สวัสดีค่ะ จากรอบก่อนที่ครีเอเตอร์ได้เขียนคอนเทนท์จองตั๋วรถไฟ จากกรุงเทพไปเวียงจันทร์ และได้เผยแพร่ไปแล้ว ครีเอเตอร์ได้เดินทางโดยใช้ตั๋วรถไฟวันนั้นแล้วนะคะเพื่อนๆ วันนี้ก็เลยจะมาเล่าและรีวิวให้ฟังค่ะ ว่าเราเดินทางกันยังไง และมีอะไรที่ต้องระวังกันบ้าง เริ่มแรกก่อนเลยนะคะ ถ้าใครจองตั๋วแล้ว เมื่อตรวจสอบตั๋วจะมีข้อความกำกับไว้ว่า ต้องปริ้นท์ตั๋วออกมาเพื่อใช้ตรวจสอบ แต่เวลาเดินทางจริงๆ เราสามารถสแกน QR Code ได้เลยค่า ไม่ต้องปริ้นท์ตั๋วนะคะ เผื่อใครจองออนไลน์แบบเรา จะได้ไม่ต้องกระวนกระวายหาเครื่องปริ้นท์ค่ะ สำหรับครีเอเตอร์เอง เดินทางลาดกระบังค่ะ นั่งรถไฟฟ้าต่อ MRT ไปสถานีกรุงทเพอภิวัฒน์ สาวต่างจังหวัดขอร้องโอดโอยว่า เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน คนช่างมหาศาลเหลือเกิน และเดินทางไกลมากๆ พ่อจ๋าแม่จ๋า กว่าจะถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ได้ ยืนขาชากันเลยทีเดียว เมื่อมาถึงสถานีรถไฟ ให้เราเดินไปยัง Gate ฺB นะคะ บริเวณนี้มีร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม และของขบเคี้ยวต่างๆ แต่จากสมาชิก 6 คนที่แยกย้ายกันไปทานแต่ละร้าน ถ้าถูกใจร้านอะไรก่อนมาถึงสถานีรถไฟ ก็กินมาซะก่อนนะคะ น่าจะถูกปากมากกว่า รถไฟออกจากชานชาลา 21.25 น. นะคะ แต่ว่าประตูจะเปิดให้เข้าไปขึ้นขบวนรถไฟ 30 นาทีก่อนรถไฟออก ดังนั้น ผู้โดยสารควรมาถึง Gate ไม่ช้ากว่า 21.00 น.นะคะ จะได้ไม่ตกรถ เมื่อขึ้นมาบนรถไฟแล้ว เนื่องจากอ่านรีวิวหลายที่ ไม่ค่อยมีที่ไหนเขียนเลย ว่าหน้าตาขบวนจะประมาณไหนยังไง ก็ขออนุญาตให้ข้อมูลไว้ดังนี้เลยนะคะ ตู้รถไฟนอน เมื่อเราขึ้นไปแล้ว ทางเดินจะอยู่ชิดริมฝั่งซ้ายของขบวนค่ะ ฝั่งขวาทั้งหมดจะเป็นเตียงนอน ด้านในสุดของขบวน เป็นห้องน้ำค่ะ ใน 1 ห้อง จะมีสี่เตียง เตียงบนติดห้องน้ำ = ที่นั่ง 1 เตียงล่างติดห้องน้ำ = ที่นั่ง 2 เตียงบนห้องเดียวกัน = ที่นั่ง 3 เตียงล่างห้องเดียวกัน = ที่นั่ง 4 จากนั้นนับไปเรื่อยๆเลยค่ะ และเวลาจองจะเห็นว่ามีการจองผู้ชาย 2 คนเอาไว้เสมอที่ห้องสุดท้าย เพราะอันนั้นเป็นเตียงเจ้าหน้าที่ค่ะ ดังนั้น เราและเพื่อน ผู้ซึ่งจองที่นั่ง 2, 4, 6, 8 เตียงล่างทั้งหมด ก็เลยจะได้แยกห้องกันนอน และมีคนแปลกหน้าที่เขาจองเตียงบนมานอนด้วย ดังนั้นใครอยากจะนอนแบบฟีลแก๊งค์เพื่อน แนะนำจองเป็นเซท 1-4 ไปเลยนะคะ แต่ต้องมีคนเสียสละนอนเตียงบนหน่อยนะ ห้องที่ติดห้องน้ำ มีข้อดีและข้อเสียแบบนี้ค่ะ เรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไม่มีนะคะ เจอปัญหาคนเดินผ่านหัวทั้งคืนเลยค่ะ เพราะต่างคนต่างก็มาเข้าห้องน้ำคนละเวลา จะมีเสียงฟรัชชักโครกกวนใจนิดนึงค่ะ แต่ข้อดีคือ ถ้าจะเข้าห้องน้ำ มันใกล้มากๆ ไม่ต้องดูคิว นึกยากเข้าไปเดินไปได้เลย ตอนที่เราเดินทาง รถไฟไปถึงสถานีหนองคายเวลา 08.30 น. ค่ะ เราจะเห็นเจ้าหน้าที่การรถไฟมายืนต้อนรับพวกเราที่สถานีเลย พอถึงตรงนี้ ให้เราวางสัมภาระทุกอย่างไว้บนรถนะคะ แล้วก็เอาตัวเอง ของมีค่าและพาสปอร์ตไปทำเรื่องผ่านแดนค่ะ เดินไม่ถึง 10 ก้าวก็ถึงตู้ตรวจหนังสือเดินทางแล้ว สะดวกมากๆ สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากจะเดินทางแบบครีเอเตอร์ ตรวจสอบอายุของหนังสือเดินทางให้ดีเลยนะคะ เพราะว่าเพื่อนของครีเอเตอร์สร้างตำนานมาแล้ว พาสปอตต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือนนะคะ ถ้ามันไม่ถึงจริงๆ ให้จองออกจากรถไฟคนแรก แล้วนั่งวินเข้าไปอำเภอหนองคายทำใบผ่านแดนเลยนะคะ ตัวอำเภอใกล้สถานีรถไฟนิดเดียวจริงๆ แบบว่านั่งวินไปก็ทัน และทำเรื่องแบบเดียว เสียบบัตรประชาชนปุ๊บ ปริ้นท์เอกสารปั๊บ นั่งวินกลับมายังไงก็ทัน เพราะคิวทำเรื่องผ่านแดนค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร แต่เผอิญเพื่อนครีเอเตอร์ไม่รีบค่ะ ชิลๆ เดินไปเรื่อย สุดท้าย คนเค้าขึ้นรถไฟกันจะทั้งขบวนแล้ว พอตม. ไม่ให้ผ่าน ก็เศร้าเลยค่ะ วิ่งมาเก็บของออกจากรถไฟให้ไว เพราะเขาไม่ให้ไปต่อค่ะ เมื่อทุกคนทำเรื่องผ่านแดนเสร็จ ก็กลับมาขึ้นรถไฟขบวนเดิม นั่งที่นั่งเดิมนะคะ วันนั้นกว่ารถไฟจะออกจากหนองคายก็เกือบ 09.00 แล้วค่ะ ก็ถือว่าช้ากว่ากำหนดการพอสมควรนะ เพราะกำหนดการคือต้องถึงเวียงจันทร์ 09.05 น. ประมาณ 09.30 น. รถไฟก็ได้พาเรามาถีงสถานีเวียงจันทร์เป็นที่เรียบร้อย เมื่อลงจากรถไฟ ก็สามารถเขียนเอกสาร arrival card แล้วไปต่อคิวตรวจหนังสือเดินทางได้เลยค่ะ คิวตรวจหนังสือเดินทางเราว่าแอบนานอยู่นะคะ กว่าจะได้ออกมาก็คือ 10.15 น.เลย สรุปการเดินทางด้วยรถไฟสำหรับมุมมองเรานะคะ ประหยัดเงินค่าโรงแรมดีค่ะ เดินทางไปถึงที่หมาย ไม่เหนื่อยเกินไป และสำหรับคนนอนง่ายอย่างเราก็ได้นอนเต็มอิ่ม เดินทางต่อยังจุดหมายอื่นได้เลยด้วยการเดินทางทางรถไฟ เช่น จะไปหลวงพระบาง วังเวียง ไม่ต้องต่อรถหลายรอบ ไม่เหมาะกับคนที่ชอบเที่ยวแบบสบาย เพราะต้องเดินขึ้น เดินลง ยกกระเป๋า สายสบายแนะนำเป็นนั่งเครื่องมาจะรู้สึกดีมากกว่า สำหรับวันนี้ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนจบค่า ภาพทั้งหมดครีเอเตอร์ถ่ายเองค่ะ ♥️♥️ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !