เชียร์บอลลีกดัง ดูหนังและช่องทีวีพรีเมียมจุใจ

รวมมิตร 13 ชีส สูตรพิศดารที่สุดในโลก เห็นแล้วหิวชะมัด!

รวมมิตร 13 ชีส สูตรพิศดารที่สุดในโลก เห็นแล้วหิวชะมัด!
แมวหง่าว
27 พฤศจิกายน 2562 ( 13:20 )
35.1K

     ชีส จัดว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แถมยังมีความหลากหลายแตกต่างกันไป ตามแต่ละประเทศที่มีวัฒนธรรมรับประทานชีสด้วย ถึงตอนนี้มีชีสมากกว่า 3,000 ชนิด ให้คุณเลือกกินบนโลกนี้ แต่เชื่อว่าเราคงเคยเห็นแบบทั่วๆ ไปกันบ่อยแล้ว ครั้งนี้เลยจะมาแนะนำ ชีส 13 ชนิดที่แปลกประหลาดกว่าชนิดใดๆ บนโลกนี้ ส่วนจะน่ากินขนาดไหนต้องลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองล่ะนะ

 

 

1. Casu Marzu : Italy

ชีสหนอนที่พิศดารที่สุดในโลก

 

 

     Casu Marzu (คาสุ มาร์ซู) ชีสพื้นเมืองของชาว Sardinia ทำมาจากนมแกะ ถ้าแปลให้ตรงตัวแล้ว Casu Marzu จะแปลว่า ‘ชีสเน่า’ เพราะชาวซาร์ดิเนียนจะนำชีสที่ทำเสร็จแล้ว ไปทิ้งไว้ให้เน่าเพื่อดึงดูดแมลงวันมาวางไข่ ปล่อยให้หนอนชอนไชดุ๊กดิ๊กอยู่ข้างใน ช่วยเร่งกระบวนการหมักให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ชีสเลยมีความอ่อนนุ่มมากเป็นพิเศษ

 

By Shardan – Own work, CC BY-SA 2.5

 

     แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า ชีสชนิดนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นชีสที่อันตรายที่สุดในโลก เลยทีเดียว เพราะถ้ารอให้หนอนข้างในตายก่อน ชีสก้อนนั้นจะเป็นพิษทันที! นั่นแปลว่า ต้องรีบกินขณะที่หนอนยังคงคลานยั้วเยี้ยอยู่นั่นเอง ปัจจุบันการทำชีสประเภทนี้มีแค่ไม่กี่โรงงานเท่านั้นที่มีใบอนุญาตรับรองการผลิตได้

 

 

2. Milbenkase : Germany

ชีสที่มาจากตัวไร

 

 

     มาที่เยอรมนีเขาก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน เพราะที่นีมีชีสที่จะเลี้ยงตัว Mites (แมลง 6 ขาตัวเล็กๆ ประเภทไร, เห็บ) ไว้ภายใน ซึ่งเอ็นไซม์ในน้ำย่อยของแมลงพวกนี้จะช่วยให้ชีสอ่อนนุ่มขึ้น และค่อยๆ เปลี่ยนสี จากสีเหลืองเป็นน้ำตาลแดง จนกระทั่งเป็นสีดำก็แปลว่าพร้อมรับประทานแล้ว ในขั้นตอนการผลิตจะนำเอาข้าวไรย์มาวางข้างๆ ชีสเพื่อเป็นอาหารเสริมให้กับพวกแมลงอีกด้วย

 

     ชีสชนิดนี้รสชาติจะออกขมๆ แต่มีความพิเศษตรงที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับคนที่เป็นภูมิแพ้ฝุ่นนั่นเอง เข้าทำนองขมเป็นยานั่นแหละ

 

 

3. Yak cheese : Tibetan communities

ชีสแข็งที่สุดในโลก

 

 

     คำเตือน! ชีสชนิดนี้ทำให้คุณฟันหักได้ เพราะมันเหนียวจนเหมือนเคี้ยวยางไม้ก็ไม่ปาน ชีสชนิดนี้ทำจากน้ำนมของตัวจามรี ที่รีดส่วนประกอบที่เป็นน้ำออกจนหมด แล้วนำมาตัดเป็นแท่งนำไปอบด้วยไฟอีกรอบ ได้ความแห้งแข็งระดับสุดยอด เป็นที่นิยมมากในแถบทิเบต อินเดีย เนปาล เพราะเก็บได้นาน พกพาสะดวก

 

 

4. Airag cheese : Central Asia

ชีสนมม้า 

 

 

     พบได้มากในประเทศแถบเอเชียกลางที่นิยมเลี้ยงม้า โดยจะรีดนมในช่วงที่ม้าจะตกลูก ก่อนจะนำไปหมักทิ้งไว้ เติมนมต้มลงไปเพื่อเพิ่มความเข้มข้น ก่อนนำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง ชีสชนิดนี้นิยมรับประทานทั้งแบบแห้งเป็นของว่างระหว่างวัน หรือนำไปใส่ซุปให้นุ่มลงก็ได้

 

 

5. Camel’s milk cheese : Ethiopia, Mauritania, Sudan and Bedouin communities

ชีสนมอูฐ

 

 

     กลุ่มคนเลี้ยงม้าในแถบแอฟริกา เรียนรู้วิธีทำชีสจากนมอูฐมากกว่าศตวรรษแล้ว ชีสที่ทำจากนมอูฐจะมีปริมาณไขมัน และโปรตีนสูงกว่านมวัวมาก จึงมีกรรมวิธีการทำต่างจากทั่วไป คือต้องหมักนมในภาชนะที่ทำจากกระเพาะสัตว์ ชีสแบบนี้จะมีกลิ่นฉุนรุนแรง

 

 

6. Human milk cheese : New York

ชีสจากน้ำนมคน

 

 

     ไม่ใช่แค่น้ำนมสัตว์เท่านั้น แต่น้ำนมของคนยังเอามาทำชีสได้ด้วย เชฟอเมริกันนามว่า Daniel Angerer ได้ทดลองทำชีสจากน้ำนมของภรรยาตัวเอง แล้วอัพโหลดวิดีโอขั้นตอนการผลิตลงบล็อคด้วย ซึ่งเขาแน่ใจว่าชีสที่ได้จากนมคนนั้นให้คุณ่าทางอาหารมากกว่าชีสจากนมวัวอย่างแน่นอน ถึงจะฟังน่าสนใจขนาดไหนแต่ชีสชนิดนี้ยังไม่มีการผลิตจริงจังเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด เพราะขั้นตอนการผลิตยังไม่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับนั่นเอง

 

 

7. American cheese

ชีสที่ไม่ใช่ชีสแท้

 

 

     สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์ประเภทชีสมากมายหลากหลายมาก และวางอยู่เต็มชั้นทุกๆ วัน รอให้อเมริกันชนมาหยิบไปทำอาหาร ทั้งเบอร์เกอร์หรือแซนด์วิชต่างๆ แต่ความเป็นจริงที่หลายคนไม่รู้ก็คือ ชีสหลายยี่ห้อในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นไม่ใช่ชีสแท้ๆ! แต่เป็นการนำเอานม เวย์โปรตีน ไขมันนม เกลือ เจลาติน นมผง สารปรุงแต่งกลิ่น และน้ำมัน มาผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมให้มีความข้น กลิ่น สี ออกมาเหมือนชีสนั่นเอง ชีสประเภทนี้พบได้ทั่วไปในร้านฟาสต์ฟู้ดต่างๆ นั่นจึงทำให้มันติดอันดับชีสสุดประหลาดด้วย จากความที่เป็นชีสไม่ใช่ชีสนั่นเอง

 

 

8. Lichen cheese : Canada

ชีสที่เกิดจากรา

 

 

     ชีสประเภทนี้เกิดจากการหมักนมแพะกับ Lichen ซึ่งเป็นเห็ดราชนิดหนึ่ง ทำให้ได้กลิ่นคล้ายกับบลูชีส ผู้ที่ค้นพบเห็ดราชนิดนี้คือชาวเผ่าเอสกิโมที่อาศัยอยู่แถบแคนาดานั่นเอง โดยพวกเขาบังเอิญเจอเห็ดนี้อยู่ในกระเพาะอาหารของกวางแคริบูที่ล่ามาได้ พอลองชิมดูก็พบว่ามีความอร่อยเหมือนบลูชีสนั่นเอง

 

 

9. Deer milk cheese : New Zealand

ชีสนมกวาง

 

 

     ชีสจากนมกวางแดง กำลังเป็นที่นิยมมากในนิวซีแลนด์ หลังจากเริ่มมีการผลิต และวางจำหน่ายเพียงหนึ่งปี คาดว่ามันกำลังจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกยอดนิยมของแดนกีวีในอนาคตอย่างแน่นอน แม้เราจะไม่รู้ว่ามันมีรสชาติเป็นอย่างไร แต่หากดูจากราคาน้ำนมกวางที่สูงถึง $100 ต่อลิตร แสดงว่าคงไม่ธรรมดาแน่ๆ

 

 

10. Alpaca and llama cheese : Andean communities

ชีสจากอัลปาก้า และลามะ

 

Christian Vinces / Shutterstock.com

 

     สำหรับผู้คนที่อาศัยบริเวณที่ราบเขา Altiplano (เทือกเขาสูงในทวีปอเมริกาใต้ บริเวณประเทศเปรู ชิลี โบลิเวีย และอาร์เจนตินา) แล้ว ตัวลามะ และอัลปาก้าเป็นสัตว์ที่มีคุณเป็นอย่างมาก มูลของพวกมันถูกใช้เป็นเชื้อเพลิง ขนนำมาทำเครื่องนุ่งห่ม หนังเอามาทำเครื่องหนัง และน้ำนมของมันก็เอามาทำชีสแสนอร่อยได้ ชีสที่ทำจากน้ำนมตัวลามะ และอัลปาก้านั้นมีอายุการเก็บรักษาได้นาน รสชาติออกเค็ม และเข้มข้นมาก ชีสประเภทนี้หาซื้อได้ยาก เพราะการรีดนมจากสัตว์ประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มีเรื่องเล่าว่าคนรีดนมอัลปาก้ามักจะโดนตะโกนเสียงดังใส่ และถุยน้ำลายรดด้วย อันตรายสุดๆ

 

 

11. Donkey cheese : Serbia

ชีสนมลา ที่มากด้วยคุณค่า

 

 

     ชีสจากนมลานั้นอุดมวิตามินซีมากกว่าชีสนมวัวถึง 60 เท่า แต่ลาหนึ่งตัวจะให้น้ำนมได้แค่วันละ 200 มิลลิลิตร (ประมาณนม 1 กล่อง) ต้องใช้น้ำนม 25 ลิตรจึงจะได้ชีส 1 กิโลกรัม นั่นหมายความว่า นมลาเพียวๆ นั้นมีมูลค่าสูงอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นก็คือ €1,000 ต่อกิโลกรัม (ประมาณ 44,500 บาท!) นอกจากผลิตชีสแล้วยังเอาไปทำสบู่ และครีมทาหน้าด้วย ตามตำนานของคลีโอพัตรายังเอ่ยถึงเคล็ดลับความงามด้วยว่า เป็นเพราะพระนางอาบน้ำนมลาเป็นประจำนั่นเอง ชนะเลิศจริงๆ

 

 

12. Clawson Stilton cheese (made of real gold)

ชีสผสมทองคำแท้ แม่เจ้าโว้ย

 

 

     จะหาชีสชนิดไหนเว่อร์วังเท่าอันนี้คงไม่มีอีกแล้ว เพราะมันคือชีสที่เจือด้วยทองคำแท้ลงไปด้วย ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ £608 (ประมาณ 24,000 บาท) มีขายเฉพาะที่ร้าน Clawson ในประเทศอังกฤษเท่านั้น ส่วนเรื่องรสชาตินั้นแทบไม่ได้มีอะไรต่างจาก Stilton cheese ปกติ เพียงแต่เพิ่มคุณค่าทางใจลงไปเท่านั้นเอง

 

 

13. Epoisses

 

 

     ชีสชนิดนี้ถูกคิดค้นขึ้นในศตวรรษที่ 16 ในเบอร์กันดี ฝรั่งเศส มีชื่อเสียงว่าเป็นชีสที่มีกลิ่นแรงที่สุดชนิดหนึ่ง (แรงจนถูกแบนไม่ให้นำขึ้นรถไฟฟ้าในฝรั่งเศส) ลักษณะเป็นสีส้ม รสสัมผัสนุ่มนวล ภายในเป็นครีมเยิ้ม ชีสชนิดนี้เป็นที่โปรดปรานของหลุยส์ที่สิบสี่ รวมถึงนโปเลียนด้วย ข้อควรระวังของชีสชนิดนี้ก็คือ มันมีอายุที่ค่อนข้างสั้น เน่าเสียง่าย ถ้าซื้อมาแล้วมันเริ่มมีกลิ่นแรงกว่าแอมโมเนียแล้วล่ะก็ ทิ้งเถอะ !

===============

 

ยอดนิยมในตอนนี้

สิทธิประโยชน์แนะนำ

แท็กยอดนิยม

บทความที่เกี่ยวข้อง