29 พฤศจิกายน 2024 (11:00) เช้าวันนี้เริ่มต้นด้วยลมกระโชกแรงที่พัดทะลุเสื้อแจ็กเก็ตของฉันราวกับมันไม่มีตัวตน เมื่อก้าวลงจากรถบัสที่จอดตรงหน้าทะเลสาบฮารุนะ อากาศทั้งบางและเย็นจัดเสียจนแม้แต่ลมหายใจของตัวเองยังเหมือนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลอยออกจากปาก เบื้องหน้าคือความเงียบงันอันกว้างใหญ่ ทะเลสาบทอดตัวนิ่งราวกับแผ่นกระจก ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสีน้ำตาลและต้นไม้ที่ผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งเปลือย ราวกับพวกมันกลั้นหายใจมาตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง สิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวคือเหล่านกเป็ดน้ำไม่กี่ตัวที่ลอยเอื่อยอยู่บนผิวน้ำอย่างสบายใจในสภาพอากาศที่ทำให้ฉันเริ่มตั้งคำถามกับการตัดสินใจของตัวเองว่า… “ฉันมาทำอะไรที่นี่นะ?” ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นอยู่เลย ชั่วขณะหนึ่ง ฉันนึกว่าตัวเองมาผิดฤดูกาลเสียแล้ว ฤดูโคโย (紅葉) หรือฤดูใบไม้เปลี่ยนสีได้ผ่านพ้นไปนาน ส่วนฤดูหนาว…ก็ดูเหมือนจะรีบมาถึงก่อนกำหนด แต่ความว่างเปล่านั้นกลับงดงามอย่างประหลาด ญี่ปุ่นที่ฉันคุ้นเคยในฐานะประเทศที่เต็มไปด้วยผู้คน ความเป็นระเบียบ และจังหวะชีวิตอันรวดเร็ว จู่ๆก็เหมือนกดปุ่มหยุดชั่วคราว ราวกับทั้งสถานที่กำลังมอบช่วงเวลานี้ให้ฉันเพียงคนเดียว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหยุดพักเลยก็คือ…ลม มันพัดไม่หยุด ผลักหลังฉันอยู่ตลอด เหมือนกำลังเร่งให้เดินต่อไปเพื่อไปยังกระเช้าที่จะพาขึ้นสู่ยอดเขาฮารุนะ Google Maps บอกไว้เพียงว่า ‘1.7 กิโลเมตร’ แต่สิ่งที่ Google Maps ไม่ได้บอกคือ ‘1.7 กิโลเมตร…ทวนลมหนาวที่พร้อมจะแช่แข็งคุณ’ แค่เดินมาได้เพียงครึ่งทาง ใบหน้าของฉันก็เริ่มชา และตามมาด้วยปลายนิ้ว บนยอดเขาฮารุนะก็ไม่ต่างกัน ทิวทัศน์ที่เปิดออกอย่างกว้างใหญ่ จากความสูง 1,449 เมตร ทะเลสาบเบื้องล่างเปล่งประกายราวกับกระจกบานใหญ่ที่โลกเผลอลืมไว้ ไกลออกไป แนวภูเขาซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ก่อนค่อยๆ เลือนหายเข้าไปในสายหมอก มีนักท่องเที่ยวข้างบนนี้เพียงไม่กี่คนและคงไม่เกินสิบคน ทุกคนล้วนห่อตัวอยู่ในเสื้อกันหนาวหนาๆ และทุกคนต่างก็ยิ้มให้กันด้วยรอยยิ้มสุภาพแบบญี่ปุ่น เงียบๆ แต่อบอุ่น ฉันนั่งชมภาพทิวทัศน์ข้างหน้าบนม้านั่งอย่างสบายใจ ในมือถือขวดกาแฟที่เพิ่งไปกดมาจากตู้หยอดเหรียญ โดยหวังว่าความอุ่นจะช่วยเยียวยาความเหน็บหนาวได้ (13:25) หลังจากลงมาจากเข้าฮารุนะ ความหิวก็เข้ามาทักทายราวกับเพื่อนเก่าที่นัดกันไว้ ในบริเวณโดยรอบมีร้านอาหารให้เลือกไม่มากนัก หรือเรียกได้ว่าแทบไม่มีให้เลือกเลย ฉันกวาดตามองไปตามถนนที่เงียบสงบ ซึ่งแทบจะไม่มีรถวิ่งผ่านเลย และฉันต้องพ่ายแพ้ให้กับความหิวและความหนาวที่ไม่เลิกตามตื้อฉันเลย ฉันเปิดประตูเข้าไปในร้านที่ด้านนอกเป็นกระจกปกคลุมไปด้วยไอน้ำ ทำให้ฉันต้องจินตนาการไปเองว่าข้างในจะเป็นยังไง เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังกริ๊ง เรียกให้เจ้าของร้านทักทายด้วยเสียงอันสดใส ทั้งๆที่อากาศข้างนอกไม่ได้ชวนให้สดใสเลย “อิรัชชัยมาเสะ” ก่อนจะยื่นเมนูที่เต็มไปด้วยตัวอักษรลึกลับให้ฉัน ฉันนิ่งงันไปนาทีนึงก่อนหยิบโทรศัพท์เพื่อเปิดแอพแปลภาษา สุดท้ายฉันเลือกอาหารสองอย่างแบบใช้ดวงล้วนๆ ‘โทโระโระอุด้ง’ และ ‘วากาซากิเทมปุระ’ จานแรกที่มาถึงโต๊ะ ทำให้ฉันประหลาดใจไม่น้อยเพราะคุณป้าพยายามอธิบายด้วยภาษามือก่อนที่ฉันจะจิ้มชี้ไปที่เมนูชื่อว่า โทโระโระ คือมัน คุณจะกินมันได้มั้ย ฉันเดาว่าคงมีนักท่องเที่ยวที่อ่อนประสบการณ์แบบฉันหลายคน ที่เผลอสั่งเมนูโดยไม่ได้ทำการรีเสิร์ชมาก่อน ฉันยืนยัน และยืนกรานว่า ฉันชอบกินมันและฉันกินมันได้แน่นอน เมื่อชามอุด้งถูกยกมา ฉันจ้องมันอยู่พักหนึ่ง เส้นอุด้งถูกคลุมด้วยอะไรบางอย่างที่ทั้งเหนียว ใส และแวววาว ดูเหมือนเมฆก้อนเล็กๆ ที่ลอยลงมาอยู่ในชาม ฉันเข้าใจแล้วทันที่ว่าโทโระโระ ที่ว่านั้นทำมาจากมันภูเขาญี่ปุ่น (Yamaimo) ที่ขูดจนละเอียดจนกลายเป็นเนื้อครีมเหนียวหนืด ไม่ใช่มันต้มทั่วไปอย่างที่ฉันเข้าใจ แต่คนญี่ปุ่นถือเป็นอาหารที่รับประทานง่าย และดีต่อสุขภาพ แต่ไม่ดีต่อลิ้นสัมผัสฉันเท่าไหร่ เพราะคำแรกที่เข้าปาก เนื้อสัมผัส…แปลกกว่าที่คาดไว้มาก มันทั้งเหนียวและหนืดคล้ายราดหน้า แต่ให้ความรู้สึกราวกับกำลังกินบางสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาแห่งนี้มากกว่า เพราะเมนูโทโระโระอุด้งถือเป็นหนึ่งในอาหารท้องถิ่นที่น่าลองของจังหวัดกุนมะ เนื่องจากพื้นที่แถวนี้ปลูก นากาอิโมะ (Nagaimo) คุณภาพดีที่ทำให้โทโระโระมีรสหวานและเนื้อเรียบเนียนเป็นพิเศษ ส่วนพระเอกของมื้อนี้กลับเป็น วากาซากิ ปลาตัวเล็กจากทะเลสาบฮารุนะที่ทอดจนกรอบเป็นสีทอง บีบมะนาวลงไปเล็กน้อย แล้วจิบชาเขียวร้อนตาม โลกภายนอกก็ดูหนาวน้อยลงทันที คืนนั้น…เมื่อกลับมานอนที่โรงแรมในเมืองทาคาซากิ ฉันยังคงรู้สึกได้ถึงสายลมบนภูเขาที่พัดผ่านใบหน้าและในความเงียบก่อนหลับ ฉันก็เพิ่งเข้าใจว่า สิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำของฉัน ไม่ใช่วิวบนยอดเขา ไม่ใช่แม้แต่อาหารมื้อนั้น แต่เป็นความเงียบของการได้อยู่ในสถานที่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน 30 พฤศจิกายน 2024 (08:00) เช้าวันถัดมา ฉันเริ่มต้นวันด้วยกลิ่นหอมของน้ำซุปดาชิที่ลอยออกมาจากร้านคิสสะเต็นเล็กๆ ใกล้สถานีรถไฟ จึงแวะเข้าไปลองทานมื้อเช้าแบบชาวญี่ปุ่น “คิตสึเนะโซบะ” เมนูบนจอจากเครื่องสั่งอาหารอัตโนมัติ ฉันนึกสงสัยว่าคิตสึเนะโซบะเป็นยังไง เลยกดหาในกูเกิ้ล แล้วพบว่า คิตสึเนะที่จริงแล้ว แปลว่า “สุนัขจิ้งจอก” แล้วมันเกี่ยวอะไรกับโซบะอันนี้ด้วยละ เหมือนโชคชะตาไม่ปล่อยให้ฉันสงสัยนาน เพราะมีบทความเล่าประวัติตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่น ที่มีสุนัขจิ้งจอกโปรดปราน อะบุระอาเกะ หรือเต้าหู้ทอดรสหวานที่ลอยอยู่บนหน้าซุป ซึ่งไม่แปลกใจเลยที่สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นจะโปรดปราน เพราะฉันก็ประทับใจไม่น้อยหลังตักน้ำซุปหวานนิด เค็มหน่อย และร้อนจนไอพวยพุ่งเข้าปาก เป็นรสชาติที่หัวใจของนักเดินทาง รวมถึงปลายนิ้วที่เย็นเฉียบต้องการพอดีในเช้าหน้าหนาวของจังหวัดกุนมะ ระหว่างกิน ฉันอดยิ้มไม่ได้กับความคิดที่ว่า…บางที ณ ที่แห่งไหนสักแห่ง อาจมีสุนัขจิ้งจอกในตำนานกำลังร่วมวงอาหารเช้ากับฉันอยู่ก็ได้ (10:50) จุดหมายของวันนี้คือ น้ำตกฟุกิวาเระ (Fukiware no Taki) สถานที่ที่มักถูกเรียกว่า ‘ไนแอการาแห่งตะวันออก’ แค่ชื่อก็ดูยิ่งใหญ่อลังการแล้ว ที่ป้ายรถบัส ฉันถามคนขับสั้นๆ ว่า “ฟุกิวาเระ?” เขาทำหน้างุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า หัวใจฉันเริ่มเต้นแรง หรือว่าจะขึ้นผิดสายเสียแล้ว ฉันรีบเปิด Google Translate แล้วพิมพ์อย่างรวดเร็ว “รถบัสคันนี้ไปน้ำตกหรือเปล่าคะ?” คนขับอ่าน หัวเราะเบาๆ แล้วพยักหน้าพร้อมตอบว่า “ไฮ…ไฮ…” ความโล่งอกไหลเข้ามาทันที และฉันก็จดจำไว้ในใจว่า คืนนี้คงต้องขอบคุณเทพแห่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือเสียหน่อย รถบัสค่อยๆ วิ่งผ่านเมืองเล็กๆ ที่ยังไม่ตื่นเต็มที่ ผ่านชนบทอันเงียบสงบ เมื่อรถจอดตรงป้าย เสียงน้ำก็ดังแว่วมาทันที ไม่ใช่เสียงคำรามอึกทึก แต่เป็นเสียงที่ดังต่อเนื่อง หนักแน่น และชวนให้เดินตาม ฉันจึงปล่อยให้เสียงน้ำเป็นคนนำทาง ไม่นาน แม่น้ำก็เผยตัวออกมาท่ามกลางโขดหินขนาดใหญ่ที่สายน้ำค่อยๆ กัดเซาะผืนหินอย่างอดทน ราวกับฝึกฝนงานชิ้นนี้มาตลอดหลายร้อยปี อากาศรอบตัวเย็นสบาย มีละอองน้ำอบอวลไปทั่วที่ดูคล้ายฝนที่พร่างพรำตลอดเวลา ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่และตอนนี้ฉันก็ดูเป็นสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่กำลังรอให้ธรรมชาติช่วยคลายความเหนื่อยล้า ข้างหน้ามีสะพานแคบๆ พาดข้ามแม่น้ำ และอีกฝั่งหนึ่งเป็นทางเดินเล็กๆ ที่ลัดเลาะเข้าสู่ป่า ฉันเดินเข้าไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งเห็นป้ายไม้เขียนไว้ว่า ‘ระวังหมี’ ฉันคิดในใจ (ฉันคงไม่ใช่คนโชคร้ายขนาดที่จะเจอหมีได้ง่ายๆในทริปแรกของฉันหรอกนะ) แต่ระหว่างเดิน ฉันก็เผลอไม่ได้ที่จะเหลือบมองเข้าไปในป่าสนเพื่อดูร่องรอยของเจ้าหมี หวังว่าเพื่อนขนฟูของเราจะไม่คิดอยากออกมาต้อนรับนักท่องเที่ยวในวันนี้ เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เสียงฝีเท้าของฉันค่อยๆ เข้าจังหวะเดียวกับเสียงใบไม้ที่เสียดสีกัน ประสานกับเสียงน้ำตกคำรามที่ดังมากลายๆแต่ไกล ไม่นานนัก ป้ายเตือนเรื่องหมีก็ค่อยๆ หลุดออกจากความคิด มีแค่อากาศบริสุทธิ์เสียจนแทบไม่น่าเชื่อ สดชื่น เย็นสบาย และทำให้ทุกลมหายใจมีความหมายเข้ามาแทนที่ ฉันสูดหายใจเข้าเต็มปอด หวังว่าปอดจะมีพื้นที่สำรองไว้เก็บอากาศ เผื่อจะเอาไปใช้เมื่อตอนฉันกลับประเทศไทย สุดปลายทางเดิน มีศาลเจ้าเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ เรียบง่ายเสียจนดูเหมือนสร้างขึ้นเพื่อรอต้อนรับนักเดินทางอย่างฉัน ฉันโค้งศีรษะเบาๆ แล้วกระซิบว่า “อาริงาโตะ…ฟุกิวาเระ” ไม่ได้ขอบคุณเพราะน้ำตกสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ขอบคุณสำหรับความสงบที่สถานที่แห่งนี้มอบให้ และความโชคดีที่ไม่เจอเพื่อนขนฟูแวะเข้ามาทักทาย (14:00) ที่เมืองนุมาตะ ที่ฉันใช้เพื่อขึ้นรถไฟ ฉันพบร้านอาหารเล็กๆ แสนอบอุ่น เจ้าของร้านเป็นคุณป้าสูงวัยสองคน ที่กล่าวต้อนรับด้วยเสียงสดใส “อิรัชชัยมาเสะ!” ทั้งคู่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับเฟืองนาฬิกาที่ทำงานร่วมกันมานาน ทั้งรวดเร็ว ทั้งอบอุ่น ฉันสั่งโอยาโกะด้งด้วยการชี้รูปในเมนูอาหาร ที่มีให้เลือกแค่ไม่กี่อย่าง ไม่นาน คุณป้าคนหนึ่งก็ยกชาเขียวร้อนมาให้ ทั้งที่ฉันยังไม่ได้เอ่ยปากขอ เหมือนเธอรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า…ฉันต้องการมัน โอยาโกะด้งถูกยกมาวางตรงหน้า ข้าวร้อนๆ กับไก่และไข่นุ่มละมุน เมนูง่ายๆ แต่ทุกอย่างเข้ากันได้ดี กลิ่นโชยุและมิรินค่อยๆ ลอยขึ้นมา ระหว่างกิน ฉันมองคุณป้าทั้งสองคุยกันหลังเคาน์เตอร์ เสียงหัวเราะเบาๆ ของพวกเธอทำให้ทั้งร้านดูอบอุ่นขึ้น ส่วนด้านนอกแสงแดดยามเย็นค่อยๆ เปลี่ยนถนนให้กลายเป็นสีทอง ฉันเดินเท้ากลับลงมาที่จุดขึ้นรถบัส เพื่อไปต่อในจุดหมายที่ไม่ไกลมากนัก (15:15) ปราสาทล็อกฮาร์ต (Lockheart Castle) ปราสาทสไตล์สก็อตแลนด์ที่มาตั้งอยู่กลางชนบทของญี่ปุ่นอย่างน่าประหลาด แต่เมื่อไปถึง กลับมีงานแต่งงานกำลังจัดอยู่ คู่บ่าวสาวในชุดสูทและชุดกิโมโนกำลังโพสท่าถ่ายรูป โดยมีกำแพงหินที่นำเข้าจากยุโรปเป็นฉากหลัง ส่วนฉัน…ยืนเก้ๆ กังๆ นักเดินทางตัวคนเดียว ผมยุ่งเหยิงพันกันเพราะลม คงจะทำตัวเนียนยากกับฝูงชนที่มาร่วมแสดงความยินดีในงาน ฉันรีบหันหลังกลับทันทีแบบไม่ต้องคิด รอขึ้นรถบัสเที่ยวสุดท้ายของวันที่ป้ายรถข้างทางจุดเดิม ฉันเผลอหลุดขำออกมา หลังจากพบว่ารถบัสเป็นคันเดิมที่ฉันนั่งมา และคนขับคนเดิม บางทีคนขับอาจนึกสงสัยในใจว่าฉันหลงทางมาที่นี่แน่ๆ นอกหน้าต่าง ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนจากสีส้ม เป็นสีม่วงเข้ม และเป็นครั้งแรกที่ฉันคิดว่าบางที…การอยู่คนเดียว อาจไม่ได้หมายถึงความเหงา แต่มันอาจเป็นเพียงอีกชื่อหนึ่งของ ‘อิสรภาพ’ 1 ธันวาคม 2024 (08:00) เช้าวันนี้ ฉันตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นในโรงแรมแห่งใหม่ ก่อนจะค่อยๆ เดินลงไปยังห้องอาหาร ตรงหน้าคืออาหารเช้าแบบญี่ปุ่นเรียงรายอยู่เต็มเคาน์เตอร์ มีทั้งชามมิโสะชิรุ ปลาเผา และข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ที่ยังมีไอกรุ่น ฉันไม่ค่อยคุ้นกับอาหารเช้าแบบนี้นัก จึงค่อยๆ ตักทีละอย่าง พลางแอบสังเกตคนญี่ปุ่นที่เดินผ่านไปมาอย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติ หลังอาหารเช้า ฉันนั่งรถไฟท้องถิ่นไปยังเมืองเล็กๆ ชื่อ ‘โทมิโอกะ’ เมืองนี้มีชื่อเสียงจากโรงงานทอไหมโทมิโอกะ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่จุดหมายของฉันในวันนี้กลับเป็น พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาจังหวัดกุนมะ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่อยู่ใกล้กัน และสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดเลยคือ…ฉันต้องเดินเกือบ 2.3 กิโลเมตร และนั่นเป็นเพียงเที่ยวเดียว แต่โชคดีที่เส้นทางสวยเสียจนทำให้ลืมระยะทางไปได้ บ้านหลังเล็กๆ ที่หน้าบ้านถูกกวาดจนสะอาดเอี่ยม แปลงผักขนาดกะทัดรัด และต้นไม้ที่ยังคงแต่งแต้มสีสันปลายฤดูใบไม้ร่วง ทั้งสีแดง สีส้ม สีเหลือง (10:40) ฉันยืนอยู่ต่อหน้าโครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดมหึมา ข้างๆ มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งกระซิบเบาๆ ว่า “ซูโกอิ…”(สุดยอด) ฉันยิ้มออกมา เพราะฉันเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน ภายในพิพิธภัณฑ์ทุกอย่างวางเป็นระบบ ระเบียบได้อย่างน่าสนใจ มีอะไรใหม่ๆ ที่ทำให้ฉันนึกย้อนกลับไปในสมัยเรียนตลอดเวลา และพลางคิดว่าถ้าได้เจออะไรแบบนี้ตอนนั้น ฉันคงกระโดดโลดเต้นดีใจกับอะไรใหม่ๆแบบนี้แน่ๆ เวลาหนึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนกลับ ฉันไม่ลืมที่จะแวะร้านขายของที่ระลึก และเลือกพวงกุญแจไดโนเสาร์ตัวเล็กๆ ที่น่ารักเกินกว่าจะปล่อยไว้บนชั้นวาง (12:20) ฝั่งตรงข้ามมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองโทมิโอกะ ที่ดูเงียบเหงาแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ที่ฉันได้เยี่ยมชมอย่างสิ้นเชิง ฉันเดินเข้าไปอย่างกล้าๆกลัวๆ ที่หน้าเค้าเตอร์เพื่อซื้อบัตรเข้าชม มีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำฉันอย่างระมัดระวังในทุกคำพูดที่พูดออกมา เพราะกลัวฉันจะไม่เข้าใจในภาษาและอาจเผลอทำอะไรผิดพลาด ภายในอาคารมีภาพวาดนามธรรมลอยเด่นอยู่บนผนังสีขาวอันเงียบสงบ กับบรรยากาศที่เงียบสงบจริงๆ จนฉันได้ยินเสียงในหัวตัวเองเต็มไป ฉันพยายามเดาว่า ศิลปินแต่ละคนกำลังคิดอะไรตอนลากเส้นพู่กัน ความโดดเดี่ยว วินัย หรืออาจเป็นความเงียบละมุนแบบเดียวกับที่ปกคลุมเมืองเล็กๆในญี่ปุ่น ไม่รู้ทำไม ภาพทุกภาพเหมือนกำลังกระซิบคำเดียวกัน “ชิซูกะ…” (เงียบๆ) ราวกับกำลังเตือนให้ฉันลดระดับเสียงของความคิดตัวเองลง แล้วฉันก็พบสิ่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นเอาเสียมากๆ คือฉันเพิ่งรู้ว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะส่วนใหญ่ที่นี่ ‘ห้ามถ่ายรูป’ ตอนแรกฉันตกใจ เมื่อมือเผลอเอื้อมหาโทรศัพท์โดยอัตโนมัติ เหมือนกล้ามเนื้อจำได้เองว่าต้องหยิบขึ้นมาถ่าย แต่เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งโค้งให้เบาๆ ก่อนชี้ไปยังป้ายเล็กๆ ที่มีรูปกล้องถูกขีดทับ เป็นสัญลักษณ์สากลที่แปลว่า “อย่าแม้แต่จะคิด” แปลกดี แต่ก็… ดีเหมือนกัน เมื่อไม่มีโทรศัพท์ ฉันก็ไม่มีทางเลือก นอกจากมองภาพตรงหน้าอย่างจริงจัง จนบางจังหวะฉันพบว่าตัวเองพยักหน้าให้ภาพวาด เหมือนกำลังคุยกันสองต่อสอง แถมยังเผลอเอียงคอทำหน้าครุ่นคิด เหมือนนักวิจารณ์ศิลปะมืออาชีพ ทั้งที่ภาพบางภาพดูคล้ายเศษยางลบที่ถูกแปะลงบนผืนผ้าใบเสียมากกว่า แต่เมื่อไม่ต้องกังวลว่าจะถ่ายรูปให้สวยที่สุด ทุกอย่างกลับสงบอย่างน่าประหลาด มีเพียงฉัน ผลงานศิลปะ และความเงียบที่เปิดโอกาสให้จินตนาการว่า ตอนศิลปินสร้างผลงานนี้ เขากำลังกินอะไร ดื่มอะไร หรือกำลังบ่นเรื่องอะไรอยู่ เวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด ฉันรีบเดินกลับสถานี เพราะรถไฟกลับทาคาซากิมีไม่กี่เที่ยวต่อวัน ครั้งนี้ฉันต้องเดินเร็วกว่าเดิม และอากาศก็เย็นลงเรื่อย ๆ (14:50) เหมือนพลังงานชีวิตยังไม่หมดลงเท่านี้ หลังจากรถไฟหยุดที่สถานีทาคาซากิ ฉันต่อรถบัสไปยัง วัดโชรินซัง ดารุมะจิ วัดชื่อดังที่เป็นต้นกำเนิดของตุ๊กตาดารุมะ ตุ๊กตาสีแดงสดหลายร้อยตัวที่จ้องกลับมาด้วยดวงตาเพียงข้างเดียว ตามธรรมเนียม เมื่ออธิษฐานจะวาดตาเพียงข้างเดียวและเมื่อคำขอเป็นจริง จึงค่อยวาดอีกข้างให้สมบูรณ์ และทุกสิ้นปี ดารุมะเก่าเหล่านี้จะถูกนำไปเผาพร้อมกัน ให้ทั้งคำอธิษฐานและควันไฟลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า และเหมือนเหล่าคามิซามะจะส่งบททดสอบการเดินเท้าของฉันมายังไม่มากพอ เพราะจากป้ายรถบัสตรงนี้ ฉันยังต้องเดินเท้าอีกประมาณ 1.6 กิโลเมตร เกือบท้อใจแต่การเดินที่นี่ไม่ทำให้ชีวิตลำบากเท่าการเดินในประเทศไทย เพราะที่นี่อากาศสะอาด และมีแดดอุ่นกำลังดี ที่วัด ฉันซื้อตุ๊กตาดารุมะจิ๋วที่ซ่อน ‘โอมิคุจิ’ หรือใบเซียมซีเอาไว้ข้างใน ฉันเปิดมันด้วยสีหน้าจริงจัง ราวกับกำลังจะได้รับคำตอบเปลี่ยนชีวิต แต่แล้วก็พบว่า…ฉันอ่านไม่ออกสักคำ แม้แต่ Google Translate ยังดูสับสน มันแปลออกมาเป็นประโยคประหลาดๆ เหมือนกำลังเดาชะตาชีวิตให้ฉันสดๆ ตรงนั้น สุดท้ายฉันจึงทำเหมือนทุกคนที่ผูกใบเซียมซีไว้ที่ ‘โอมิคุจิ-คาเคะ’ หรือจุดที่ผู้คนผูกคำทำนายโอมิคุจิไว้ โดยหวังว่าเหล่าเทพเจ้าคงจะชื่นชมในความตั้งใจ แม้ว่าฉันจะไม่รู้เลยว่าโชคชะตาของตัวเองเขียนว่าอะไร แต่มีบางอย่างที่ปลอบโยนใจ เมื่อเห็นใบเซียมซีของตัวเองปลิวไหวอยู่ท่ามกลางคำอธิษฐานนับร้อย และโชคชะตาที่แปลได้ครึ่งๆ กลางๆ ฉันตัดสินใจว่าความลึกลับบางอย่าง ก็ควรปล่อยให้เป็นความลึกลับต่อไป โดยเฉพาะเมื่อมันเขียนด้วยภาษาญี่ปุ่นสุภาพ ที่แม้แต่ Google ยังไม่กล้าแปล แต่ฉันเก็บตุ๊กตาดารุมะตัวเล็กกลับมาด้วย เป็นเครื่องเตือนใจสีแดงว่า โชคก็เหมือนชีวิต บางครั้งมันทำงานได้ดีที่สุด เมื่อเราเลิกพยายามตีความทุกอย่าง และหวังว่า…“ฮนโตะนิ…” ครั้งนี้เจ้าดารุมะตัวน้อย คงช่วยส่งโชคดีมาให้ฉันบ้าง (17:00) สิ่งแรกที่ฉันต้องทำเมื่อกลับถึงทาคาซากิ คือหาร้านอาหารที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าอร่อยที่สุดในสามโลกให้ได้ เพราะตอนนี้ เหมือนเหล่าคามิซามะคงพอใจแล้วที่เห็นบททดสอบการเดินเท้าทั้งวันเริ่มทำงาน เพราะทั้งร่างกายและสมองที่ใช้ครุ่นคิดทั้งวันฟ้องฉันว่าต้องมีอะไรตกถึงท้องด่วน ฉันเดินวนหาร้านอาหารอยู่สองสามรอบ ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปในร้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงพูดคุย โชคดีที่การสั่งอาหารง่ายมาก เพียงกดตู้อัตโนมัติหน้าร้าน เครื่องก็พิมพ์ใบสั่งอาหารออกมาราวกับใช้เวทมนตร์ ฉันสั่งข้าวหน้าหมูสไลด์ย่างแบบง่ายๆ ที่เสิร์ฟพร้อมซุปมิโสะ คำแรกที่กินเข้าไป…เหมือนขึ้นสวรรค์ หมูสไลด์เค็มกำลังดี หวานนิดๆ เนื้อหมูนุ่มเด้งพอดี ฉันกินอย่างรวดเร็ว แทบจะตะกละ ก่อนจะรู้ตัวช้าไปว่า นี่แหละ…คืออาหารประเภทที่ทำให้คนตกหลุมรักสถานที่หนึ่งได้อย่างง่ายดาย เมื่อเดินออกจากร้าน ฉันเพิ่งสังเกตว่าเมืองทั้งเมืองเปลี่ยนไปแล้ว ไฟคริสต์มาสส่องประกายเรียงรายตามถนน เสียงเพลงเบาๆ ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง ฉันยืนอยู่ตรงนั้นอีกพักใหญ่ และรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเองเริ่มรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ทั้งที่รายล้อมไปด้วยผู้คนแปลกหน้า รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !