เมื่อจิตใจรู้สึกแห้งเหี่ยว ร่างกายก็เหนื่อยล้าจากการทำงาน ความสนุกสนานในการใช้ชีวิตลดลง ถ้าฝืนอยู่อย่างนี้ต่อไป ทุกอย่างคงแต่แย่แน่ ๆ ดังนั้นจึงต้องออกไปเพิ่มพลังเพื่อให้ชีวิตกลับมาสดใสอีกครั้ง แค่คิดว่าจะได้ออกเดินทางไปที่ไหนสักที่ แค่นี้พลังใจก็ถูกฟื้นฟูไปแล้วครึ่งหนึ่ง ประเด็นต่อไปจะไปไหนดี อยากไปหาธรรมชาติ อยากให้ธรรมชาติบำบัด และสุดท้ายก็มาจบที่จังหวัดสตูลนั่นเอง และโชคดีที่มีเพื่อนคนหนึ่งเออออเห็นด้วยกับเรา จึงทำให้ทริปนี้ไม่โดดเดี่ยวแน่นอน และโชคดีชั้นที่สองเมื่อบ้านพี่สาวของเพื่อนอยู่สตูลพอดี ขอบคุณความโชคดีนี้ ในเย็นวันเสาร์พวกเราจึงออกเดินทางไปบ้านพี่สาวของเพื่อนเพื่อค้างที่นั่นสักคืน ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงโดยสวัสดิภาพ Satun One Day Trip วันนี้ตื่นเช้ามาก ตื่นตั้งแต่ตี 5 จากนั้นรีบแต่งตัวพร้อมออกไปพิชิตเขาบอฆ๊ะกัน บิดมอเตอร์ไซค์จากบ้านจนถึงเขาบอฆ๊ะใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมง เมื่อมาถึงตีนเขาตอนนี้ก็ยังมืดมิด ยังไม่มีแสงจากดวงอาทิตย์ แต่นั่นแหละ คือเป้าหมายของเราวันนี้คือปีนเขาบอฆ๊ะแล้วดื่มด่ำกับแสงแรกของวัน ที่นี่จะมีไกด์ท้องถิ่นคอยอำนวยความสะดวกให้ โดยเขาจะนำทางพาพวกเราขึ้นไป ซึ่งจะมี 2 เส้นทางให้เลือก มีทางลำบากที่ต้องปีนป่ายก้อนหิน และทางสบายที่เดินขึ้นบันได พวกเราเลือกที่จะขึ้นทางลำบากในขาขึ้น แม้จะเสียว ๆ เพราะความมืดไฟฉายก็ไม่ได้พกมา จึงได้แต่ตามพี่ไกด์ต้อย ๆ เดินไปสักพักก็มาถึงในที่สุด รู้สึกโล่งอก เส้นทางมันไม่ได้ไกลแต่ด้วยความที่มืด และเป็นทางชันจึงทำให้รู้สึกว่านานใช้ได้ ข้างบนนี้บรรยากาศดีมากในตอนนี้ พระอาทิตย์กำลังขึ้น อากาศเย็นสบาย ผู้คนไม่เยอะ แค่ได้นั่งนิ่ง ๆ สักพักโลกก็สดใสขึ้นมาทันที ที่ยอดเขาบอฆ๊ะจะมีพื้นที่ไม่กว้างนัก มีแต่ก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ ซ้อนกัน ใครจะนั่งครจะยืนก็ต้องหามุมของตัวเอง นอกจากจะต้องหาจุดที่เราสบายใจแล้วยังสนุกในการหามุมถ่ายรูปอีกด้วย เมื่อรู้สึกเต็มอิ่มกับบรรยากาศด้านบนแล้ว ก็ได้เวลาลงไปหามื้อเช้ากิน ที่ตีนเขาจะมีร้านอาหารขายมื้อเช้า เมนูก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้ม ข้าวยำ ข้าวคลุกกะปิ ขนมจีน ขนมต่าง ๆ เครื่องดื่มร้อน-เย็น มีขายอย่างจุใจ ถือเป็นการให้รางวัลตัวเองหลังจากเหนื่อยมา นอกจากจะมีนักปีนเขาที่มาลงกินแล้ว ยังมีชาวบ้านละแวกนี้และหมู่บ้านอื่น ๆ มากินเป็นประจำทุกวัน จึงทำให้คึกคักตลอดเวลา เมื่อเติมพลังกันเสร็จพวกเราก็กลับไปอาบน้ำแต่งตัวกันใหม่ เพราะตอนนี้รู้สึกเหม็นตัวเองมาก ๆ แล้ว และเมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยก็พร้อมออกเดินทางกันต่อ เป้าหมายต่อไปคือ บ่อน้ำพุร้อนทุ่งนุ้ย ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง มีแวะถามทางจากชาวบ้านบ้าง และสุดท้ายก็มาถึง วันนี้ไม่ค่อยมีคนเลย เงียบมาก คิดอีกแง่คือส่วนตัวดี ดังนั้นพวกเราจึงลงไปแช่เท้าอย่างชิลล์ทันที ด้วยความที่ไม่มีคนจึงเปิดเพลงคลอเบา ๆ แล้วแช่เท้าไปเรื่อย ๆ บรรยากาศช่างผ่อนคลายและเวลาก็ผ่านไปอย่างช้า ๆ รู้สึกตัวอีกทีเห็นคนข้าง ๆ สัปหงกซะแล้ว นั่งแช่เท้าไปสักพักก็รู้ว่าเท้าเริ่มจะเปื่อยละ จึงเลือกที่จะลุกขึ้นแล้วบิดมอเตอร์ไซค์ไปกันต่อ ระหว่างทางเจอมุมสวย ๆ ก็มีแวะถ่ายรูปบ้าง สถานีต่อไปคือด่านพรมแดนวังประจันนั่นเอง เป็นเขตชายแดนไทย-มาเลเซีย และในบริเวณนั้นจะมีร้านค้าต่าง ๆ โดยสินค้าส่วนใหญ่จะมีราคาถูก ผู้คนมากมายจึงมักจะเหมารถบัสมาเพื่อมาซื้อของเยอะ ๆ นอกจากนั้นยังมีร้านขายน้ำแข็งใสร้านหนึ่ง ลูกค้าเต็มทุกที่นั่ง รสชาติอร่อย ได้กินครั้งหนึ่งก็อยากกลับไปกินอีกครั้ง แต่ร้านนี้จะเปิดเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ถ้ามาวันอื่น ๆ ก็จะอด สินค้าส่วนใหญ่ที่มีขายจะเป็นพวกผ้าห่ม ผ้านวม เต๊นท์ เสื่อ มุ้ง ขนมนมเนย ผ้าปูเตียง นาฬิกา เตารีด และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งรับประกันในเรื่องราคาว่าถูกจริง เมื่อเดินเข้าเดินออกจนครบทุกร้านก็สบายใจ ไปกันต่อได้ สถานีต่อไปจะเป็นอุทยานแห่งชาติทะเลบัน ซึ่งจะเป็นทางผ่านของการมาด่านพรมแดนวังประจันแห่งนี้ ระหว่างของการเดินทางยิ่งตอกย้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของเมืองสตูลจริง ๆ แม้จะเป็นเวลาเที่ยงแต่ตลอดทางกลับมีร่มเงาของต้นไม้ให้ความร่มรื่นอยู่เสมอ มีลมพัดผ่านและอากาศเย็น ๆ จนทำให้ซ้อนท้ายเพื่อนอย่างเพลินใจ เมื่อมาถึงอุทยานฯ กลับพบว่าเงียบเหงามาก ไม่ค่อยมีคน เจ้าหน้าที่ก็นั่งทำงานอยู่ในห้อง บางทีก็สงบชวนวังเวงเหมือนกัน เพราะมีเสียงสัตว์ต่าง ๆ อย่างกบ เขียดร้องอยู่เบา ๆ มีสัตว์น่ารัก ๆ อย่างกระรอกวิ่งผ่านไปมาอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ แต่บรรยากาศก็ร่มรื่นชวนให้เพลิดเพลินได้เหมือนกัน ถ้ามีโอกาสได้มาเป็นกลุ่มเพื่อนหลาย ๆ คนคงสนุกกว่านี้ ที่นี่ยังมีบริการสถานที่กางเต้นท์เพื่อค้างแรมได้ด้วยเช่นกัน ผ่านไปสักพักก็ได้เวลากลับบ้านแล้ว วันนี้เป็นวันที่สนุกมาก ได้ใช้ธรรมชาติบำบัดจนมีพลังเต็มร้อยพร้อมที่จะมาสู้รบชีวิตการทำงานต่อแล้ว กลับไปคืนนี้อาจจะเหนื่อยจนหมดแรง แต่เชื่อว่าในวันถัดไปจะเป็นวันที่ดีแน่นอน ขอบคุณธรรมชาติที่รักษาเราให้ดีขึ้น ขอบคุณความเหนื่อยล้าในชีวิตที่ทำให้เราหันมาใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น ขอบคุณเพื่อนร่วมทางที่ลงเรือมาผจญด้วยกัน หากวันไหนเหนื่อยล้า ก็จงเดินเข้าป่า