28 พฤศจิกายน 2024 (13:00) อากาศยามเช้าที่สนามบินนาริตะเย็นสดชื่นอย่างที่ฉันจินตนาการเอาไว้หลายสัปดาห์ นอกกำแพงกระจกทุกสิ่งดูใหม่ไปหมด ทั้งป้ายที่อ่านไม่ออก เสียงผู้คนที่ขึ้นลงอย่างสุภาพราวกับท่วงทำนอง และความเป็นระเบียบที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครบังคับ วันนี้ฉันจะเดินทางจากชานกรุงโตเกียว มุ่งหน้าสู่ใจกลางจังหวัดกุนมะ จังหวัดที่เลือกขึ้นมาจากทั้งความบังเอิญและความอยากรู้อยากเห็น แผนการ—(ถ้าจะเรียกว่ามีแผน)—นั้นเรียบง่ายมาก ขึ้นรถไฟไปทางเหนือ แวะพักแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังสักที่เมื่อโอกาสเหมาสม แล้วปล่อยให้เรื่องราวดำเนินต่อไปเอง ตอนแรกฉันแอบกังวลว่าการนั่งรถไฟหลายชั่วโมงคงน่าเบื่อ แต่ญี่ปุ่นมีวิธีเติมเต็มความเงียบได้อย่างน่าประหลาด มีเสียงครืดคราดเป็นจังหวะของเด็นฉะ (電車-train) เสียงประกาศสถานีที่นุ่มนวล และแล้วโอกาสที่ว่านั้นก็มา ช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนสายรถไฟเพื่อเดินทางต่อไปทางเหนือ ฉันตัดสินใจ ลากกระเป๋าเดินขึ้นรถเมล์แทน เพื่อแวะไปดูเมือง “คาวาโกเอะ” เมืองเล็ก ๆ ที่ผู้คนบอกว่ายังคงรักษาบรรยากาศของเอโดะในอดีตเอาไว้ รถบัสจอดใกล้วัดคิตะอิน ทันทีที่เท้าก้าวลงบนพื้นทางกรวด และเดินผ่านประตูวัดที่มีทางลาดยางมะตอย ตรงเข้าไปสู่อาคารหลักซึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง เวลาก็ดูเหมือนจะเดินช้าลง ชายสูงวัยสองคนนั่งคุยกันบนม้านั่งใต้ต้นไม้ที่ผลัดใบ นกหลายตัวบินวนลงมารอเศษอาหาร น่าแปลกที่วัดเงียบกว่าที่คิด มีเพียงเสียงนกบินวนอยู่เหนือศีรษะ รอเศษขนมจากนักท่องเที่ยวที่ยังมาไม่ถึง ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าฉันมาถึงเช้าเกินไป ซึ่งไม่ใช่แน่ๆ เพราะตอนนี้นาฬิกาบอกเวลาบ่ายโมง หรือทุกคนกำลังหลบอากาศหนาวอยู่กันแน่ ชายชราสองคนนั่งคุยกันอย่างสบายๆ บนม้านั่งไม้ ภาพนั้นทำให้บริเวณวัดดูไม่เหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เคร่งขรึม แต่กลับเหมือนสวนหลังบ้านของใครสักคน ความเคร่งขรึมที่ฉันคาดหวังไว้ค่อยๆ ละลายหายไป เหลือเพียงความอบอุ่น ความอบอุ่นที่เกิดจากความคุ้นเคย และกิจวัตรประจำวันที่ทำซ้ำทุกวัน ฉันพยายามนึกถึงสิ่งที่เคยอ่านเกี่ยวกับ เทมิสึยะ (手水舎) หรือพิธีเล็กๆ สำหรับชำระล้างมือและปากก่อนเข้าเขตศักดิ์สิทธิ์ ตักน้ำกับกระบวยด้วยมือขวาเพื่อล้างมือซ้ายก่อน จากนั้นตามด้วยล้างมือขวา จากนั้นค่อยตักน้ำกับฝ่ามือ เพื่อล้างริมฝีปากเบาๆ และพยายามสงบนิ่งที่สุด อย่าแตกตื่นเหมือนเป็ดที่กำลังสลัดน้ำจากตัวหลังกลับจากสระ แต่ทันทีที่น้ำเย็นเฉียบไหลผ่านปลายนิ้ว เย็นเสียจนเหมือนเพิ่งไหลลงมาจากยอดเขา ฉันสะดุ้งเล็กน้อย พอล้างมือเสร็จ ความสงบอย่างประหลาดก็เข้ามาแทนที่ พิธีกรรมง่ายๆ เหล่านี้ค่อยๆ ดึงฉันให้เข้ากับจังหวะของสถานที่ ความเย็นยังคงเต้นระบำอยู่บนฝ่ามือ แต่พิธีกรรมยังไม่จบแค่นั้น และฉันก็ดันลืม และสลับลำดับกันไปมั่ว เพราะการเข้าศาลเจ้าญี่ปุ่น เพื่อศักการะศาลเจ้าหรือวัดด้วยความเคารพ ซึ่งเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ซัมไป” (Sampai) ต้องเริ่มที่ การโค้งทำความเคารพประตูก่อนเข้า จากนั้นจึงล้างมือด้วยน้ำเย็นเฉียบ แล้วค่อยดึงเชือกตีระฆังดังเสียจนรู้สึกว่าคนทั้งละแวกน่าจะได้ยิน และอย่าลืมที่จะหยอดเหรียญลงกล่องราวกับกำลังติดสินบนเทพเจ้าให้หันมามองเรา และสุดท้าย ปรบมือสองครั้ง โค้งอีกครั้ง แล้วภาวนาในใจว่า…“หวังว่าฉันจะไม่ทำผิดนะ” หรือจะขอพรเหมือนคนทั่วไปส่วนใหญ่ก็แล้วแต่ ฉันแอบจินตนาการว่า ตอนนี้ที่ไหนสักแห่งหลังเสาไม้โบราณ เหล่าคามิซามะคงกำลังเลิกคิ้วมองนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนกำลังพยายามอย่างหนัก เพื่อไม่ให้ดูขำต่อหน้าชาวท้องถิ่น แต่ก็นั่นแหละคือเสน่ห์ของการซัมไป พิธีกรรมเล็กๆ ที่ทำให้คนอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น แต่ก็เป็นคอมเมดี้เล็กๆ ให้เทพเจ้าได้ขำเช่นกัน โดยเฉพาะเวลาที่คุณเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งพยายามทำท่าทางทุกอย่างให้ดูเหมือนรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่างน้อยเทพเจ้าคงเห็นความพยายามของฉัน และคงจะให้พรเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวของฉันในครั้งนี้แน่นอน (หวังว่านะ) (16:00) เมืองค่อยๆ เผยตัวออกมาท่ามกลางแสงไฟและความเคลื่อนไหวของวัยรุ่นที่เร่งฝีเท้าข้ามลานหน้าสถานี ขณะที่ป้ายไฟนีออนเริ่มทยอยส่องสว่าง ท่ามกลางบ่ายวันที่ท้องฟ้าสีเทา และไม่มีร่องรอยของดวงอาทิตย์ตกดินยามเย็น ฉันตั้งใจจะพักในเมืองนี้ทั้งหมดสี่คืน ไม่ใช่เพราะเมืองนี้โปรโมทตัวเองเสียจนฉันอดใจไม่ไหว แต่เพราะมันตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางของจังหวัดกุนมะพอดิบพอดี และเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังแทบทุกแห่ง ที่มีทั้งรถไฟและรถบัสแผ่เส้นทางออกไปรอบทิศ การเลือกพักที่นี่จึงไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเลือก ‘จุดหมายปลายทาง’ แต่มันเหมือนการเลือก ‘รองเท้าดีๆ’ สักคู่มากกว่า อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่น่าตื่นเต้นที่สุด แต่ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ทาคาซากิจึงกลายเป็นสำนักงานใหญ่เล็กๆของฉันโดยปริยาย ตัวเมืองเองไม่ได้ทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจมากนักหรือบังคับให้ฉันตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น มันเพียงแค่มอบถนนที่เดินสบาย ระบบขนส่งที่ไว้ใจได้ และโรงแรมของฉันก็อยู่ไม่ไกลนักจากสถานีรถไฟ เป็นโรงแรมธุรกิจเล็กๆ ที่ดูค่อนข้างเก่า มีเตียงเดี่ยวแคบๆ สองเตียง มีโทรทัศน์รุ่นเก่าและห้องน้ำที่เล็กพอ ๆ กับกระเป๋าเดินทาง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็สมบูรณ์แบบในแบบของมัน “เล็ก… แต่ก็น่ารักดีนะ” ฉันคิดกับตัวเอง เมื่อเดินออกไปข้างนอก อากาศช่วงเย็นยิ่งหนาวกว่าเดิม ฉันเดินเตร่ๆ หาร้านอาหารอุ่นๆอยู่พักใหญ่ โดยไม่มีเป้าหมาย และสุดท้ายก็ยอมแพ้ให้กับอากาศหนาวที่ยังไม่คุ้นชิน ฉันเดินเข้าร้านสะดวกซื้อในสถานีรถไฟ หยิบราเม็งมา 1 ถ้วย แล้วเดินกลับ ฉันค่อยๆ ซดน้ำซุปและลิ้มรสราเมน ที่มีไอน้ำลอยอบอวลรอบตัวฉัน ดื่มด่ำกับบรรยากาศข้างนอกหน้าต่าง ที่มีเพียงวิวถนนหน้าโรงแรมซึ่งรถสัญจรบ้างนานๆที และมีคนเดินเข้าออกซอยบ้างเล็กน้อยแทบจะนับครั้งได้ ไม่นานราวกับญี่ปุ่นกำลังคลี่ผ้าห่มผืนบางมาห่มให้ และกระซิบเบาๆว่า “พักผ่อนเถอะ…พรุ่งนี้ ภูเขากำลังรอเธออยู่” และฉันก็ทิ้งตัวลงนอนในเวลาเร็วกว่าปกติ รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !