หากพูดถึงมาเก๊า ภาพแรกที่ลอยเข้ามาในหัวของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นบันไดหินกว้างที่ทอดตัวขึ้นสู่ซุ้มประตูโบราณขนาดใหญ่ "ซากโบสถ์เซนต์ปอล" (Ruins of St. Paul's) หรือที่ชาวมาเก๊าเรียกว่า Sam Ba Sing Sik คือสัญลักษณ์ที่รวมความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณเอาไว้ในที่เดียว เดิมทีสถานที่แห่งนี้คือ "โบสถ์มาเทอร์ เดอี" (Mater Dei) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยเซนต์ปอล (St. Paul’s College) มหาวิทยาลัยสไตล์ตะวันตกแห่งแรกในเอเชียตะวันออก สร้างขึ้นโดยคณะเยสุอิตในช่วงศตวรรษที่ 17 แต่ทว่าในปี ค.ศ. 1835 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ทำให้เหลือเพียง "ด้านหน้าอาคาร" (Facade) ที่รอดพ้นจากเปลวเพลิงมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักเดินทางทั่วโลกต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต จุดเด่นที่สุดของที่นี่คือ ผนังด้านหน้าโบสถ์ (Facade) ที่สร้างขึ้นจากหินแกรนิต โดยมีความผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัว หากสังเกตให้ดีจะพบรูปสลักนักบุญคาทอลิกเคียงคู่ไปกับลวดลายสัญลักษณ์แบบเอเชีย เช่น รูปมังกรที่ถูกเหยียบโดยพระแม่มารี หรืออักษรจีนที่สลักไว้เคียงคู่กับภาษาละติน นอกจากนี้ ด้านหลังของซากโบสถ์ยังมีการสร้างโครงเหล็กเพื่อความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมทัศนียภาพในมุมที่สูงขึ้นได้ และยังมีส่วนของ พิพิธภัณฑ์ศาสนศิลป์ (Museum of Sacred Art and Crypt) ซึ่งอยู่ด้านหลังสุด เป็นสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุทางศาสนา รวมถึงอัฐิของกลุ่มมิชชันนารีผู้บุกเบิก ซึ่งช่วยเพิ่มมิติการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การมาที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่การมาถ่ายรูปแล้วกลับ แต่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เริ่มต้นด้วยการ ถ่ายภาพเช็คอิน จากบริเวณบันไดหินด้านหน้า ซึ่งเป็นมุมมหาชนที่สวยงามที่สุด จากนั้นแนะนำให้เดินเข้าไปชมรายละเอียดของประติมากรรมหินสลักในระยะประชิดเพื่อเห็นถึงความประณีต ต่อด้วยการเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ชั้นใต้ดิน เพื่อซึมซับบรรยากาศความขลังของสุสานโบราณ หลังจากเที่ยวชมเสร็จแล้ว กิจกรรมยอดฮิตคือการเดินลงไปตามทางเดินที่เรียกว่า "ถนนสายอาหาร" (Rua de Sao Paulo) ซึ่งเต็มไปด้วยร้านขนมทาร์ตไข่ชื่อดัง ร้านขายเนื้อแผ่นปรุงรส และของฝากท้องถิ่นมากมาย ทำให้ย่านนี้คึกคักไปด้วยผู้คนและกลิ่นหอมของขนมอบตลอดทั้งวัน สำหรับพิพิธภัณฑ์เราไม่ได้เข้าไปด้านใน ได้แค่ถ่ายรูปเล่นด้านข้าง เพราะตอนไปวันแรก เดินเล่นนานไปหน่อย กว่าจะไปถึงก็ใกล้ปิดแล้ว วันถัดมาไปถ่ายรูปตั้งแต่6โมงเช้า พิพิธภัณฑ์ยังไม่เปิด แม้จะเป็นโบสถ์คริสต์ แต่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความเก่าแก่ ทำให้มีเคล็ดลับการมูที่เหล่าบล็อกเกอร์และคนพื้นที่แนะนำไว้มากมาย ดังนี้ มูขอเงิน/โชคลาภ: ให้ยืนบริเวณกึ่งกลางหน้าโบสถ์ แล้วมองขึ้นไปที่รูปสลักพระจิต (นกพิราบ) อธิษฐานขอให้ชีวิตราบรื่นและมีโชคลาภไหลมาเทมา บ้างก็เชื่อว่าการโยนเหรียญลงในช่องว่างหลังกำแพง (ถ้าได้รับอนุญาต) จะช่วยให้สมหวัง มูขอความรัก: มีความเชื่อว่าการมาเดินจับมือกับคนรักเดินขึ้นบันไดจนถึงหน้าโบสถ์จะช่วยให้ความรักมั่นคง หรือสำหรับคนโสด ให้มองไปที่รูปสลักนางฟ้าแล้วอธิษฐานขอคู่ครองที่มีจิตใจดี มูเรื่องความก้าวหน้า: ด้วยความที่นี่เคยเป็นวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ เชื่อกันว่าการมาอธิษฐานที่นี่จะช่วยเรื่องสติปัญญา การเรียน และความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน เวลาเปิด-ปิด : ซากโบสถ์ เปิดให้ชมตลอด 24 ชั่วโมง พิกัด คลิกที่นี่ พิพิธภัณฑ์ศาสนศิลป์และสุสานชั้นใต้ดิน เปิดเวลา 09:00 – 18:00 น. (หยุดรับคนเข้าชมหลัง 17:30 น.) ปิดทุกบ่ายวันอังคาร (หลัง 14:00 น. เป็นต้นไป) แต่ถ้าตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์จะเปิดปกติ ค่าธรรมเนียม: เข้าชมฟรี (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ทั้งในส่วนของด้านหน้าโบสถ์และพิพิธภัณฑ์ ภาพถ่ายทั้งหมด : โดยผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !