พาเที่ยว - นำชม งานศิลปกรรม ภายในวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดย นายสัณหวัช รามพูล (ขนุน) - นามปากกาและนามช่างภาพ : สัณหภพโคจร ต.อ. ๗๙ เตรียมอุดมศึกษา รุ่นที่ ๗๙ โบราณคดีรุ่นที่ ๖๕ ศิลปากรรุ่นที่ ๗๖ สาขาวิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ วันนี้ สัณหภพโคจร ต.อ. ๗๙ ขอพาทุกท่านเข้าไปเยี่ยมชมวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เพชรน้ำเอกปูชนียสถานแห่งภาคใต้ หนึ่งในจตุธรรมแดนใต้ หรือ มหาจตุธรรมธาตุ คือ ๔ พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ส่วนที่เหลือ ได้แก่ พระบรมธาตุสวี วัดพระธาตุสวี ตำบลสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร พระบรมธาตุไชยา วัดพระบรมธาตุไชยา ราชวรวิหาร ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ตั้งอยู่ที่เลขที่ ๔๓๕ ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช มีสัญลักษณ์ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ "พระมหาธาตุเจดีย์ยอดทองคำ" พระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เป็นปูชนียสถานที่สำคัญของคาบสมุทรภาคใต้ ตามตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช บันทึกว่า "เมื่อศักราชได้ ๑๐๙๘ ปี พระยาศรีธรรมาโศกราชก็สร้างการลง ณ หาดทรายชเลรอบเป็นเมืองนครศรีธรรมราชมหานคร แล้วสั่งให้ทำอิฐทำปูนก่อพระธาตุครั้งนั้น" ส่วน "ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช" บันทึกว่า "เมื่อมหาศักราชได้...(ต้นฉบับขาดหาย)...ปีนั้นพระยาศรีธรรมโศกราชสร้างสถานลหาดทรายนั้นเป็นกรุงเมืองชื่อเมืองนครศรีธรรมราชมหานคร" จากข้อความข้างต้น กล่าวได้ว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. ๑๗๑๙ (ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘/ประมาณ ๘๐๐ ปีมาแล้ว) สอดคล้องกับช่วงเวลาของรูปแบบทางศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะลังกา สมัยโปลนนารุวะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ (ประมาณ ๗๐๐ - ๘๐๐ ปีมาแล้ว) *สมัยโปลนนารุวะ คือ ช่วงที่ศรีลังกาโบราณตั้งราชธานีที่เมืองโปลนนารุวะ เดิมวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่ได้มีฐานะเป็นวัดและไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงสถาปนาวัดเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก พระราชทานนามว่า “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร” พระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช นับเป็นความประทับใจอย่างมากสำหรับการมาท่องเที่ยวของผมในครั้งนี้ และทำให้ท่านผู้อ่านที่มาตามรอยประทับใจด้วยเช่นกัน เราเริ่มต้นกันที่พระวิหารธรรมศาลา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เมืองนครศรีธรรมราช ที่สามารถเข้าทางประตูเยาวราช กันเลยครับ ประตูเยาวราช “ประตูเยาวราช” หน้าพระวิหารธรรมศาลา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร พระอารามหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช “ประตูเยาวราช” หน้าพระวิหารธรรมศาลา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร พระอารามหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โปรดเกล้าฯ ให้สร้างซุ้มประตูตรงหน้าวิหารธรรมศาลา เป็นซุ้มประตูเรือนยอดทรงมงกุฎ เหมือนกับซุ้มประตูวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) พระราชทานนามของประตูว่า “ประตูเยาวราช” บนหน้าบันซุ้มจารึกปีสร้างว่า ร.ศ.๑๒๘ (พ.ศ.๒๔๕๒) ซึ่งสร้างก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. ๒๔๕๓ นับว่ามีความสวยงามตามแบบอย่างไทยที่ทำให้ผมมีความประทับใจมากครับ “พระวิหารธรรมศาลา” พระวิหารสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระวิหารธรรมศาลา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกขององค์พระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยส่วนท้ายของวิหารยื่นล้ำเข้าไปในระเบียงคดที่ล้อมรอบองค์พระมหาธาตุเจดีย์ฯ เทียบได้กับแผนผังของวัดขนาดใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนต้น ที่มักมีวิหารหลวงตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ประธาน มีระเบียงคดล้อมรอบเจดีย์ประธาน และส่วนท้ายของยื่นล้ำเข้าไปในระเบียงคด เช่น วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ดูแล้ว ช่างสวยงาม งานพุทธศิลป์ไทย นับว่ามีความสวยงามตามแบบอย่างสถาปัตยกรรมไทยที่ทำให้ผมมีความประทับใจมากครับ พระทนทกุมาร "พระทนทกุมาร" ประดิษฐานที่ผนังด้านหน้าของ “พระวิหารธรรมศาลา” พระวิหารสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช “พระพุทธรูปพระทนทกุมาร” พระพุทธรูปยืนทรงเครื่องปางประทานอภัย พุทธศิลป์สมัยอยุธยาตอนปลาย กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ (ประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว) ประดิษฐานที่ผนังด้านหน้าของ “พระวิหารธรรมศาลา” พระวิหารสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช พระนามของพระพุทธรูป "พระทนทกุมาร" มาจากพระนามของ "เจ้าชายทนธกุมาร" ที่ปรากฏในตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เรื่องราวมีอยู่ว่า เมืองทนธบุรี มีกษัตริย์ปกครอง พระนามว่า ท้าวโกสีหราช พระองค์มีพระบรมสารีริกธาตุที่เป็นพระทันตธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ในครอบครอง ต่อมามีกษัตริย์เมืองอื่นเข้ามาทำสงครามรบพุ่ง เพื่อแย่งชิงพระทันตธาตุจากท้าวโกสีหราช พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าชายทนธกุมารและเจ้าหญิงเหมชาลา พระราชโอรสและพระราชธิดา ตามลำดับ นำพระทันตธาตุหลบหนีออกจากเมือง เพื่อเดินทางมุ่งหน้าไปยังเกาะลังกา แต่เรือเกิดอับปางกลางล่มกลางมหาสมุทร คลื่นได้พัดทั้งสองพระองค์มาติดที่ชายฝั่ง และทั้งสองพระองค์เดินเท้าต่อมาจนพบกับ "หาดทรายแก้ว" ในบริเวณที่กลายเป็นเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน เจ้าชายทนธกุมารและเจ้าหญิงเหมชาลาจึงได้ฝังพระทันตธาตุไว้ที่หาดทรายแก้ว ต่อมาทั้งสองพระองค์ได้พบกับพระมหาเถระรูปหนึ่ง นามว่า พระมหาเถรพรหมเทพ พระมหาเถระรูปนั้น ทำนายว่า บริเวณที่ฝังพระทันตธาตุต่อไปในภายภาคหน้าจักมีกษัตริย์ผู้หนึ่งทรงพระนามว่า "พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช" มาสร้างเมืองและสถาปนาองค์พระมหาธาตุเจดีย์สูงใหญ่ เพื่อเป็นปูชนียสถานสำคัญของคาบสมุทรภาคใต้ต่อไป แล้วพระมหาเถรพรหมเทพก็จากไป จนเมื่อได้เวลาอันสมควร เจ้าชายทนธกุมารและเจ้าหญิงเหมชาลาจึงได้ขุดพระทันตธาตุที่ฝังไว้ขึ้นมา แล้วขึ้นเรือเพื่อเดินทางต่อไปยังเกาะลังกา เมื่อถึงเกาะลังกา เจ้าชายทนธกุมารและเจ้าหญิงเหมชาลาจึงได้ถวายพระทันตธาตุแด่กษัตริย์ลังกา กษัตริย์ลังกาจึงมอบพระบรมสารีริกธาตุส่วนหนึ่งกลับมาให้แก่เจ้าชายทนธกุมารและเจ้าหญิงเหมชาลา เพื่อนำมาฝังไว้ในเจดีย์ที่หาดทรายแก้วดังเดิม กล่าวได้ว่า การนำพระนามของ "เจ้าชายทนธกุมาร" มาตั้งเป็นพระนามของพระพุทธรูปนั้น แสดงให้เห็นถึงความผูกพันของวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ที่เกี่ยวข้องกับตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช พระพุทธรูปองค์นี้ นับว่า มีความสวยงามตามแบบอย่างงานพุทธปฏิมากรรมไทย ทั้งยังได้รับรู้ตำนานอันเก่าแก่และชวนติดตามด้วยครับ "พระธรรมศาลา" "พระธรรมศาลา" ภายใน “พระวิหารธรรมศาลา” พระวิหารสมัยอยุธยา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระพุทธรูปประธานภายในพระวิหารธรรมศาลา เป็นพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย เรียกว่า “พระธรรมศาลา” ศิลปะอยุธยา สกุลช่างภาคใต้ แบบเมืองนครศรีธรรมราช โดยมีพระพุทธรูปขนาดย่อม ข้างละ ๒ องค์ซ้อนกัน พระพุทธรูปหมู่นี้ นับว่า มีความสวยงามตามแบบอย่างงานพุทธปฏิมากรรมไทยครับ เจดีย์สวรรค์ เจดีย์สวรรค์ ภายใน “พระวิหารธรรมศาลา” พระวิหารสมัยอยุธยา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ผนังด้านสกัดตรงข้ามกับพระธรรมศาลา ภายใน “วิหารธรรมศาลา” พระวิหารสมัยอยุธยา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการประดิษฐานเจดีย์ทรงกลมประดับกระจกองค์หนึ่งเรียกว่า “เจดีย์สวรรค์” ซึ่งตามตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช กล่าวว่าสร้างในปีพุทธศักราช ๒๑๗๑ เพื่อบรรจุอัฐิของพระยารามราชท้ายน้ำ ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อปีพุทธศักราช ๒๑๔๔ ซึ่งเสียชีวิตระหว่างสงครามกับโจรสลัดจากคาบสมุทรมลายูที่ยกทัพมาปล้นสะดมเมืองนครศรีธรรมราช โจรสลัดพวกนี้น่าจะเป็นพวกกองทัพประจำการของรัฐสุลต่านแถบปลายแหลมมลายูและเกาะชวา ที่ทำสงครามในรูปแบบกองทัพโจรสลัด (มีชาวบูกิสเป็นทหารรับจ้าง) ที่ปล้น กวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สิน เผาทำลายเมืองในคาบสมุทรภาคใต้ในช่วงเวลานั้น จึงสันนิษฐานว่าเจดีย์องค์นี้อาจมีอายุการสร้างในช่วงเวลาดังกล่าว สอดคล้องกับรูปแบบทางศิลปกรรมที่เทียบได้กับเจดีย์ทรงเครื่องในศิลปะอยุธยาตอนกลาง คือ ใช้ชุดฐานสิงห์รองรับองค์ระฆังอยู่ในลักษณะสูงเพรียว อาจกำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ (ประมาณเกือบ ๔๐๐ ปีมาแล้ว) ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากรูปแบบของเจดีย์ในปัจจุบัน พบว่าภายหลังคงมีการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง พระนางเหมชาลา "พระนางเหมชาลา" ประดิษฐานในวิหารท้ายจรนำ พระวิหารพระธรรมศาลา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระพุทธรูปทรงเครื่องเจ้าฟ้าหญิงเหมชาลา ปางประทานอภัยทั้งสองพระหัตถ์ ศิลปะอยุธยาตอนปลาย สกุลช่างภาคใต้ แบบเมืองนครศรีธรรมราช กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ (ประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว) ประดิษฐานในวิหารท้ายจรนำ พระวิหารพระธรรมศาลา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระนามของพระพุทธรูป "เจ้าฟ้าหญิงเหมชาลา" มาจากพระนามของ "เจ้าฟ้าหญิงเหมชาลา" ที่ปรากฏในตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ดังเรื่องราวที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น กล่าวได้ว่า การนำพระนามของ "เจ้าฟ้าหญิงเหมชาลา" มาตั้งเป็นพระนามของพระพุทธรูปนั้น แสดงให้เห็นถึงความผูกพันของวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ที่เกี่ยวข้องกับตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช พระพุทธรูปองค์นี้ นับว่า มีความสวยงามตามแบบอย่างงานพุทธปฏิมากรรมไทย ทั้งยังได้รับรู้ตำนานอันเก่าแก่และชวนติดตามด้วยครับ “พระวิหารธรรมศาลา” พระวิหารสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ในค่ำคืนแห่งช่วงเทศกาลงานประเพณีมาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติที่เมืองนคร ประจำปี ๒๕๖๘ ตามโครงการพระบรมธาตุ มรดกธรรม มรดกโลก เชื่อมเส้นทางศรีวิชัยเปิดประตูสู่ประชาคมอาเซียน เมื่อเดินออกจากพระวิหารธรรมศาลา ก็จะเห็นองค์พระมหาธาตุเจดีย์ที่อยู่ภายในระเบียงคด พระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช อาจสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยศรีวิชัยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ (ประมาณ ๑,๐๐๐ - ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) นับเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วงที่ ๑ สอดคล้องกับผลการกำหนดอายุด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ค่าอายุ ๑,๑๐๐ ปีมาแล้ว จากการที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณส่วนฐานของพระมหาธาตุเจดีย์ที่มีอิฐก่อเรียงเป็นระเบียบลึกลงไปเกือบ ๓ เมตร ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ (ประมาณ ๗๐๐ - ๘๐๐ ปีมาแล้ว) ได้รับการสร้างเป็นองค์ระฆังทรงโอคว่ำขนาดใหญ่ ตามแบบศิลปะลังกา สมัยโปลนนารุวะ นับเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วงที่ ๒ เมื่อเข้าสู่ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ (ประมาณ ๖๕๐ ปีมาแล้ว) ในสมัยอยุธยาตอนต้น ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ในรูปแบบทางศิลปกรรมแบบอยุธยา สืบมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย สมัยรัตนโกสินทร์ และปัจจุบัน นับเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วงที่ ๓ องค์พระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ปรากฏรูปแบบทางศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะลังกา สมัยโปลนนารุวะ กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ (ประมาณ ๗๐๐ - ๘๐๐ ปีมาแล้ว) ดังนี้ ๑. การใช้ชุดฐานรองรับองค์ระฆังเป็นฐานบัวลูกแก้วกลมซ้อนลดหลั่นกันจำนวนสามฐานเตี้ย ๆ เทียบได้กับชุดฐานรองรับองค์ระฆังของเจดีย์กิริวิหาร เมืองโปลนนารุวะ ประเทศศรีลังกา สร้างในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ (ประมาณ ๘๐๐ ปีมาแล้ว) ๒. องค์ระฆังทรงโอคว่ำขนาดใหญ่ เนื่องจากส่วนฐานมีสัดส่วนเตี้ย ส่งผลให้ส่วนองค์ระฆังมีขนาดใหญ่ ๓. บัลลังก์ในผังสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ที่มีช่องเว้ารูปวงกลมตรงกลาง สำหรับประดับรูปธรรมจักร พระอาทิตย์ - พระจันทร์ หรือรูปดอกบัว และเสาหินที่ปักไว้ที่ฐานบัลลังก์ ส่วนยอดเป็นงานบูรณะในสมัยอยุธยา ลักษณะส่วนยอดที่ยืดสูงเพรียว เปรียบเทียบได้กับเจดีย์ประธานวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา ที่สร้างขึ้นในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ (ประมาณ ๕๐๐ ปีมาแล้ว) อาจเป็นไปได้ว่า คงได้รับการซ่อมสร้างขึ้นใหม่ในสมัยอยุธยา เสาหารจำนวนแปดต้นรอบแกนปล้องไฉนประดับด้วยรูปพระสาวกประนมมือลีลาติดอยู่บนเสานั้น เรียกว่า "พระเวียน" องค์ประกอบนี้มีต้นเค้ามาจากองค์ประกอบดั้งเดิมของเจดีย์ในศิลปะลังกา คือ "เทวดา โกฏุวะ" (Devata Kotuva) อันมีความหมายถึง "เรือน" ที่สถิตของเทพเจ้าผู้รักษาพระบรมสารีริกธาตุภายในองค์เจดีย์ตามคติของลังกา ซึ่งมีลักษณะเป็นเสาที่แนบติดกับแกนปล้องไฉน ระหว่างเสามีการประดับรูปเทวดาหรือไม่มีก็ได้ ซึ่งพระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับอิทธิพลมาจากสุโขทัยและอยุธยา โดยมีต้นแบบร่วมกันจากศิลปะลังกา ดังที่ปรากฏที่เจดีย์กิริวิหาร เมืองโปลนนารุวะ ประเทศศรีลังกา องค์พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในระยะแรกสร้างนั้น คงเป็นพระมหาธาตุนอกเมืองของเมืองโบราณพระเวียง ซึ่งเป็นราชธานีของอาณาจักรตามพรลิงค์และจุดที่ตั้งพระราชวังที่ประทับของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชแห่งราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช ผู้ปกครองเมืองนครศรีธรรมในสมัยอาณาจักรตามพรลิงค์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ (ประมาณ ๗๐๐ - ๘๐๐ ปีมาแล้ว) ซึ่งก่อนหน้าการสร้างองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เมืองนครศรีธรรมราช ก็ได้พบมหาสถูปขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ภายนอกเมืองโบราณสมัยทวารวดีเช่นกัน ได้แก่ องค์พระปฐมเจดีย์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกนอกเมืองนครปฐมโบราณ คติพระมหาธาตุนอกเมือง เป็นสิ่งได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาของลังกา เห็นได้จากสมัยโปลนนารุวะในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ (ประมาณ ๗๕๐ - ๙๕๐ ปีมาแล้ว) มหาสถูปที่สำคัญล้วนตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองโปลนนารุวะ เช่น บริเวณเนินดินขนาดใหญ่ที่ได้รับการดัดแปลงให้เป็นพื้นที่ราบด้านบน เรียกว่า อาฬาหนะปริเวณะ มีเจดีย์ที่สำคัญขนาดใหญ่สององค์ ได้แก่ เจดีย์กิริวิหารและเจดีย์รังโกต เป็นต้น ต่อมาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เมืองนครศรีธรรมราช ได้ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองนครศรีธรรมราชที่สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ โดยได้รับอิทธิพลจากอยุธยา อาจมีจุดประสงค์เพื่อให้ "พระมหาธาตุเจดีย์ใจกลางเมือง" ตามแบบที่นิยมในวัฒนธรรมอยุธยาที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมขอมที่มักวางผังของเมืองให้สัมพันธ์กับระบบศูนย์กลางจักรวาล หลังจากชมทิวทัศน์องค์พระบรมธาตุเจดีย์ เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินตรงเข้าไปสู่ภายในระเบียงคด เดินตรงไป แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปภายในวิหารทับเกษตร ถึงก่อนวิหารพระทรงม้า ก็จะพบกับงานศิลปกรรมต่าง ๆ มากมาย ดังนี้ หัตถีปราการ (ฐานช้างล้อม) องค์พระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช หัตถีปราการ (ฐานช้างล้อม) องค์พระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ลักษณะเป็นรูปประติมากรรมรูปช้างภายในซุ้มวงโค้ง ซุ้มที่ครอบตัวช้างเป็นซุ้มที่ฉาบเรียบไม่มีลวดลายใด ๆ ประดับ เทียบได้กับซุ้มที่พบในศิลปะลังกา สมัยโปลนนารุวะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ (ประมาณ ๗๐๐ - ๘๐๐ ปีมาแล้ว) พระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืนอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ภายในพระระเบียงวิหารทับเกษตร วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ศิลปะอยุธยาตอนกลาง กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ (ประมาณ ๓๐๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว) รูปแบบเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยในศิลปะอยุธยาตอนกลางที่นิยมกันในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ (ประมาณ ๓๐๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว) พระพุทธรูปองค์นี้ นับว่า มีความสวยงามตามแบบอย่างงานพุทธปฏิมากรรมไทยครับ ลวดลายปูนปั้นสมัยอยุธยาตอนกลาง ขนาบข้างพระพุทธรูปในซุ้มเรือนแก้ว วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ลวดลายปูนปั้นสมัยอยุธยาตอนกลาง ขนาบข้างพระพุทธรูปในซุ้มเรือนแก้ว วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างใหญ่ ศิลปะอยุธยาตอนปลาย สกุลช่างปักษ์ใต้ เมืองนครศรีธรรมราช กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ (ประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว) ลักษณะพุทธศิลป์ที่สำคัญ คือ ทรงสังวาลย์ไขว้เป็นกากบาท ทับด้วยสร้อยยาวพาดโค้งเป็นรูปตัว U ในภาษาอังกฤษ ตามด้วยทับทรวงและกรองศอ นับเป็นเอกลักษณ์สำคัญของพระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างใหญ่ สกุลช่างปักษ์ใต้ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ปัจจุบันประดิษฐานภายในพระระเบียงวิหารทับเกษตร วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช พระพุทธรูปองค์นี้ นับว่า มีความสวยงามตามแบบอย่างงานพุทธปฏิมากรรมไทยครับ วิหารพระมหาภิเนษกรมณ์ หรือ วิหารพระทรงม้า หรือ วิหารพระม้า วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช วิหารพระมหาภิเนษกรมณ์ หรือ วิหารพระทรงม้า หรือ วิหารพระม้า วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อทุกท่านเดินเข้าไปในวิหารพระทรงม้า แล้วหันไปทางทิศเหนือ ก็สามารถพบกับ "พระโตแห่งเมืองนครศรีธรรมราช" พระอัฏฐารส พระพุทธรูปปางห้ามพยาธิ พระหัตถ์ขวายกตั้งขึ้น เป็นกิริยาห้ามโรคร้ายหรือภัยพิบัติ ขนาบข้างด้วยพระสาวก (พระโมคคัลลาน - พระสารีบุตร) ประนมมือทั้งซ้าย - ขวา ศิลปะอยุธยา คติการสร้างพระอัฏฐารสเป็นสิ่งที่แพร่หลายในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป โดยเฉพาะในพุกาม และสุโขทัย นครศรีธรรมราชอาจรับมาจากสุโขทัย แต่รูปแบบศิลปกรรมที่ปรากฏในสภาพปัจจุบันคงมีการบูรณปฏิสังขรณ์แก้ไขพุทธลักษณะในภายหลังในสมัยอยุธยา พระพุทธรูปองค์นี้ นับว่า มีความสวยงามตามแบบอย่างงานพุทธปฏิมากรรมไทยครับ "พระโตแห่งเมืองนครศรีธรรมราช" พระอัฏฐารส พระพุทธรูปปางประทานอภัย ศิลปะอยุธยา ขนาบข้างด้วยพระสาวกประนมมือทั้งซ้าย - ขวา ท้าวจตุคาม" หรือ "ขัตตุคาม" หรือ "ขัตตรคาม" เดินขึ้นไปยังบันไดที่ไปสู่ลานประทักษิณ ทุกท่านจะพบกับประติมากรรมคู่ขนาบสองข้างประตูสู่ลานประทักษิณ โดยมีข้อความจารึกบนแผ่นหินแกรนิต องค์หนึ่งชื่อ “ขัตตุคาม” องค์หนึ่งชื่อ “รามเทพ” นั่นคือ ประติมากรรมเทวดา “จตุคามรามเทพ” ซึ่งมี ๒ ตน คือ ท้าวจตุคามและท้าวรามเทพ ซึ่งเป็นประติมากรรมเทวดาพิทักษ์องค์พระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช ที่ได้รับแนวคิดมาจากคติเทวดาสำคัญผู้ทำหน้าที่พิทักษ์พุทธศาสนาที่เกาะลังกา ๔ องค์ คือ ขัตตรคามเทพ รามเทพ สุมนเทพ และลักขณเทพ” โดยชื่อ "จตุคาม" เพี้ยนมาจาก "ขัตตุคาม" ที่เพี้ยนมาจาก "ขัตตรคาม" อีกทีหนึ่ง ส่วน "รามเทพ" ยังคงเดิม ประติมากรรมทั้งสองมีลักษณะเป็นเทวดาทรงเครื่องกษัตริย์ภูษาสีทอง (รูปแบบเครื่องทรงคล้ายทวารบาลที่ประตูสลักไม้ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งกำหนดอายุรูปแบบศิลปกรรมได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ (ประมาณ ๕๐๐ ปีมาแล้ว)) ประทับนั่งในท่าชันเข่าสององค์ (ขวา-ซ้าย) ท้าวรามเทพ หากมองไปทางซ้าย ทุกท่านจะพบกับศิลปวัตถุที่ทรงคุณค่า นั่นก็คือ พระนารายณ์ (พระหลักเมือง พระทรงเมือง) พระนารายณ์ (พระหลักเมือง พระทรงเมือง) เทวรูปรุ่นเก่า อิทธิพลศิลปะราชวงศ์ปัลลวะในอินเดียภาคใต้ กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) เนื่องจากปรากฏ “ผ้าคาดตรง” “ผ้าคาดวงโค้งกว้าง” และ “ปมรวมถึงผ้าที่ห้อยตกลงมาทั้งสองด้าน” ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในวิหารพระทรงม้าตรงผนังด้านขวาของบันไดที่จะขึ้นไปลานพระประทักษิณรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช เมื่อหันหน้าสู่ทางเข้าลานประทักษิณด้านบน ทุกท่านก็จะพบกับบานประตูไม้จำหลักรูปเทวดามีสี่กร ประทับยืนเป็นทวารบาลพิทักษ์องค์พระบรมธาตุเจดีย์ บานประตูด้านซ้าย สลักเป็นรูปพระขันธกุมาร บ้างก็ว่าเป็นพระพรหม และบานประตูด้านขวา สลักเป็นรูปพระราม บ้างก็ว่าเป็นพระนารายณ์ ที่ปลายบันไดที่จะขึ้นไปลานพระประทักษิณรอบ องค์พระบรมธาตุเจดีย์ จากภายในวิหารพระทรงม้า วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช บางแห่งว่าบานประตูนี้เป็นของทําขึ้นใหม่ภายหลัง มิใช่ของดั้งเดิม ที่ทําขึ้นใหม่นั้นก็เพื่อใช้แทนของเดิมที่ถูกไฟไหม้เสียหายไป สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า บานประตูแต่เดิมนั้นทําเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากลักษณะและรูปแบบเครื่องทรงของเทวดาสององค์ สามารถเทียบได้กับทวารบาลบนบานประตูสลักไม้จากวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งกำหนดอายุได้ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ (ประมาณ ๕๕๐ ปีมาแล้ว) สมัยอยุธยาตอนกลาง งานศิลปกรรมนี้ นับว่า มีความสวยงาม จนผมประทับใจมากครับ เมื่อเดินขึ้นสู่ลานประทักษิณ ทุกท่านก็สามารถพบกับส่วนองค์ระฆังของพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ที่เป็นทรงโอคว่ำขนาดใหญ่ เห็นแล้วนึกถึงเจดีย์กิริวิหาร เมืองโปลนนารุวะ ประเทศศรีลังกา สร้างในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ (ประมาณ ๘๐๐ ปีมาแล้ว) องค์ระฆังของพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ที่เป็นทรงโอคว่ำขนาดใหญ่ เมื่อเดินลงมาจากลานประทักษิณสู่วิหารพระทรงม้า แล้วเดินไปดูผนังทั้งสองข้างของฐานบันไดทางขึ้น ทุกท่านสามารถพบกับประติมากรรมปูนปั้นเรื่องพุทธประวัติตอนออกมหาภิเนษกรมณ์ ประติมากรรมปูนปั้นเรื่องพุทธประวัติตอนออกมหาภิเนษกรมณ์ วิหารพระทรงม้า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ประติมากรรมปูนปั้นเรื่องพุทธประวัติตอนออกมหาภิเนษกรมณ์ เป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะทรงม้ากัณฐกะ แวดล้อมด้วยหมู่เทวดาและท้าวจตุโลกบาลที่กำลังรองรับเท้าของม้าอยู่นั้น จากลักษณะทางศิลปกรรม จัดเป็นลวดลายในสมัยอยุธยาตอนปลาย กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ (ประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว) #ลือระบิลพุทธศิลป์อยุธยาแดนใต้สิริธรรมนคร พระพวย พระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยในพุทธศิลป์สมัยอยุธยาตอนกลางที่พบในเมืองนครศรีธรรมราช กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ (ประมาณ ๔๐๐ ปีมาแล้ว) ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารโพธิ์ลังกา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เมืองนครศรีธรรมราช หลังจากนั้น เราเดินเข้าไปในวิหารโพธิ์ลังกา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เมืองนครศรีธรรมราช กันครับ ภายในเป็นศรีธรรมราชพิพิธภัณฑ์สถาน พิพิธภัณฑ์สถานวัดมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เสียดาย ห้ามถ่ายรูป ณ ศรีธรรมราชพิพิธภัณฑ์สถาน พิพิธภัณฑ์สถานวัดมหาธาตุ วรมหาวิหาร ภายในวิหารโพธิ์ลังกา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายในเต็มไปด้วยประติมากรรมต่าง ๆ มากมายจากหลายยุคหลายสมัย ดังนี้ ๑. พระพุทธรูป อิริยาบถยืน ศิลปะทวารวดีในภาคใต้ กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ (ประมาณ ๑,๑๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) ๒. พระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะทวารวดีในภาคใต้ แบบที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดีย สมัยอมราวดี กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๓ (ประมาณ ๑,๒๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว) ๓. พระวิษณุ พบที่วัดพระเพรง ตำบลนาสาร อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช วัสดุ หิน กำหนดอายุได้ประมาณครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๑ (ประมาณ ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว) ศิลปะอินเดีย พบที่หอพระนารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ๔. พระคเณศ ศิลปะลพบุรี/ขอมโบราณที่พบในประเทศไทย กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ (ประมาณ ๗๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว) ๕. พระพุทธรูป ศิลปะอยุธยา แบบอู่ทอง รุ่นที่ ๓ กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ (ประมาณ ๕๕๐ - ๖๕๐ ปีมาแล้ว) ๖. พระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย สมัยอยุธยาตอนกลาง กำหนดอายุได้ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๒ (ประมาณ ๔๐๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว) ๗. พระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลาย สกุลช่างภาคใต้ แบบเมืองนครศรีธรรมราช กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ (ประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว) ๘. พระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างใหญ่ สมัยอยุธยาตอนปลาย - รัตนโกสินทร์ตอนต้น สกุลช่างภาคใต้ แบบเมืองนครศรีธรรมราช กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔ (ประมาณ ๑๕๐ - ๓๐๐ ปีมาแล้ว) นอกจากนี้ยังจัดแสดงจารึกโบราณที่พบในจังหวัดนครศรีธรรมราช ดังนี้ ๑. จารึกหลักที่ ๒๘ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อักษรปัลลวะ ภาษามอญโบราณ กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ (ประมาณ ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) ๒. จารึกอักษรทมิฬ ภาษาสันสกฤตและทมิฬ ที่วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช จารึกหลักที่ ๒๙ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๗ (ประมาณ ๘๐๐ - ๑,๑๐๐ ปีมาแล้ว) ๓. จารึกวิหารโพธิ์ลังกา อักษรมอญโบราณ ภาษามอญและพม่าโบราณ อายุราว พ.ศ. ๑๗๗๕ - ๑๘๒๕ (ประมาณ ๗๔๔ - ๗๙๔ ปีมาแล้ว) วิหารพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชหรือวิหารสามจอม วัดมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระพุทธรูปประธานภายในวิหารพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชหรือวิหารสามจอม วัดมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระพุทธรูปประธานภายในวิหารพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชหรือวิหารสามจอม วัดมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัย เรียกกันว่า "พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช" คงเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในศิลปะอยุธยาตอนปลาย - รัตนโกสินทร์ กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เป็นต้นไป (ไม่เกินกว่า ๓๕๐ ปีมาแล้ว) หลังจากนั้น เดินออกไปนอกระเบียงคด เดินตรงไป แล้วเลี้ยวขวาตลอด ก็จะพบกับพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระบรมธาตุเจดีย์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก และขนานไปกับแนวระเบียงคด พบการสร้าง "มุขประเจิด" ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของอาคารในสมัยอยุธยาตอนกลาง - ปลาย กำหนดอายุได้ราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ต้นพุทธศษตวรรษที่ ๒๔ (ประมาณ ๒๕๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว) ตัวอย่างอาคารบางแห่งที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่น ศาลาการเปรียญ วัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น ส่วนหน้าบันเป็นไม้แกะสลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และเสาที่รองรับชายคาด้านข้างเป็นเสากลมเอียงเอนสอบเข้าหาผนัง พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช พระพุทธรูปประธานภายในพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช จากลักษณะทางศิลปกรรม น่าจะเป็นพระพุทธรูปในสมัยอยุธยาตอนกลางถึงตอนปลาย กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๓ (ประมาณ ๒๕๐ - ๕๕๐ ปีมาแล้ว) การเดินทางไปยังวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ๑. รถยนต์ส่วนบุคคล ๑.๑ ทุกท่านสามารถเดินทางไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๕ (ธนบุรี - ปากท่อ) หรือถนนพระรามที่ ๒ แล้วเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ ( สายกรุงเทพมหานคร–จุดผ่านแดนถาวรสะเดา (เขตแดนไทย/มาเลเซีย) ) ผ่านจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนมาถึงจังหวัดชุมพร ให้เปลี่ยนไปใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ (ถนนสายเอเชีย) ที่แยกปฐมพร ตำบลวังไผ่ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ผ่านอำเภอสวี อำเภอทุ่งตะโก อำเภอหลังสวน และอำเภอละแม จังหวัดชุมพร อำเภอท่าชนะ อำเภอไชยา อำเภอท่าฉาง อำเภอพุนพิน อำเภอบ้านนาเดิม อำเภอบ้านนาสาร อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอถ้ำพรรณรา อำเภอทุ่งใหญ่ อำเภอนาบอน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อไปถึงทางแยกสวนผัก อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓ (สายนครศรีธรรมราช – กันตัง) ตรงไปตลอดทาง ผ่านอำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอพระพรหม จนออกสู่สี่แยกหัวถนน จึงเลี้ยวซ้าย ตรงไปตามถนนราชดำเนิน ทุกท่านก็จะไปถึงหน้าวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ครับ ๑.๒ ทุกท่านสามารถเดินทางไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๕ (ธนบุรี - ปากท่อ) หรือถนนพระรามที่ ๒ แล้วเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ ( สายกรุงเทพมหานคร–จุดผ่านแดนถาวรสะเดา (เขตแดนไทย/มาเลเซีย) ) ผ่านจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนไปถึงจังหวัดชุมพร ให้เปลี่ยนไปใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ (ถนนสายเอเชีย) ที่แยกปฐมพร ตำบลวังไผ่ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร มุ่งสู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านอำเภอสวี อำเภอทุ่งตะโก อำเภอหลังสวน และอำเภอละแม จังหวัดชุมพร เมื่อไปถึงแยกท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เปลี่ยนไปใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (สายแยกโคกเคียน–นครศรีธรรมราช) มุ่งสู่ตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ผ่านอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี และอำเภอกาญจนดิษฐ์ จนเข้าสู่เขตจังหวัดนครศรีธรรมราช ขับรถเลียบชายฝั่งทะเล ผ่านอำเภอขนอม อำเภอสิชล และอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จนไปถึงสี่แยกคูขวาง ถนนพัฒนาการคูขวาง ให้เลี้ยวขวาและตรงไปตามถนนปากนครและถนนบูรณาราม จนไปออกสู่ถนนราชดำเนินที่สี่แยกท่าวัง ให้เลี้ยวซ้ายและตรงไปตามถนนราชดำเนิน ทุกท่านก็จะไปถึงหน้าวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ครับ หากต้องการเลี่ยงถนนพระรามที่ ๒ สามารถใช้เส้นทางนครปฐม - ราชบุรี (ทล.๔) โดยวิ่งผ่านเพชรเกษม หรือใช้มอเตอร์เวย์ M81 ลงด่านนครปฐม แล้วมุ่งหน้าสู่ราชบุรี - แยกปากท่อ ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงสายหลักที่เน้นความปลอดภัยและไร้เขตก่อสร้าง แม้ระยะทางจะไกลขึ้น ทำให้สามารถเลี่ยงน้ำท่วมและทะเลหนุนช่วงถนนพระรามที่ ๒ ได้ ๒. รถโดยสารประจำทาง (รถทัวร์) ทุกท่านสามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทาง (รถทัวร์) เส้นทางกรุงเทพฯ - นครศรีธรรมราช ได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) เมื่อถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ทุกท่านสามารถใช้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างไปลงที่สี่แยกตลาดแขก แล้วขึ้นรถโดยสารประจำทาง (รถสองแถว) คันสีฟ้า เส้นทางหัวถนน - สนามกีฬา ค่าบริการคนละ ๒๐ บาท ไปลงที่หน้าวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ครับ ๓. รถไฟ ทุกท่านสามารถใช้บริการรถไฟ รถด่วน ขบวนที่ ๘๕ กรุงเทพอภิวัฒน์ - นครศรีธรรมราช โดยขึ้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (ชื่อเดิม สถานีกลางบางซื่อ) เมื่อไปถึงสถานีรถไฟนครศรีธรรมราช เดินไปอีกไม่ไกลตามถนนเนรมิตจนออกสู่ถนนราชดำเนินที่สี่แยกท่าวัง ทุกท่านสามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทาง (รถสองแถว) คันสีฟ้า เส้นทางหัวถนน - สนามกีฬา ค่าบริการคนละ ๒๐ บาท ไปลงที่หน้าวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ครับ ๔. อากาศยาน (เครื่องบิน) ทุกท่านสามารถใช้บริการอากาศยาน (เครื่องบิน) จากท่าอากาศยานดอนเมือง หรือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปลงที่ท่าอากาศยานนานาชาตินครศรีธรรมราช แล้วทุกท่านสามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทาง (รถตู้) สาย ๘ สนามบิน - โรบินสัน - หัวถนน ค่าบริการคนละ ๕๐ บาท ที่จุดจอดชั้น ๑ ประตูทางออกหมายเลข ๓ เลี้ยวซ้าย แล้วเดินตรงต่อไปอีก ๒๐๐ เมตร เมื่อลงรถที่สี่แยกหัวถนน ทุกท่านสามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทาง (รถสองแถว) คันสีฟ้า เส้นทางหัวถนน - สนามกีฬา ค่าบริการคนละ ๒๐ บาท ไปลงที่หน้าวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ครับ เวลาเปิด - ปิด ๑. อาคารพุทธสถานภายในระเบียงคดวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิด - ปิด ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. ๒. ลานทรายภายนอกระเบียงคดวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดให้เข้าชมตลอด ๒๔ ชั่วโมง แหล่งข้อมูลทางวิชาการที่ใช้อ้างอิงและประกอบการเรียบเรียงบทความ เกรียงไกร เกิดศิริ. พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช มรดกพุทธศาสนาสถาปัตยกรรม ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาเถรวาทแห่งคาบสมุทรภาคใต้. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ: อี.ที.พับลิชชิ่ง, ๒๕๖๑. ประภัสสร์ ชูวิเชียร. พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช มหาสถูปแห่งคาบสมุทรภาคใต้. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๓. หมายเหตุ ภาพทั้งหมดเป็นของผู้เขียนและถ่ายโดยผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี