เชียร์บอลลีกดัง ดูหนังและช่องทีวีพรีเมียมจุใจ

นั่งรถไฟเลียบหุบเขา สวิตเซอร์แลนด์ เยือนเมืองจักรยาน Zermatt พิชิตเขาสูง Matterhorn

นั่งรถไฟเลียบหุบเขา สวิตเซอร์แลนด์ เยือนเมืองจักรยาน Zermatt พิชิตเขาสูง Matterhorn
แมวหง่าว
26 ตุลาคม 2558 ( 07:28 )
23.1K

Words and Photo by แมวหง่าว

 

คงมีเพียงไม่กี่แห่งบนโลกนี้ที่จะชวนให้เรารู้สึกอยากสูดลมหายใจให้เต็มปอด กรองเอาอากาศแสนบริสุทธิ์ให้ซึบซับในทุกอณูของร่างกาย หนึ่งในนั้นคงจะต้องเป็นที่เมือง “Zermatt” (เซอร์แมตส์) เมืองเล็กน่ารักที่อุดมไปด้วยมิตรไมตรี บนความสูง 1,620 เมตร บริเวณเชิงเขา Matterhorn (แมทเทอร์ฮอร์น) หนึ่งในยอดเขาที่สวยงามที่สุดของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ครับ 

 

ต้องเท้าความสักเล็กน้อยเกี่ยวกับยอดเขา Matterhorn พอได้ยินชื่อเราอาจไม่คุ้นเคย แต่ความจริงแล้วมันผ่านตาเรามาแบบนับครั้งไม่ถ้วน เพราะภาพของยอดเขานี้ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของสินค้ามากมาย เช่น ลูกอม Ricola, ช็อคโกแลต Toblerone ไปจนถึงบริษัทภาพยนตร์ Paramount Pictures ด้วยความที่เป็นยอดเขาที่มีความสวยงามที่สุดในสวิส ทรงพีระมิดสูงเสียดฟ้ากว่า 4,478 เมตร มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี จึงดึงดูดใจให้เหล่านักปีนผาต่างพากันมาเยือนมากมาย

 

แน่นอนว่าเมืองที่อยู่ใกล้เขา Matterhorn มากที่สุดก็คือเมือง Zermatt ที่เราจะพาคุณไปเที่ยวกันในครั้งนี้นั่นเองครับ โดยจะต้องเดินทางไปด้วยรถไฟสาย Glacier Express รถไฟด่วนที่วิ่งช้าที่สุดในโลก ที่จะแล่นผ่านภูมิประเทศที่งดงามของเทือกเขาแอลป์ วิ่งไปสุดสายที่เมือง Zermatt นั่นเอง แต่จะได้ชมความงามกันมากมายขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณไปขึ้นชานชาลาที่เมืองไหนนั่นเอง ครั้งนี้เราขึ้นที่ชานชาลาของเมือง Tasch (ทาซ) ซึ่งเป็นเมืองเล็กที่อยู่ใกล้ Zermatt ครับ 

 

การโดยสารรถไฟนับเป็นวิธีการเดียวที่จะขึ้นไปยัง Zermatt ได้ เพราะเมืองนี้ถูกจัดให้เป็นเมืองปลอดมลพิษ ไม่อนุญาตให้มีรถยนต์แล่นในเมือง (Car-Free Zone) ฉะนั้นการไปมาหาสู่กันเมื่ออยู่ใน Zermatt ก็จะมีแค่จักรยาน รถม้า รถไฟฟ้าคันเล็กๆ และเดินด้วยสองขาเท่านั้นเองครับ 

 

รถไฟของประเทศนี้จะมาแบบตรงเวลาเป๊ะๆ ดังนั้นเผื่อเวลาทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยแล้วรีบมารอบริเวณหน้าทางเข้ากันให้ดี โบกี้ก็กว้างขวางสะอาดสะอ้าน มีโซนที่นั่งแยกเป็นสัดส่วนดี ตู้โดยสารออกแบบมาเพื่อการชมวิวแบบพาโนรามาด้วยกระจกใสบานใหญ่  ถ้าใครไม่อยากพลาดชมวิวงามๆ สองข้างทางล่ะก็มายืนด้วยกันดีกว่า 

 

*หน้าตาของ Cog Wheel ฟันเฟืองที่วางอยู่กลางรางรถไฟ ช่วยฉุดดึงรถให้ไต่ระดับความสูงกว่า 1,000 เมตรได้นั่นเอง*

 

*เทียบท่าที่ Zermatt แล้ว มีป้ายต้อนรับภาษาไทยด้วย*

 

Zermatt เป็นเมืองเล็กๆ ที่ยังคงรูปแบบของอาคารสิ่งก่อสร้างแบบเดิมๆ ไว้ ส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ มีตรอกซอยซอยเล็กๆ ให้เดินลัดเลาะผ่านมากมาย และมีความปลอดภัยสูงมาก ที่นี่มีประชากรอาศัยกันไม่มากเท่าไหร่ ประมาณ 6,000 คนเท่านั้น ด้วยความที่เมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยว และสกีรีสอร์ทที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ อาชีพหลักของคนในเมืองจึงเป็นพนักงานโรงแรม และร้านอาหาร แต่แม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยวเขาก็มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้เป็นอย่างดีโดยให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาก เท่าที่เดินเล่นแค่ไม่กี่นาทีก็รับรู้ถึงอากาศที่สะอาดปลอดโปร่ง เชิญชวนให้สูดลมหายใจลึกๆ เป็นที่สุด 

 

ช่วงที่เราเดินทางมานี้เป็นฤดูใบไม้ร่วงพอดี อากาศช่วงกลางวันกำลังเย็นสบาย แต่ตอนกลางคืนก็สยองพอดู ประมาณ -6 องศาเซลเซียส หากอยู่ภายในที่พักจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะมีเครื่องทำความร้อนเปิดให้ความอบอุ่นอยู่แล้ว แม้อากาศจะไม่ชิลล์เท่าตอนเดินทางช่วงหน้าร้อน แต่ข้อดีคือเราจะได้เจอความงามของใบไม้เปลี่ยนสีพอดี รวมถึงมีโอกาสได้เล่นหิมะด้วยถ้าโชคดีพอ

 

สิ่งที่เราจะเห็นเป็นภาพชินตาก็คือผู้คนที่อาศัยจักรยานเป็นพาหนะหลัก ที่สำคัญคือคนที่นี่น่ารัก เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมากๆ ร้านรวงต่างๆ ในเมืองก็มีของที่สามารถหาซื้อเพื่อเป็นของที่ระลึกได้ ทั้งมีดพับสวิสอันเลื่องชื่อ นาฬิกาสวิสยี่ห้อดัง หรือช็อคโกแลตอร่อยๆ ที่รับรองว่าซื้อที่นี่ราคาถูกมาก (ถูกกว่า Duty Free แน่นอน) เหมาเยอะๆ คุ้ม นอกนั้นก็จะมีอุปกรณ์เพื่อการปีนเขา และเล่นสกีอีกมากมาย 

 

*ถ้าอากาศดีๆ มองจากลำคลองนี้ขึ้นไปจะเป็นยอดเขา Matterhorn พอดิบพอดี เสียดายที่วันนี้มีเมฆปกคลุมจนหนาตา และได้ข่าวว่าข้างบนมีพายุหิมะด้วย*

 

จาก Zermatt เราก็จะนั่งเคเบิ้ลคาร์ (Matterhorn Express gondola) ของบริษัทเอกชน Zermatt Bergbahnen AG เป็นสถานีเคเบิ้ลคาร์ที่สูงที่สุดในยุโรปที่ระดับความสูง 3,820 เมตร เพื่อไปชมยอดเขา Matterhorn แบบใกล้ชิดเต็มตา เคเบิ้ลคาร์เปิดให้บริการตั้งแต่ 07.30-16.00 โดยประมาณ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที 

 

ใครที่ซื้อตั๋วแล้วขอให้เก็บรักษายิ่งชีพครับ เพราะการจะขึ้นไปยังสถานีชั้นบนสุดที่ชื่อว่า สถานี Klein Matterhorn (ไคลน์ แมทเทอร์ฮอร์น) นั้น จะต้องแวะสถานีระหว่างทางอีก 2 สถานี แต่ละสถานีจะต้องใช้ตั๋วใบเดิมนี้ในการผ่านประตูทั้งขาไป-กลับ 

 

เริ่มนั่งกระเช้าจากสถานีแรก มองย้อนกลับมาด้านหลังจะสังเกตได้ชัดเจนว่าเมือง Zermatt นั้นอยู่ท่ามกลางเทือกเขาแอลป์จริงๆ ยิ่งขึ้นสูงไปเรื่อยๆ สภาพภูมิประเทศก็จะเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นภูเขาหิมะ และธารน้ำแข็ง มองไปยิ่งหวั่นใจ ว่าท่าทางวันนี้เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นยอดเขา Matterhorn เสียแล้ว วันนี้มีพายุหิมะพัดแรงเหลือเกิน

 

*แวะเปลี่ยนกระเช้าใหญ่กว่าเดิม ณ สถานีที่สอง*

 


สถานี Klein Matterhorn เป็นสถานีสุดท้ายของที่นี่ ซึ่งสร้างโดยใช้สายเคเบิ้ลยึดกับแผ่นน้ำแข็ง จากจุดนี้จะสามารถเดินทางไปยังจุดชมวิวแบบพาโนรามา และถ้ำน้ำแข็ง Glacier Palace ระหว่างทางจะมีห้อง Cinema Lounge ให้เรานั่งชมวีดีทัศน์บอกเล่าเรื่องราวของสถานีนี้ เรื่องสำคัญอีกอย่างคือปีนี้ (2015) เป็นปีที่ครบรอบ 150 ปีที่ เอ็ดเวิร์ด วิมเปอร์ นักปีนเขาชาวอังกฤษพิชิตยอดเขา Matterhorn สำเร็จเป็นครั้งแรกด้วย

 

จุดชมวิวพาโนรามา Panorama Platform ถ้าในยามปกติเราจะมีโอกาสมองเห็นยอด Matterhorn แบบเต็มตา พร้อมกับเทือกเขาน้อยใหญ่อีกมากมาย ณ จุดนี้ ส่วนตอนนี้เราคงทำได้เพียงนั่งกินหิมะ และถ่ายรูปเล่นกันไป 

 

หลบความหนาวเย็นแวะมานั่งพัก หาอะไรอุ่นๆ จิบในห้องอาหารแล้ว จะเหลืออีกจุดหนึ่งให้เราได้ชม คือ Glacier Palace เป็นถ้ำน้ำแข็งอายุกว่า 1,000 ปี ที่ขุดเจาะเข้าไปให้พวกเราได้ไปสัมผัสอย่างใกล้ชิด ข้างในก็น่าจะถูกใจคนที่ชอบถ่ายรูปเพราะมีน้ำแข็งแกะสลักสวยๆ มากมายให้ได้ชม 


 

กลับลงมาถึงข้างล่างแล้ว หากยังพอมีเวลาก่อนเข้าที่พักก็สามารถเดินช็อปปิ้งตามอัธยาศัยกันได้อีกสักหน่อย แต่ที่นี่แค่ประมาณหกโมงเย็นร้านรวงก็เริ่มทยอยปิดกันแล้ว เตรียมตัวกลับบ้านไปพักผ่อนกับครอบครัว เป็นวิถีชีวิตที่คนในเมืองกรุงคงไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร่  

 


การได้มาเยือนเมือง Zermatt ในครั้งนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ยิ่งโลกเราเจริญก้าวหน้ามากขึ้นเท่าใด ยิ่งต้องรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ต่อไป เพราะอย่าลืมว่าหากธรรมชาติขาดคน ธรรมชาติก็ยังคงอยู่ได้ แต่ถ้าคนขาดธรรมชาติเมื่อไหร่ เราอยู่ไม่ได้แน่นอน เมืองเล็กๆ อย่าง Zermatt นี้ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีให้เราเห็นว่า แม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยวก็ตาม หากมีวิธีการบริหารจัดการที่ดี ผู้คนรู้จักความเพียงพอ และมีจิตสำนึกร่วมกัน เราก็สามารถอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนธรรมชาติครับ 


ขอขอบคุณ BEC Tero สำหรับทริปดีๆ ครั้งนี้



**บทความรีวิวร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และแนะนำวางแผนเที่ยว เป็นบทความที่ทางเว็บขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานการเขียน ห้ามทำซ้ำ หรือคัดลอกเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อในเว็บอื่นๆ และสื่อตีพิมพ์ จนกว่าจะได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากทีมงาน

 

 

ติดตาม travel.truelife.com อีกช่องทางที่


    

 

 ทุกเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อาหาร และที่พัก คลิกที่ http://travel.truelife.com

ยอดนิยมในตอนนี้

สิทธิประโยชน์แนะนำ

แท็กยอดนิยม

บทความที่เกี่ยวข้อง