สองแถวสีแดงคันเล็กสายช่างเหล็ก-รถไฟ วิ่งเข้ามาจอดที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ก่อนที่ผู้เขียนจะลงจากรถแล้วเดินตรงไปยังอาคารแห่งหนึ่ง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาคารนี้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ และเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟธนบุรี (เดิม) ในสมัยก่อนเรียกว่าสถานีรถไฟบางกอกน้อย ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่5 สถานีรถไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และถูกทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 เป็นเหตุให้อาคารเสียหายและต้องย้ายสถานที่ตั้งไปยังสถานที่ปัจจุบันแถวสะพานอรุณอัมรินทร์ เมื่อเดินไปยังพิพิธภัณฑ์ ก็สะดุดตากับโถงต้อนรับที่ตกแต่งในสไตล์สถานีรถไฟ พลันฉากจบในนิยายคู่กรรมฉากสถานีรถไฟบางกอกน้อยถูกทิ้งระเบิดก็ผุดขึ้นมา “ดังนรกชังหรือสวรรค์เเกล้ง เเกล้งทรมานให้ฉันได้เจอ” “เกลียดชิงชัง สุดท้ายรักเธอ เเต่พอเผลอ พรากเธอดับสูญ” กลับค่ะกลับจะมานึกถึงคู่กรรมอะไรตอนนี้เนี่ย ฉันคิดก่อนที่จะเดินไปซื้อตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ระหว่างที่ซื้อตั๋วอยู่นั้นคนขายตั๋วเก็ถามขึ้นว่า “จะชมพิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราชด้วยไหม ถ้าชมสองที่ต้องจ่าย150 บาทแต่ถ้าที่เดียวก็80บาท” ผู้เขียนจึงเลือกชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เพียงที่เดียวโดยให้เหตุผลว่าเคยดูแล้ว แต่ส่วนลึกแล้วกลัวค่ะ เมื่อซื้อตั๋วเข้าชมแล้วผู้เขียนนำของไปเก็บที่ตู้ล็อกเกอร์ที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดเตรียมไว้ก่อนเริ่มชมห้องศิริราชประพาส บรรยากาศในห้องนี้ ทำให้รู้สึกราวกับว่ากำลังดูหนังในห้องสมุด ผู้เขียนเดินชมนิทรรศการไปเรื่อย ๆ จนถึงห้องคมนาคมบรรหารฉันเหลือบไปเห็นแว่นตาที่วางอยู่ในตะกร้า พลางคิดว่านี่ต้องเป็นห้องฉายภาพยนตร์แน่ ๆ ก่อนหยิบแว่นตาที่เขาจัดเตรียมไว้และเข้าไปในห้องไม่นานภาพยนตร์ก็เริ่มฉาย ภาพยนตร์ที่ฉายในห้องนี้จะพาเรานั่งไทม์แมชชีนตั้งแต่เริ่มสร้างสถานีรถไฟธนบุรี ช่วงสงครามโลกครั้งที่2จนถึงปัจจุบัน ระหว่างชมภาพยนตร์ ภาพในอดีตระหว่างเรียนวิชาสังคมศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก็ผุดขึ้นมา อาจารย์: นักเรียนรู้ไหมว่าสถานีรถไฟธนบุรีถูกทำลายโดยฝ่ายสัมพันธมิตร แล้วประเทศใดเป็นประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรบ้าง นักเรียน1: ประเทศ อังกฤษค่ะ นักเรียน2: ประเทศอเมริกาค่ะ นักเรียน3: ประเทศฝรั่งเศสค่ะ นักเรียน4: สหภาพโซเวียตครับ นักเรียน5: แล้วประเทศไทยอยู่ฝ่ายไหนคะ ฝ่ายสัมพันธมิตร หรือ อักษะ อาจารย์: ไม่ตอบอะไร ก่อนพูดถึงขบวนการเสรีไทยแทน เมื่อเดินชมชั้นล่างจนเบื่อแล้วเราก็เดินไปยังชั้นสองที่จัดแสดงเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ ประวัติการแพทย์ รวมถึงโครงกระดูกกายวิภาค ชั้นที่สองนี้มีผู้เข้าเยี่ยมชมน้อยบรรยากาศเงียบมากจนได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเอง ทำให้ฉันคิดว่าจะมีใครเดินตามมาไหม ผู้เขียนเดินชมอาคารนี้สักครู่ก่อนเดินเออกจากอาคารพิพิธภัณฑ์แล้วเข้าไปยังอาคารๆหนึ่ง ที่เป็นอาคารจัดแสดงเรือไม้โบราณ เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในอาคารแห่งนี้จะพบกับเรือไม้โบราณลำใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ส่วนด้านข้างๆ ก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชุมชมบางกอกน้อย และมีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์ ทำให้สะดุ้งอยู่หลายครั้งเมื่อหันไปมอง จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไรในเมื่อหุ่นขี้ผึ้งที่เห็นนั้นเหมือนจริงมากพลางคิดว่า ผู้ที่มาชมนิทรรศการในอาคารนี้ต้องจิตแข็งพอสมควร หลังจากเดินชมพิพิธภัณฑ์จนพอใจแล้วก็เที่ยงพอดีจึงเดินไปหาร้านทานข้าวย่านวังหลังก่อนเดินมานั่งพักผ่อนพร้อมชมบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา พลางคิดว่า โรแมนติกเหมือนกันนะ ผู้เขียนใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่นานก็เดินไปขึ้นรถสองแถวที่จอดรอผู้โดยสารตรงข้ามโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ และลงแวะซื้อของที่ห้างแมคโครจรัลสนิทวงศ์ “วิญญาณฉันรอที่ทางช้างเผือก เลือกเธอรักเธอ ไม่ร้างลาไกล” “ดั่งหิ่งห้อย เฝ้าคอยจนชีพวาย ใต้ลำพู รอคู่กรรม” เครดิตรูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !