เหนือสุดแห่งสยาม เราจะนึกถึงจังหวัดใดไปไม่ได้ นอกจากจังหวัดเชียงรายนั่นเอง และเราก็คงคิดถึงธรรมชาติบนดอยที่สวยงาม อย่างเช่น แม่ฟ้าหลวง ดอยตุง และวัฒนธรรมอันงดงาม บรรยากาศหนาวเย็นร่มรื่น และอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่หากเราไม่ได้มา ก็เปรียบเหมือนมาไม่ถึงเชียงราย นั่นก็คือ วัดร่องขุ่น ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ต้องไปเยือนเมื่อไปถึงจังหวัดเชียงราย ภาพโดย Anurit Srikhomkham จาก https://web.facebook.com/MrLiab ครั้งแรกที่ได้เห็นและสัมผัสวัดร่องขุ่น ขนลุกเป็นอย่างมาก ได้รับพลังจากศิลปะที่โดดเด่น ส่งพลังแห่งธรรมให้เราเป็นอย่างมาก สำหรับชาวพุทธ สักครั้งหนึ่งในชีวิตควรได้มาศึกษาธรรมจากศิลปะนี้ ได้ทั้งความสุขทางกายและทางใจไปด้วยกัน วัดร่องขุ่น ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งปรารถนาจะสร้างวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ที่มนุษย์สัมผัสได้ เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2540 จากเดิมมีเนื้อที่3 ไร่ ได้ซื้อที่ดินเพิ่มและมีผู้บริจาคคือคุณวันชัย วิชญชาคร จนปัจจุบันมีเนื้อที่ 9 ไร่ และมีพระกิตติพงษ์ กัลยาโณ รักษาการเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ภาพโดย Anurit Srikhomkham จาก https://web.facebook.com/MrLiab โดยแรงบันดาลใจในการสร้างวัดของอาจารย์เฉลิมชัย ได้มาจาก 3 สิ่ง เฉกเช่นเดียวกับสีธงชาติ คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดย ชาติ : ด้วยความรักบ้านเมือง รักงานศิลป์ จึงหวังสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ส่วนศาสนา : ธรรมะได้เปลี่ยนชีวิตของอาจารย์เฉลิมชัยจากจิตที่ร้อนกลายเป็นเย็น จึงขออุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา รวมถึงพระมหากษัตริย์ : จากการเข้าเฝ้าฯ ถวายงานพระองค์ท่านหลายครั้ง ทำให้อาจารย์เฉลิมชัย รักพระองค์ท่านมาก จากการพบเห็นพระอัจฉริยะภาพทางศิลปะและพระเมตตาของพระองค์ท่าน จนบังเกิดความตื้นตันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงปรารถนาที่จะสร้างงานพุทธศิลป์ถวายเป็นงานศิลปะประจำรัชกาลพระองค์ท่าน อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรไทยที่มีผลงานจิตรกรรมไทยหลากหลาย จนได้รับการยกย่องขึ้นเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ในปี พ.ศ. 2554 ผู้ซึ่งอุทิศตนสร้างวัดวัดร่องขุ่นอันยิ่งใหญ่นี้ขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ให้วัดแห่งนี้งดงามดังสวรรค์ที่มีอยู่จริง อีกทั้งมนุษย์สามารถสัมผัสได้บนพื้นพิภพ คล้ายเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้คนเราใฝ่ปฏิบัติธรรม และประกอบแต่กรรมดีในการดำเนินชีวิต ภาพโดย Anurit Srikhomkham จาก https://web.facebook.com/MrLiab โดยอาจารย์เฉลิมชัย เคยกล่าวไว้ วัดนี้ไม่เคยเรี่ยไรเงินด้วยกฐินผ้าป่า วัดนี้ไม่รีบร้อนสร้างเพื่อฉลองในโอกาสใด ๆ ทั้งสิ้น ผมคิดเพียงอย่างเดียว ต้องดีที่สุดสวยที่สุด สร้างจนหมดภูมิปัญญาทางโลกและทางธรรมของผม ความตายเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ที่จะหยุดเสรีภาพแห่งจินตนาการของผมได้ อาจารย์เฉลิมชัยจึงเกิดแรงดลใจว่าอยากสร้างวัดร่องขุ่นด้วยศิลปะสมัยใหม่ เหมาะกับประเทศไทย ภายใต้ร่มโพธิสมภารของในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมถึงอยากจะสร้างงานศิลปะให้ยิ่งใหญ่ฝากไว้ให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ณ บ้านเกิด อาจารย์จึงลงมือก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 โดยอุทิศทั้งชีวิตให้กับการสร้างงานชิ้นสุดท้ายของชีวิตชิ้นนี้ ด้วยเงินที่เก็บสะสมมาจากการจำหน่ายผลงานศิลปะในเวลากว่า 20 ปี ภาพโดย Anurit Srikhomkham จาก https://web.facebook.com/MrLiab สิ่งที่สะดุดตาเป็นสิ่งแรกเลยก็คือ ก็คือ "พระอุโบสถ" ที่มีความโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ทางศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่แสนวิจิตรอลังการ ทั้งรูปทรงช่อฟ้า ใบระกา และรายละเอียดซึ่งแตกต่างไปจากวัดทั่วไปโดยสิ้นเชิง โดยตัวพระอุโบสถที่เน้นสีขาวบริสุทธิ์นั้นสื่อแทนพระบริสุทธิคุณ ขณะที่กระจกขาววาววับจับประกายระยิบระยับ หมายถึงพระปัญญาธิคุณของพระพุทธองค์ที่โชติจรัสชัชวาลไปทั่วทั้งโลกมนุษย์และจักรวาล ซึ่งเป็นปริศนาธรรมที่น่าทึ่งเลยทีเดียว ภาพโดย Anurit Srikhomkham จาก https://web.facebook.com/MrLiab ต้องขอบคุณไกด์นำเที่ยวที่ให้รายละเอียดของการเข้าชมวัดร่องขุ่นในครั้งนี้ โดยพาทัวร์ในแต่ละส่วน พร้อมอธิบายความหมาย ได้อย่างลึกซึ้งในแต่ละจุด ไม่ว่าจะเป็นด้านสะพานหมายถึงการเดินข้ามวัฏสงสารมุ่งสู่พุทธภูมิ ก่อนขึ้นสะพานครึ่งวงกลมเล็ก หมายถึงโลกมนุษย์ วงใหญ่ที่มีเขี้ยวเป็นปากของพญามารหรือพระราหู หมายถึงกิเลสในใจแทนขุมนรกคือทุกข์ ผู้ใดจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในพระพุทธภูมิต้องตั้งจิตปลดปล่อยกิเลสตัณหาของตนเองทิ้งลงไปในปากพญามาร เพื่อเป็นการชำระจิตเราให้ผ่องใสถึงจะเดินผ่านขึ้นไป ส่วนบนของหลังคาโบสถ์ได้นำหลักธรรมอันสำคัญยิ่งของการปฏิบัติจิต 3 ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นำไปสู่ความว่าง (ความหลุดพ้น) ภาพโดย Anurit Srikhomkham จาก https://web.facebook.com/MrLiab และไฮไลท์สำคัญก็คือจิตรกรรมฝาผนังที่แสนอลังการฝีมือของอาจารย์เฉลิมชัย ที่อยู่ภายในโบสถ์อีกด้วย โดยภายในพระอุโบสถ ประกอบด้วยภาพเขียนสีทองตามผนังทั้ง 4 ด้าน เพดานและพื้นเป็นภาพเขียนที่แสดงถึงการหลุดพ้นจากกิเลสมาร มุ่งเข้าสู่โลกุตรธรรม ส่วนหลังคาพระอุโบสถได้นำหลักการของการปฏิบัติจิต 3 ข้อ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน วัดร่องขุ่นเปิดให้เข้าชมทุกวัน ทั้งในส่วนของบริเวณวัด ห้องแสดงภาพและจำหน่ายของที่ระลึก หอศิลป์ฯ ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-17.30 น. โดยค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ 50 บาท และฟรี สำหรับคนไทยให้ได้เข้ามาศึกษาศิลปะและธรรมะไปพร้อมกัน การเดินทาง ถนนสายเชียงราย-กรุงเทพฯ ถ้ามาจากกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ วัดร่องขุ่นจะอยู่ก่อนถึงตัวเมืองเชียงราย 13 กิโลเมตร ตรงหลักกิโลเมตรที่ 816 ถนนพหลโยธิน (หมายเลข 1/A2) เลี้ยวเข้าไปประมาณ 100 เมตร จะมีป้ายบอกเป็นระยะ ๆ ที่อยู่ 60 หมู่ที่ 1 ถนน พหลโยธิน ตำบลป่าอ้อดอนไชย อำเภอเมืองเชียงราย เชียงราย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรศัพท์ 0-5367-3579, ททท. สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 0-5371-7433 และศูนย์บริหารจัดการการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ 0-5371-5690 พิกัด https://maps.app.goo.gl/TT7SHzqPqrQN49vL7