ฤดูหนาวเดินทางมาถึงแล้ว การเดินทางครั้งนี้จะพาขึ้นเครื่องจากท่าอากาศยานดอนเมือง Don Mueang International Airport (DMK) มาลงที่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ Chiang Mai international Airport (CNX) ทริปนี้เราจะพาไปไหว้ย่อขอพรกับ หนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดของเชียงใหม่เมื่อ บวก ลบ คูณ หาร แล้วทำให้มีอายุยาวนานมามากกว่า 500 ปี และมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับอาณาจักร ล้านนา วัดแห่งนี้คือ "วัดโลกโมฬี" วัดโลกโมฬี (Wat Lok Moli) จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนถนนมณีนพรัตน์ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อยู่นอกคูเมืองทางด้านเหนือ ห่างจากสนามบินเชียงใหม่ประมาณ 4.4 กิโลเมตร และห่างจากร้านโจ๊กเมื่อเช้า 9 นาที แบบว่ากาแฟยังดูดไม่หมดเราก็อ่าวถึงแล้ว ระยะทางรวดเร็วคอนทราสต์กับระยะเวลาของอายุอานามของสถานที่แห่งนี้ หนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดของเชียงใหม่ วัดโลกโมฬี มีความหมายว่า "เป็นวัดสูงสุดของโลก" จากการไปค้นและหาข้อมูลจากหลายที่แล้วเรายังงงอยู่ เราเลยเรียงลำดับและสรุปประมาณนี้ วัดโลกโมฬีไม่มีหลักฐานปรากฏอย่างแน่ชัดว่าสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยใด สันนิษฐานกันว่าวัดนี้อาจจะสร้างขึ้นในสมัยพญามังรายมหาราช (พ.ศ. 1835 - 1901) ผู้สถาปนาอาณาจักรล้านนาและเมืองเชียงใหม่ แต่จากข้อมูลมีปรากฏชื่อวัดโลกโมฬีในตำนานของวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร กล่าวว่าในสมัยพระเจ้ากือนาธรรมิกราช กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงค์มังราย ช่วงปี พ.ศ. 1910-1931 โดยใน พ.ศ. 1910 พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะฟื้นฟูชำระปรับปรุงพระพุทธศาสนาในล้านนา เลยส่งผู้แทนไปยังเมืองเมาะตะมะ เพื่อเชิญพระเถระมอญผู้เชี่ยวชาญแตกฉานในพระไตรปิฏก ให้มาช่วยเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในอาณาจักล้านนา แต่เนื่องด้วยพระมหาอุทุมพรบุปผมหาสวามี ในขณะเวลานั้นชราภาพมากแล้ว ไม่สะดวกในการเดินทาง ท่านจึงได้ส่งพระอนันตเถระ พร้อมกับลูกศิษย์ซึ่งเป็นพระมอญระดับหัวกะทิที่แตกฉานในพระไตรปิฏกมาด้วยอีก 10 รูป เดินทางมายังดินแดนล้านนาแทนและได้จำพรรษาอยู่ ณ วัดแห่งนี้ ต่อมาในรัชกาลพระเมืองเกษเกล้า หรือ พระเมืองเกศเกล้า หรือ พญาเกสเชฏฐราช หรือ พญาเมืองเกษเกล้า ซึ่งปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ เป็นกษัตริย์องค์ที่ 12 ในราชวงศ์มังราย แห่งอาณาจักรล้านนา มีครองราชย์สองครั้ง ได้ถวายบ้านหัวเวียงให้เป็นอารามวัดโมฬี และใน พ.ศ. 2071 ได้ทรงให้สร้างมหาเจดีย์ทรงปราสาท และวิหารโลกโมฬี ขึ้นหลังจากพระองค์สวรรคตจึงได้มีการนำอัฐิพระองค์มาบรรจุที่ที่ ณ วัดแห่งนี้ด้วย ปล. (ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2068 - พ.ศ. 2081 และครั้งที่ 2 ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2086 - พ.ศ. 2088 เนื่องจากถูกปลงพระชนม์ และขุนนางกลุ่มหนึ่งเชิญพระนางมหาเทวีจิรประภา พระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้าขึ้นปกครองแผ่นดิน) จนกระทั้งใน ในช่วงปี พ.ศ. 2318-2339 กองทัพพม่ายกทัพบุกมาตีได้เมืองเชียงใหม่และปกครองอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั้ง พระบรมราชาธิบดี หรือ พระเจ้ากาวิละ พระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกในทิพย์จักราธิวงศ์ ปกครองดินแดนล้านนาไท 57 ยกทัพขับไล่พม่าออกจากเชียงแสนได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2347 ได้ทรงกอบกู้ฟื้นฟูบ้านเมือง และวัดวาอารามขึ้นมาใหม่อีกครั้ง วัดโลกโมฬี จึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ โดยมีความงดงามประณีตให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน วิหารไม้สัก ในส่วนของวิหารเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาร่วมสมัยที่งดงาม ไม้สักแกะสลักศิลปะพื้นบ้าน ที่สวยงามอย่างน่าทึ่ง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิ หรือ พระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ องค์เหลืองอร่ามอยู่ในวิหาร โดยบริเวณ พระเมาลี หรือบริเวณจุกมวยผม มีการบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ ไว้ตั้งแต่ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 อีกด้วย ส่วนอีกหนึ่งจุดที่เราต้องอ้าปากแล้วร้องว้าวเมื่อแหงนหน้ามองด้านบนเพดานในวิหาร (ลองดูนะรับรองว่าอ้าปากแน่) "ศิลปะนี้ท่านสร้างแต่ใดมา มันสวยงามจนฉันต้องร้องปากอ้าโดยฉับพลัน" และอีกไฮไลท์สำคัญของวิหารแห่งนี้คือ ด้านหน้าวิหารประตูทางเข้าจะอยู่ตรงกับซุ้มประตูอิฐแดงโค้งโบราณที่เป็นประตูชั้นนอกเชื่อมกับกำแพงวัด หากเมื่อไปยืนถ่ายภาพก็จะได้มุมที่สวยงามเหมือนกำลังเดินข้ามกาลเวลาเลยทีเดีย เจดีย์ใหญ่ เจดีย์ทรงปราสาท ถัดไปด้านหลังวิหาร สิ่งที่โดดเด่นมาแต่ไกลของวัดคือ เจดีย์ขนาดใหญ่ เจดีย์ทรงปราสาทที่พัฒนาจากรูปแบบเดิมๆ ให้สูงใหญ่และวิจิตรบรรจงขึ้น เป็นเจดีย์มีรูปทรงฐานสี่เหลี่ยมลักษณะทางศิลปะ สถาปัตยกรรม แบบยุคล้านนาที่งดงาม โดยยังคงเห็นโครงสร้างอิฐแบบดั้งเดิมที่ไม่ฉาบปูน ภายในเชื่อว่าเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ของราชวงศ์เม็งราย ส่วนไฮไลท์ของการเดินเข้าไปยังบริเวณโซนเจดีย์ใหญ่คือการผ่านลอดซุ่มประตูที่สวยงาม และโคมยี่เป็ง (หรือ โคมยี่เป็งล้านนา) หลากสีที่แขวนเรียงรายตัดกับสีอิฐของโบราณสถานที่สะท้อนสัจจะธรรมของกาลเวลาและศรัทธา ที่มีการเปลี่ยนแปลง "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป" และอีกหนึ่งกิจกรรมสุดฮิตของโซนเจดีย์นี้คือ การตักน้ำ ชัดรอก ไปสรงน้ำพระที่บนยอดเจดีย์ อันนี้ก็แปลกดีเหมือนกันนะ โซนอื่น ๆ เราจะเรียกโซนนี้ว่า โซนมัลติ เพราะหากเราเดินเป็นตัว U จากวิหาร ไปเจดีย์ และม้วนออกมาบริเวณโซนด้านหน้าอีกรอบ โซนนี้จะมีทั้งพุทธ ฮินดู และความเชื่อต่าง ๆ โดยมาเริ่มจากกิจกรรมจุดเทียนไหว้ "พระพุทธรูปปางหมอยา" หรือ "พระไภษัชยคุรุ หรือ พระพุทธเจ้าแพทย์" ตามความเชื่อแบบนิกายพุทธฝ่ายมหายาน ที่มีความเชื่อว่าเป็นหนึ่งในปางของพระพุทธเจ้า ผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งทางกายและใจ โดยสังเกตุที่พระหัตถ์ซ้ายมีหม้อยาอยู่ สำหรับผู้ที่มากราบขอพรเชื่อช่วยให้หายป่วย บรรเทาจากอาการเจ็บป่วย และจะขาดไม่ได้กับการมาขอขมากรรมกับพระนาคปรก เพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากทางพุทธแล้ว ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธ์อีกหลายองค์ตามความเชื่อให้ผู้ที่สนใจศรัทธามากราบขอพรอีกมากมาย 5. แด่ความรักที่สวยงาม อีกหนึ่งพิกัดเด็ดขึ้นชื่อเรื่อง "การขอพรด้านความรัก" โดย หนุ่ม-สาว ชาวโสดนิยมมาขอพรเรื่องความรัก หรือเสริมดวงด้านความรักให้สมหวัง ณ มณฑป "พระนางจิรประภามหาเทวี" กษัตริย์หญิงที่ขึ้นปกครองล้านนาหลังจากพระสวามี คือ พระเมืองเกษเกล้า (พญาเกศเชษฐราช) สวรรคต โดยการจุดเทียนแดงขอพร ซึ่งเทียนแดงมีความหมายถึงความรัก ความแข็งแกร่ง และความกล้าหาญ "ที่ใดมีรักที่นั้นมีทุกข์ แต่ที่ใดขาดรักที่นั่นย่อมไร้ซึ่งความหมายเฉกเช่นกัน" เป็นไงบ้างครับ กิจกรรมแบบเต็มอิ่มสำหรับ "วัดโลกโมฬี" แห่งประเทศเชียงใหม่ สายมูห้ามพลาด สายศิลปะบอกเลยว่าจุกตา (เอาเป็นว่าแบบเต็มตาดีกว่า) ความสวยงามและศรัทธาอยู่คู่กับความเชื่อของมนุษย์ บางสิ่งมองไม่เห็นใช่ว่าไม่มีอย่าง O2 มองไม่เห็นแต่เรารู้สึกได้ แต่ทุกอย่างล้วนแล้วควรอยู่ในความมี "สติ" ไม่ควรมีอะไรมากไป ที่เกินความว่าพอดี เพราะมันจะกลายเป็น (บอดี้แสลม = งมงาย) แต่หากอยู่ในจุดที่พอดี (ของแต่ละคน) ความสุขในใจ ก็จะบังเกิด สำหรับใครที่มาเชียงใหม่แล้ววัดนี้เราว่าเป็นอีกหนึ่งวัด หนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว หนึ่งเรื่องราว ที่คู่ควรจะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของท่าน ที่นี่ "วัดโลกโมฬี" ภาพ : เสือซ่อนยิ้ม เรื่อง : เสือซ่อนยิ้ม อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !