หลายคนใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับการทำงานตั้งแต่เช้าวันจันทร์จนถึงเย็นวันศุกร์ กว่าจะรู้ตัว ความเหนื่อยล้าก็สะสมจนแทบไม่มีเวลาได้พักหายใจ การออกเดินทางในช่วงสุดสัปดาห์อาจเป็นเรื่องปกติ แต่ความจริงแล้ว "วันศุกร์" กลับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวมากกว่าที่คิด ระยะทางจากตัวเมืองระยองไปยัง "วัดเขาบรรจบ" รวมประมาณ 110–120 กิโลเมตร ใช้เวลาขับขี่ราว 2 ชั่วโมง เส้นทางที่สะดวกที่สุดคือ ทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) มุ่งหน้าอำเภอแกลง เข้าสู่จังหวัดจันทบุรี จากนั้นเลี้ยวเข้าสู่ ทางหลวงหมายเลข 317 ไปทางอำเภอมะขาม ก่อนเลี้ยวเข้าถนนท้องถิ่นตามป้ายบอกทางไปวัดเขาบรรจบ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 39 กิโลเมตร หรือใช้เวลาขับต่ออีกราว 30 นาทีทันทีที่ขับรถมาถึงวัดเขาบรรจบ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความเงียบสงบและความร่มรื่นของธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านปกคลุมทั่วบริเวณช่วยให้บรรยากาศเย็นสบาย แม้จะเป็นช่วงสายของวันศุกร์ก็แทบไม่รู้สึกถึงความร้อน เสียงลมพัดผ่านใบไม้ เสียงนกร้อง และเสียงน้ำจากลำธารที่ดังแว่วมาตลอดทาง กลายเป็นเสียงธรรมชาติที่ช่วยให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางค่อย ๆ จางหายไป ภายในวัดสะอาด เป็นระเบียบ และมีนักท่องเที่ยวไม่มาก ทำให้สามารถเดินชมธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์ และซึมซับความสงบได้อย่างเต็มที่ เพียงไม่กี่นาทีหลังจากก้าวลงจากรถ ก็รู้สึกเหมือนได้ปล่อยใจให้พักจากความวุ่นวายของชีวิต และเข้าใกล้ธรรมชาติได้มากกว่าที่คิดเมื่อเดินเข้าสู่บริเวณวัด สิ่งแรกที่ตั้งใจทำคือแวะเข้าไปกราบสักการะพระประธานภายในอุโบสถ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มเดินเที่ยวชมสถานที่ ภายในอุโบสถให้ความรู้สึกสงบ เรียบง่าย และงดงามตามแบบวัดป่า แสงธรรมชาติที่ส่องลอดเข้ามาผ่านประตูและหน้าต่างช่วยให้บรรยากาศดูอบอุ่นและผ่อนคลาย พระประธานสีทองประดิษฐานอย่างสง่างามเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธา รายละเอียดของงานตกแต่งภายในแม้จะไม่หรูหราฟุ่มเฟือย แต่กลับสะท้อนถึงความประณีตและความศักดิ์สิทธิ์ได้เป็นอย่างดี เมื่อได้นั่งสงบนิ่งอยู่ภายในอุโบสถสักครู่ เสียงลมที่พัดแผ่วเบาจากภายนอกและความเงียบภายในวัด ทำให้จิตใจค่อย ๆ สงบลง ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางเหมือนถูกแทนที่ด้วยความอิ่มเอมใจหลังจากอิ่มเอมใจกับการกราบไหว้พระภายในอุโบสถแล้ว ผมเดินต่อมายัง "ประตูสวรรค์" ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญของวัดเขาบรรจบและเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนต้องแวะมาเยือน ความโดดเด่นของที่นี่คือซุ้มธรรมชาติที่เกิดจากต้นสมพงษ์ขนาดใหญ่สองต้นที่เติบโตโอบเข้าหากันจนมีลักษณะคล้ายประตูขนาดยักษ์ เมื่อเดินลอดผ่านจะสัมผัสได้ถึงความร่มเย็นจากเงาไม้ใหญ่และบรรยากาศที่เงียบสงบ หลายคนเชื่อว่าการเดินผ่านประตูแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวผ่านสิ่งไม่ดีและเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ จึงมีผู้คนแวะมากราบไหว้ ขอพร และถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอยู่ตลอดทั้งวัน นอกจากความงดงามของต้นไม้ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของธรรมชาติแล้ว บริเวณโดยรอบยังเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิดและเสียงนกร้อง ทำให้จุดแห่งนี้เป็นมุมที่ทั้งสวยงาม สงบ และเหมาะแก่การหยุดใช้เวลาชื่นชมธรรมชาติอย่างแท้จริงจากประตูสวรรค์ เดินต่อมาเพียงไม่นานก็จะพบกับ สะพานแขวนกลางธรรมชาติ อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดของวัดเขาบรรจบ สะพานทอดตัวข้ามลำธารท่ามกลางต้นไม้เขียวขจี เมื่อก้าวขึ้นไปจะรู้สึกถึงการโยกตัวเบา ๆ ตามจังหวะการเดิน เพิ่มความตื่นเต้นเล็กน้อยแต่ยังคงเดินได้อย่างปลอดภัย จากบนสะพานสามารถมองเห็นสายน้ำใสที่ไหลผ่านโขดหินด้านล่าง พร้อมฟังเสียงน้ำกระทบหินและเสียงนกร้องที่ดังก้องไปทั่วผืนป่า ลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศสดชื่นและผ่อนคลาย เป็นมุมที่เหมาะทั้งสำหรับหยุดชมวิว ถ่ายภาพ และใช้เวลาซึมซับความงดงามของธรรมชาติ ก่อนออกเดินทางไปยังจุดท่องเที่ยวถัดไปภายในวัดเดินข้ามสะพานแขวนมาไม่ไกล จะได้พบกับ ลำธารและน้ำตกธรรมชาติ ที่ไหลผ่านผืนป่าภายในวัดเขาบรรจบ สายน้ำใสไหลเอื่อยผ่านโขดหินน้อยใหญ่ ท่ามกลางร่มเงาของต้นไม้ที่ปกคลุมตลอดสองฝั่ง ทำให้บริเวณนี้มีอากาศเย็นสบายแม้ในช่วงกลางวัน เสียงน้ำไหลกระทบก้อนหินผสานกับเสียงนกร้องและสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ กลายเป็นบทเพลงจากธรรมชาติที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก หลายคนเลือกหยุดนั่งพักริมลำธาร สูดอากาศบริสุทธิ์ ฟังเสียงธรรมชาติ หรือเก็บภาพความงดงามของสายน้ำและผืนป่าไว้เป็นความทรงจำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและหลังฝนตก น้ำจะมีปริมาณมากขึ้น ทำให้น้ำตกมีความสวยงามและเติมชีวิตชีวาให้กับผืนป่าแห่งนี้ได้อย่างน่าประทับใจหากคุณกำลังมองหาสถานที่สำหรับพักผ่อน ทำบุญ หรือชาร์จพลังให้กับตัวเอง วัดเขาบรรจบคืออีกหนึ่งจุดหมายในจังหวัดจันทบุรีที่ควรหาโอกาสมาเยือนสักครั้ง แล้วคุณอาจหลงรักความเรียบง่ายและความงดงามของสถานที่แห่งนี้ จนอยากกลับมาอีกครั้งเหมือนกับผม ****ภาพถ่ายเองจากสถานที่จริง**** เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !