ถ้าพูดถึงพิกัดพักปอดใกล้กรุงเทพฯ ที่ขับรถแป๊บเดียวแต่บรรยากาศเหมือนหลุดมาอยู่อีกโลก "สวนผึ้ง" จังหวัดราชบุรี คือลิสต์อันดับต้นๆ ในใจเสมอ เพราะที่นี่ตอบโจทย์ได้ครบทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายคาเฟ่ชิคๆ สายถ่ายรูปอวดโซเชียล หรือคนที่อยากเอาตัวไปจุ่มธรรมชาติแบบจริงจัง แต่ถ้าใครเริ่มเบื่อคาเฟ่แล้วอยากสัมผัสพลังธรรมชาติแบบถึงแก่น พร้อมท้าทายพละกำลังขากันสักหน่อย แนะนำให้ลึกเข้ามาอีกนิดที่ "น้ำตกเก้าโจน" หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อน้ำตกเก้าชั้น ที่นี่คือจุดรวมความสงบ ความสดชื่น และความสนุกเอาไว้ในพิกัดเดียวจริงๆ ความพิเศษของน้ำตกแห่งนี้ไม่ใช่แค่สายน้ำที่ไหลผ่านโขดหินทั่วไป แต่มันคือต้นน้ำที่เกิดจากลำห้วยบนเทือกเขาตะนาวศรี โดยสายน้ำจะไหลผ่านหน้าผาหินแกรนิตลดหลั่นลงมาถึง 9 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นก็มีความสูงและเอกลักษณ์ความสวยงามที่ต่างกันออกไป ชนิดที่ว่าเดินไปถ่ายรูปไปไม่มีเบื่อเลย เสน่ห์ของน้ำตกเก้าโจนคือความหลากหลายที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม บางชั้นน้ำนิ่งนุ่มนวลเหมาะกับการนั่งชิลรับลม ในขณะที่ชั้นบนๆ จะให้ความรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายสำหรับสายลุย ทำให้การมาเยือนที่นี่ครั้งเดียวได้ครบทุกรสชาติ ทั้งความผ่อนคลายและการผจญภัยเล็กๆ ในวันหยุด เริ่มสตาร์ทกันที่ชั้นแรกๆ ก่อน โซนนี้ถือเป็นโซนพักผ่อนหลักสำหรับใครที่ไม่อยากเดินไกล เน้นความสบายเป็นหลัก บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยธารน้ำใสและโขดหินขนาดใหญ่ เหมาะแก่การปูเสื่อจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ฟังเสียงน้ำกระทบหินเบาๆ ซึ่งช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าจากการทำงานได้ดีมากๆ พอเริ่มขยับก้าวเข้าสู่ชั้นที่ 3 และ 4 ความเขียวขจีของป่าจะเริ่มหนาตาขึ้นจนโอบล้อมตัวเราเลย ช่วงที่มีแสงแดดรำไรส่องผ่านยอดไม้ลงมายังแอ่งน้ำเล็กๆ มันคือมุมถ่ายรูปที่ดูราวกับภาพวาดเลยทีเดียว ในช่วงวันหยุดเรามักจะเห็นเด็กๆ ลงเล่นน้ำกันสนุกสนาน เพราะน้ำโซนนี้ไม่ลึกและค่อนข้างปลอดภัย แต่ถ้าถามถึง "จุดตาย" ที่สายคอนเทนต์ห้ามพลาดเด็ดขาด คือต้องดั้นด้นมาให้ถึง "ชั้นที่ 6" ชั้นนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นชั้นที่สวยที่สุดของน้ำตกเก้าโจนเลย สายน้ำจะตกลงมาจากหน้าผาสูงเป็นม่านสีขาวโพลนตัดกับมอสสีเขียวเข้มบนโขดหิน รับรองว่าได้รูปโปรไฟล์ที่ดูเท่และดูเป็นธรรมชาติสุดๆ แน่นอน สำหรับการเดินเท้าจากชั้นล่างสุดขึ้นไปถึงชั้นบนสุด มีระยะทางรวมประมาณ 2 กิโลเมตร แม้ตัวเลขจะฟังดูไม่ไกลมาก แต่ด้วยสภาพทางที่มีความชันและต้องเดินข้ามลำธารบ้างในบางจุด บอกเลยว่านี่คือการทำ Mini-Hiking ย่อมๆ ที่ช่วยเรียกเหงื่อและฝึกความอดทนได้ดีเยี่ยมสำหรับคนรุ่นใหม่อย่างเรา ระหว่างทางที่เดินขึ้นไป อย่าลืมถอดหูฟังแล้วฟังเสียงนกร้องสลับกับเสียงแมลงนานาชนิดดูนะ มันคือดนตรีบำบัดจากธรรมชาติที่หาไม่ได้เลยในเมืองหลวง แถมผืนป่าที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์มาก ถ้าจังหวะดีๆ อาจจะได้เจอฝูงผีเสื้อบินว่อนอยู่ตามโป่งน้ำ เป็นภาพที่ประทับใจจนต้องหยุดถ่ายรูปไว้เลยล่ะ เมื่อความพยายามพาไต่ระดับความชันขึ้นมาถึงชั้นที่ 9 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้าย ความเหนื่อยที่มีจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง เพราะจะได้ยืนอยู่บนจุดที่สูงที่สุดท่ามกลางความเงียบสงบ ลมพัดเย็นสบายมองเห็นยอดไม้เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา เป็นรางวัลที่คุ้มค่าจริงๆ สำหรับการฝ่าฟันขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของน้ำตกแห่งนี้ สิ่งที่ประทับใจอีกอย่างคือการจัดการพื้นที่ ที่นี่เน้นความสะอาดและเป็นระเบียบมาก โดยเฉพาะการรณรงค์งดนำพลาสติกขึ้นไปยังชั้นบนๆ เพื่อป้องกันขยะตกค้างในป่า ซึ่งถือเป็นเสน่ห์สำคัญที่ทำให้ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติยังคงอยู่ให้เราได้เที่ยวกันไปนานๆ หลังจากเล่นน้ำและเดินป่าจนอิ่มเอมใจแล้ว บริเวณด้านล่างก็มีร้านค้าสวัสดิการและร้านอาหารท้องถิ่นรอต้อนรับอยู่เพียบ เมนูเด็ดที่แนะนำว่า "ห้ามพลาด" คือส้มตำไก่ย่างร้อนๆ รสชาติแซ่บๆ เข้ากับบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบเอาท์ดอร์ได้อย่างลงตัวที่สุด กินตอนเหนื่อยๆ คือสวรรค์เลย หากร่างกายเริ่มประท้วงความเมื่อยล้า มีพิกัดลับ (ที่ไม่ลับ) ใกล้ๆ อย่าง "ธารน้ำร้อนบ่อคลึง" มาแนะนำ ลองแวะไปแช่เท้าในน้ำอุ่นธรรมชาติหลังจากเดินขึ้นเขามานับกิโลเมตรดูสิ มันช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เหมือนได้รีชาร์จพลังก่อนขับรถกลับบ้านเลย ถ้าถามว่าควรมาช่วงไหนดีที่สุด? แนะนำให้มาในช่วง "ปลายฝนต้นหนาว" ประมาณเดือนกันยายนไปจนถึงธันวาคม เพราะปริมาณน้ำกำลังสวย น้ำใสแจ๋ว และอากาศรอบข้างก็ไม่ร้อนจัดจนเกินไป ทำให้การเดินสำรวจทั้ง 9 ชั้นเป็นไปอย่างเพลิดเพลินตลอดเส้นทาง สุดท้ายนี้ การเตรียมตัวสำคัญมาก ควรเลือกสวมรองเท้าที่เกาะพื้นได้ดีและเตรียมพื้นที่เมมโมรี่กล้องไว้ให้ว่างเข้าไว้ ที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมพก "จิตสำนึกรักษ์โลก" ไปด้วยนะ เพื่อให้ความสวยงามของน้ำตกเก้าโจนยังคงเป็นสวรรค์ของนักเดินทางและสายคอนเทนต์ไปอีกนานเท่านาน รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !