องห่วงเมื่อเดินทางถึงหมู่บ้านอีต่องแล้ว จะมีบ้านที่ขายน้ำมันเป็นขวดอยู่สามารถใช้ไว้เดินทางไปเที่ยวหลังจากที่ถึงหมู่บ้านครับ หลังจากเดินทางออกมาจากปั๊มPTTทองผาภูมิแล้วประมาณ8กิโลเมตร ก็จะเจอกับแลนมาร์คอีกที่นึงที่นักท่องเที่ยวมักจะมาถ่ายรูปเช็คอินที่นี่ คือป้ายบอกทาง บ.ปิล็อกหรือPilok Landmark เป็นการบอกว่าหลังจากนี้จะเดินทางขึ้นเขาที่คดเคี้ยวตลอดเส้นทางจนกว่าจะถึงบ้านอีต่องที่เป็นจุดหมาย ระอยู่ที่ประมาณ65กิโลเมตร ใช้ระยะเวลา2ชม.โดยประมาณ(ขึ้นอยู่กับความเร็วที่ขับขี่แต่ด้วยทางที่แคบและคดเคี้ยวอาจจะทำให้ใช้เวลานานมากขึ้น) แต่ตลอดเส้นทางนั้นไม่อันตรายเนื่องจากเป็นถนนยางปกติและตรงส่วนที่เป็นเขาหรือหน้าผาก็มีราวเหล็กกั้น แนะนำให้ใช้ความเร็วต่ำและพยายามไม่เดินทางในเวลาค่ำหรือมืดเนื่องจากอาจมีความอันตรายได้ทั้งเส้นทางที่มืด หรืออาจจะมีสัตว์ป่าบนถนนได้ ระมัดระวังกันด้วยนะครับ บ้านอีต่อง ในที่สุดก็ถึงบ้านอีต่องแล้วเรียบร้อย หมู่บ้านอีต่องเป็นหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่มากลักษณะหมู่บ้านจะเป็นบ้านพักติดๆกัน มีทางเดินตรงกลางรายล้อมไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า ร้านชากาแฟเป็นต้น ลักษณะบ้านพักจะเป็นห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยว มีห้องให้พักมากมายและจะมีเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่อยู่ต้องด้านหน้าหมู่บ้าน สามารถซื้ออาหารปลาตามหน้าบ้านพักมาให้อาหารปลาได้ ฟีลได้บุญไปอีก คืนแรกของการพักที่หมู่บ้านแห่งนี้ ผมเองได้ใช้บริการที่พักที่มีชื่อว่าMining Homestay ราคาห้องพักเริ่มต้นอยู่ที่คืนละ1,000บาท และห้องที่มีระเบียงส่วนตัวให้จะอยู่ที่คืนละ1,200บาทเข้าพักได้2คน/1ห้อง ภายในห้องจะมีเตียง หมอน ผ้าห่ม แก้วน้ำ ทีวี สบู่ ยาสระผม พัดลม และที่สำคัญคือเครื่องทำน้ำอุ่น(ที่นี่อากาศช่วงกลางคืนจะหนาวมากครับ) ตำแหน่งห้องพักจะอยู่ติดบ่อน้ำของหมู่บ้าน ออกมานอกระเบียงสามารถเห็นวิวของหมู่บ้านได้ชัดเจน นอกจากนั้นทางร้านยังงมีหมูกระทะให้บริการ มีที่นั่งให้อยู่ชั้นบน วิวสวย อากาศดี และมีเบียร์เย็นๆบอกเลยว่าฟินมากครับ ราคาหมูกระทะจะอยู่ที่ชุดละ399บาท ที่มาของราคาทางร้านก็อ้างอิงมาจากจำนวนโค้งที่เดินทางมาปิล็อกก็คือ399โค้งครับ(ส่วนตัวสั่งมา2ชุดมีทั้งหมด3คนก็อิ่มครับ+มีเบียร์ด้วยนะ5555) หมูกระทะรสชาติอร่อย และมีน้องพนักงานคอยให้บริการ ลักษณะจะเป็นเตาที่ใส่แก๊สกระป๋อง หลังจากทานเสร็จก็เข้านอน *ปกติที่นี่จะมีการงดใช้ไฟฟ้าช่วงกลางดึกนะครับแต่ทางที่พักที่ผมได้เข้าพักจะมีการสำรองไฟฟ้า จากที่ผมเข้าพักตื่นเช้ามาก็ยังมีไฟฟ้าใช้ครับ เนินช้างศึก เช้าวันที่2 ขอบอกไว้ก่อนว่าตื่นเช้ามาอาจจะมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตนะครับ เพราะเนื่องจากการควบคุมการใช้ไฟฟ้า เสาสัญญาณเหมือนจะหยุดการทำงานไปด้วยทำให้ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ในช่วงเช้ามืด ตัวผมเองนั้นได้ตื่นมาเป็นเวลาตี5เนื่องจากผมอยากที่จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่เนินช้างศึก ซึ่งห่างจากหมู่บ้านอีต่องเพียง3กิโลเมตร(ผมได้บันทึกเส้นทางจากหมู่บ้านไปที่เนินช้างศึกไว้ทำให้ดูแมพในช่วงที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้) ใช้ระยะเวลาเดินทางด้วยรถประมาณ15นาที(จะเดินมาก็ได้สำหรับคนที่มาด้วยรถสาธารณะ หรือมีรถเป็นรอบๆจากในหมู่บ้านพามาอันนี้ต้องลองสอบถามอีกที) ซึ่งเป็นจุดยุธศาสตร์ชายแดนไทย-เมียนมาของตำรวจตระเวนชายแดน เป็นจุดท่องเที่ยวที่เป็นแลนมาร์คของที่นี่ มีเจ้าหน้าที่คอยประจำการอยู่ตลอด มีของขายด้วยเล็กน้อยเช่นกาแฟ ขนมปัง น้ำเป็นต้น หลังจากชมพระอาทิตย์ขึ้นแล้วผมเองก็กลับมายังหมู่บ้านมาทานอาหารเช้าของที่พักให้ทาน จะมีไข่กระทะ มีไส้กรอก หมูสับอื่นๆ และมีขนมปังปิ้ง กาแฟ ให้เลือกทานได้เลย น้ำตกจ๊อกกระดิ่น แพลนท่องเที่ยวในวันแรกของผมก็คือ การเดินทานไปเที่ยวที่น้ำตกจ๊อกกระดิ่น ซึ่งเป็นแลนมาร์คอีกที่นึงเหมือนกันของที่นี่ ซึ่งห่างจากตัวหมู่บ้านไปประมาณ8กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ20นาที ทางลงที่จะไปน้ำตกนั้นเป็นทางชันและแคบ อาจจะต้องมีความชำนาญสักหน่อยในการขับขี่ เมื่อมาถึงทางเข้าอุทยานก็จะมีเจ้าหน้าที่อยู่ มีห้องน้ำด้วยนะครับ ค่าเข้าจะอยู่ประมาณ50-60บาทต่อ1คน และเดินเข้าไปประมาณ500เมตร ผมได้ลงไปเล่นน้ำบอกเลยว่า น้ำเย็นมากกกครับ แต่ช่วงที่ไปจะเป็นช่วงเดือนมีนาคมอากาศร้อน น้ำก็ตกลงมาไม่เยอะมาก สามารถเข้าไปถึงจุดลึกสุดได้ แต่ผมไม่กล้าเข้าไป55555 น้ำมีความลึก ผมเข้าไปยังไม่ถึงจุดที่น้ำตกลงมาก็ถึงจมูกแล้วครับ เพราะฉนั้นถ้ามีเด็กเดินทางด้วยก็เล่นแค่ช่วงตื้นๆก็พอครับ หลังจากที่เล่นน้ำตกเสร็จแล้วก็เดินทางไปต่อที่วัดเหมืองปิล็อก และจะเดินทางต่อไปที่จุดเฝ้าช่องทางมิตรภาพ,จุดชมวิวเนินเสาธง แต่เวลาที่ผมเดินทางไปน่าเสียดายมาก ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ตรงจุดทางเข้า มีการปิดประตู่ไม้กั้น เลยไม่สามารถที่จะเข้าไปได้ ก็เลยไม่ได้ไปที่ดังกล่าวเลย เสียดายมากครับ หลังจากที่แห้วจุดชมวิวเนินเสาธงแล้ว ผมเองก็กลับมาเดินเล่นหาข้าวเที่ยงกินที่หมู่บ้าน ซึ่งมีร้านอาหาร ร้านขายของฝาก ขนม น้ำให้เลือกเยอะแยะเลยครับ มีจุดให้ถ่ายรูปมากมายตามมุมต่างๆ(แต่ผมไม่ค่อยถ่ายรูปสถานที่ ชอบถ่ายรูปสัตว์มากกว่าครับ55555) หลังจากนั้นช่วงเย็นผมก็ได้เดินทางกลับมาที่เนินช้างศึกอีกครั้ง แตกต่างจากช่วงเช้ามืดมาก เพราะมีทุกหญ้า มีดอกไม้ต่างๆ ให้ถ่ายรูปวิวธรรมชาติสวยๆมากมาย และได้มาดูพระอาทิตย์ตกอีกมุมของเนินช้างศึก ถ้ากลับไปดูที่ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น ทำให้ได้ภาพถ่าย2มุม ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น จะได้ภาพถ่ายมุมพระอาทิตย์ขึ้นทางด้านหลังเสาธงชาติไทย สวยไปอีกแบบ และพระอาทิตย์ตก จะตกอีกฝั่งศึ่งเป็นเนินเขาธรรมชาติ อีกฝั่งนั้นก็จะเป็นประเทศเมียนมานั่นเองครับ หลังจากที่ดูพระอาทิตย์ตกที่เนินช้างศึกเรียบร้อยแล้วก็มาทำกิจกรรมอีกอย่างที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้ คือการถ่ายรูปคู่กับโคมไฟกลางคืนและการเขียนป้ายแขวนไว้ที่สะพานสำหรับเขียนข้อความต่างๆไว้ บางคนก็เขียนคำอธิฐาน บันทึกความทรงจำ หรือชื่นชมตัวหมู่บ้าน ส่วนผมเองนั้นฝากไอจีไว้5555 ใครเจอป้ายผมก็ฟอลทักมาจีบได้นะค้าบบ ไว้โอกาสหน้าไปที่นี่ด้วยกันอีก(ผมตั้งมั่นไว้ว่าจะกลับไปอีก แต่ครั้งหน้าจะไปกับแฟนครับ55555) คืนที่2ก็เหมือนเดิมครับเพิ่มเติมมีรีเจนสู้ด้วยครับ สามารถซื้อได้จากร้านค้าแถวนั้น พร้อมน้ำแข็งและอื่นๆ ครั้งนี้ผมลองเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทางที่ริมละเบียงครับ เนื่องจากเช่าห้องที่มีระเบียงส่วนตัวก็สามารถนำมาทานข้างๆห้องได้เลยมีโต๊ะและเก้าอี้ให้นั่ง และได้เจอกับน้องมีตังค์ น้องแมวของMining Home stay มานอนตรงระเบียง กลับบ้าน เช้าวันกลับ ก็ได้ทานอาหารเช้าของที่พักและได้เดินทางกลับ อย่าลืมที่จะเติมน้ำมันก่อนกลับนะครับให้สามารถถึงปั๊มPTTทองผาภูมิได้ ร้านจะอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านเลยครับ หลังจากนั้นก็ยาวๆไปเลย นำรถไปคืนและนั่งรถบัสกลับ หรือใครอยากจะนั่งรถไฟก็คำนวณเวลาดีๆนะครับ(สามารถขึ้นรถไฟที่สะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่ได้นะครับ ขึ้นรถไฟก่อนเลยแล้วจะมีเจ้าหน้าที่มาเก็บเงิน เราก็แจ้งไปว่าจะไปที่ไหน) ส่วนตัวผมเองเดินทางกลับบขส.โดยเรียกรถผ่านแอพพลิเคชั่นมารับที่ร้านเช่ารถไปส่งที่บขส. สุดท้ายก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ เหนื่อยการเดินทางมากกก แต่ก็สนุกมากเหมือนกัน เปิดประสบการณ์ใหม่ ค่าใช้จ่ายของผมโดยประมาณ(ไป-กลับ) ค่าเดินทางรถโดยสารประมาณ 500++บาท(รวมรถไฟฟ้า,วินมอเตอร์ไซค์,มินิบัส,เหมารถ,เรียกแอพพลิเคชั่น) ค่าที่พัก2คืน 2,000บาท ค่าเช่ารถ2วัน 900บาท ค่าน้ำมันโดยประมาณ 500บาท++ ค่าหมูกระทะ อาหารและอื่นๆแล้วแต่เลยครับ *ขอให้สนุกกับการเที่ยวนะครับ ภาพประกอบบทความทั้งหมดผู้เขียนถ่ายเองครับ อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !