"ขอบฟ้าที่เรานั่งมองคราวนั้นยังมีความหมาย.. ต้นไม้ลำธารยิ่งมองยิ่งคิดถึงเธอมากมาย.." เสียงเพลง "แค่ได้คิดถึง" ของคุณญารินดา ลอยมา ก็ชวนให้คิดถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่เคยไปเยือนในอดีต เป็นที่ที่เหมาะกับเพลงนี้มากทีเดียว สถานที่แห่งนี้เรียกได้ว่าเป็น Rare Item แห่งหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ค่ะ เชื่อว่าน้อยคนที่จะรู้จัก "ดอยขุนสถาน" แม้ว่าจะตั้งอยู่ในจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวดังของภาคเหนือก็ตาม เพราะไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกโปรโมทเท่าใดนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่นี่จะไม่น่าสนใจ "ดอยขุนสถาน" ตั้งอยู่บนพื้นที่ของ อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ซึ่งได้รับการจัดตั้งให้เป็น "อุทยานแห่งชาติขุนสถาน" เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และบริเวณที่เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแหง ก่อนจะไหลไปรวมกับลำน้ำอื่น ๆ ในลุ่มน้ำน่าน ที่นี่จึงถูกอนุรักษ์และฟื้นฟูให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด เพราะเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำสำคัญสายหนึ่งที่จะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงผู้คนต่อไป วิวข้างทางในระหว่างเดินทางนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย ภูเขาที่เคยเขียวขจีในวันวาน น่าตกใจนะคะที่วันนี้กลับกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้อยู่เป็นระยะ ตลอดทางจะมองไปเจอความโล่งเตียนเป็นหย่อม ๆ พร้อมควันไฟลอยฟุ้งอยู่ไกล ๆ น่าใจหายไม่น้อยทีเดียว แต่ธรรมชาติก็ยังคงงดงามในตัวของมัน วันนี้คนไทยได้ตระหนักถึงสิ่งนี้กันแล้ว น่านของเรากำลังถูกฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เชื่อว่าอีกไม่นานคงกลับมาสวยงามเฉกเช่นเดิมได้แน่นอนค่ะ การเดินทางไปดอยขุนสถานนั้นจะสะดวกมากหากใช้รถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวหลัก จึงมีรถประจำทางไม่มากนัก สามารถเดินทางได้ใน 2 เส้นทาง ดังนี้ค่ะ ทางหลวงหมายเลข 101 จากตัวจังหวัดแพร่ไปจังหวัดน่าน ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร เมื่อถึงหมู่บ้านห้วยแก๊ต อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวง 1216 ประมาณ 26 กิโลเมตร ก็ถึงที่ทำการอุทยานฯ ทางหลวงหมายเลข 101 จากตัวเมืองจังหวัดน่าน เมื่อถึงอำเภอเวียงสา ให้เลี้ยวขวาไปตามถนนเจ้าฟ้า (ทางหลวงหมายเลข 1026) ไปจนถึงอำเภอนาน้อย ประมาณ 35 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวา ไปอีกประมาณ 31 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานฯ ค่ะ หากใครสนใจพักแรม เพื่อรอชมทะเลหมอก ที่อุทยานฯ มีทั้งบ้านพัก และลานกางเต็นท์ไว้บริการนักท่องเที่ยวค่ะ บ้านพักมีให้บริการประมาณ 7 หลัง และลานสำหรับกางเต๊นท์จำนวนไม่มาก พร้อมห้องน้ำ หากพักเป็นเต๊นท์จะเป็นห้องน้ำรวมนะคะ แนะนำว่าให้จองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน เพราะมีคนจองเต็มอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาล เรื่องอาหารการกินหมดห่วงได้เลย เพราะอุทยานฯ มีให้บริการร้านค้าสวัสดิการค่ะ เท่าที่สำรวจดู ราคาไม่แพงเลย แต่อาจจะปิดเร็วหน่อย แนะนำว่าควรเตรียมไปเองดีกว่าค่ะ เรื่องสาธารณูปโภคอื่น ๆ มีครบครันค่ะ การรักษาความปลอดภัย หน่วยพยาบาลเบื้องต้น และที่สำคัญ มีสัญญาณ Imternet นะคะ ฮ่า ๆ ๆ ขุดชมวิวยอดนิยมของดอยขุนสถานคือที่ สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน ค่ะ อยู่ห่างจากบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นที่ทำการสำหรับหน่วยพิทักษ์ต้นน้ำและสัตว์ป่า กระท่อมสีน้ำตาลน่ารัก ประดับประดาด้วยสวนดอกคอสมอสหลากสี ถ่ายรูปแล้วสวยมากทีเดียวค่ะ ที่นี่จะเป็นแหล่งสำหรับศึกษาวิจัยน้ำของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และเนื่องจากเป็นบริเวณต้นน้ำ จึงมีการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่ต้นน้ำให้อุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นต้นสน ที่ปลูกไว้เยอะมากเรียงรายสวยงาม และต้นพญาเสือโคร่ง หรือที่รู้จักกันดีในชื่อซากุระเมืองไทย มีปลูกไว้จำนวนมากบริเวณรอบสถานี แต่น่าเสียดายที่วันที่ไป ยังไม่ถึงฤดูเบ่งบานอย่างเต็มที่ มีเพียงดอกเล็ก ๆ ที่เพิ่งจะเริ่มบานเท่านั้น หากไปในช่วงเวลาที่กำลังเบ่งบาน รับรองว่าสวยงามไม้น้อยหน้าญี่ปุ่นเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด พร้อมไกด์โดยเจ้าที่มืออาชีพด้วยค่ะ ถ้าเพื่อน ๆ อยากสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งขุนเขา อากาศเย็นสบาย สูดโอโซนได้เต็มปอด นอนชมดาว คลอเสียงน้ำไหลในลำธาร พร้อมวิวของดอกพญาเสือโคร่งที่กำลังบานสะพรั่งท่ามกลางทะเลหมอก แนะนำให้มาพักที่ดอยขุจสถานสักหนึ่งคืน ในช่วงปลายเดือนมกราคม - เดือนกุมภาพันธ์นะคะ นอกจากจะได้พักใจในสถานที่สุดสงบแล้ว ยังสามารถไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในบริเวณโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็น ศาลเจ้าพ่อเขาครึ่ง ลำน้ำน่านตอนบนเขื่อนสิริกิตติ์ น้ำตกตาดหมอก น้ำตกผาแดง ดอยกู่สถาน ถ้ำละโอ่ง ดอยแม่จอก กาดวัว น้ำตกขุนลี ฯลฯ มีที่เที่ยวหลากหลายให้ได้ชื่นชมกัน รับรองว่าไปครั้งเดียวไม่พอแน่นอนค่ะ อยากชวนให้ลองมากันสักครั้ง สำหรับใครที่อยากหลีกหนีเรื่องราววุ่นวาย แต่ใครที่มีอารมณ์เหงา ๆ ที่นี่อาจทำคุณเหงาหนักกว่าเดิมได้นะคะ ฮ่า ๆ ๆ ด้วยบรรยากาศของต้นไม้ที่สลัดใบเหลือเพียงกิ่งก้าน ตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้า กับอากาศเย็นและลมพัดตลอดทั้งวัน ชวนเหงาและคิดถึงความทรงจำมากเลยค่ะ โดยเฉพาะใครที่อาจเพิ่งผ่านพ้นเรื่องราวที่ไม่ดีนัก แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็เป็นที่ที่ทำให้เราได้ใช้เวลากับตัวเอง ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา และปล่อยมันทิ้งไปกับสายลมแห่งขุนเขาที่นี่ ส่วนตัวแล้วถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปอีกสักครั้งเหมือนกัน คิดถึงการได้หลับตาสูดกลิ่นป่าเขียว ๆ คิดถึงสายลมเอื่อยที่พัดมาปะทะใบหน้า แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ไปอีก ส่วนคนที่ไปด้วยกันนั้น ...คงไม่ได้มีโอกาสอีกแล้ว :) "ชีวิตที่มันขาดเธอวันนี้ยังเดินต่อไป.. แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ.." ข้อมูลการติดต่อ สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน : โทร. 08-1602-3199, 09-0050-1049, 08-7286-3672 อีเมล์ : khunsathan@hotmail.com พิกัด GPS : https://goo.gl/maps/4hKkzkGqBJQ2 Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/KhunSathanNationalParkThailand/ เรื่อง-ภาพ : ดารัณ พันสวะนัด (ผู้เขียน)