ถ้าถามว่าช่วงนี้กรุงเทพฯ เป็นยังไง คำตอบก็คงหนีไม่พ้นคำว่า ร้อนมาก และรถติดสุดๆ จนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ทีไร ความคิดแรกที่โผล่ขึ้นมาก็คือ “ขอนอนแผ่อยู่บ้านดีกว่า” ไม่อยากออกไปไหนให้เหนื่อยเพิ่ม แต่จริงๆ แล้ว แค่ลองพาตัวเองออกไปเจอพื้นที่สีเขียว สูดอากาศดีๆ บ้าง บอกเลยว่ามันช่วยฮีลใจได้มากกว่านอนดูซีรีส์อยู่ในห้องทั้งวันเสียอีก วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนไปรู้จักพิกัดสีเขียวแถว ย่านประเวศ ที่ไปง่าย เดินเพลิน และทำให้ลืมไปเลยว่าตอนนี้เรายังอยู่กลางกรุงเทพฯ ที่นี่คือ “ป่ากลางกรุง ปตท.” พื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงเทพฯ ที่เอาที่ดินรกร้างและกองขยะในอดีต มารีโนเวตใหม่จนกลายเป็นปอดขนาดใหญ่กว่า 12 ไร่ ตอนแรกที่เลี้ยวรถเข้ามาแล้วเห็นกำแพงดินสีส้มอิฐสูงๆ ผมแอบคิดในใจว่า ข้างในมันจะป่าได้จริงแค่ไหนกันนะ? แต่พอเดินผ่านกำแพงนั้นเข้าไปเท่านั้นแหละ เหมือนหลุดออกจากเมืองวุ่นวายทันที เสียงรถ เสียงแตร ค่อยๆ หายไป เหลือแค่เสียงลมพัดผ่านใบไม้เบาๆ กับบรรยากาศสงบๆ ที่ทำให้ลืมไปเลยว่านี่คือ ป่าใจกลางกรุงเทพฯ จริงๆ “กำแพงดินบดอัดสูงตระหง่านที่มีไม้เลื้อยปกคลุม ให้ฟีลเหมือนหลุดเข้ามาในเขาวงกตลับใจกลางเมือง” ทำไมต้องกำแพงดิน? เพราะมันเท่แบบมีเหตุผล สิ่งที่สะดุดตาผมตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป คือกำแพงดินลายชั้นสวยๆ ที่ดูดิบ เท่ มีฟีลฮิปสเตอร์เบาๆ ถ่ายรูปมุมไหนก็ขึ้นกล้อง มารู้ทีหลังว่านี่คือ “ผนังดินบดอัด (Rammed Earth)” งานดีไซน์สายรักษ์โลกที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ยังช่วยเป็นฉนวนกันความร้อน ทำให้บรรยากาศด้านในเย็นลงแบบรู้สึกได้จริง หรือที่เรียกกันว่า Cooling Effect ถึงจะไม่เย็นฉ่ำเหมือนเปิดแอร์ แต่เป็นความเย็นสบายแบบธรรมชาติ จากร่มเงาต้นไม้ใหญ่ล้วนๆ เดินเล่นเพลินๆ ไม่เหนียวตัว ไม่หงุดหงิด เหมาะมากกับคนอยากหนีอากาศร้อนในกรุงเทพฯ แบบไม่ต้องออกนอกเมือง “ทางเดิน Skywalk ระยะทางกว่า 200 เมตร ที่พาเราเดินลัดเลาะไปแตะยอดไม้ สูดอากาศดีๆ ได้เต็มปอด” Skywalk เส้นทางเดินชมธรรมชาติระดับยอดไม้ ไฮไลท์ที่ทุกคนต้องมาเดิน คือทางเดินลอยฟ้าหรือ "Skywalk" ความยาวกว่า 200 เมตร ที่เขาสร้างลัดเลาะไปตามยอดไม้ครับ การออกแบบของเขาเจ๋งตรงที่ไม่ได้ทำมาแค่ให้เราถ่ายรูปสวยๆ แต่เขาต้องการยกระดับคนให้ลอยขึ้น เพื่อไม่ให้เท้าเราไปย่ำยีหน้าดินหรือรบกวนระบบรากไม้ด้านล่าง ทำให้ต้นไม้ที่นี่เติบโตได้อย่างอิสระและสมบูรณ์มากๆ เดินไปเรื่อยๆ ผมเริ่มสนุกกับการสังเกตพรรณไม้สองข้างทาง ยอมรับตรงๆ ว่าปกติผมแทบไม่รู้จักชื่อต้นไม้เลย แต่ที่นี่เขาแปะป้ายชื่อไว้ให้เราได้อ่านเพลินๆ ทำให้ได้รู้ว่าต้นสูงๆ ที่เห็นเนี่ยคือ "ยางนา" หรือพวกไม้ตระกูล "ตะเคียน", "มะหาด", และ "แคนา" ซึ่งเป็นไม้ดั้งเดิมของกรุงเทพฯ (Bangkok Native Forest) ที่เคยมีอยู่จริงเมื่อร้อยปีก่อน แต่เดี๋ยวนี้หาดูยากมาก เหมือนได้มาเดินดูพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ระหว่างเดินบนทางเดินไม้ ลองก้มมองลงไปข้างล่างบ้างนะครับ คุณจะเห็นเลเยอร์ของป่าที่น่าสนใจมาก มีทั้งพืชคลุมดิน เฟิร์นต่างๆ และมอสเขียวๆ เกาะตามขอนไม้ มันแสดงให้เห็นถึงความชุ่มชื้นและความสมดุลของธรรมชาติ ที่พืชต้นเล็กต้นน้อยต่างพึ่งพาอาศัยร่มเงาจากไม้ใหญ่เพื่อการอยู่รอด มุมถ่ายรูปที่สายคอนเทนต์ห้ามพลาด สำหรับสายถ่ายรูป ผมว่าที่นี่แสงสวยมากครับ แนะนำให้มาช่วงเช้าๆ (9.00 - 10.30 น.) หรือไม่ก็บ่ายแก่ๆ (16.00 น. เป็นต้นไป) แสงแดดจะส่องผ่านใบไม้ลงมาเป็นรำไร ("Sun rays") ถ่าย Portrait ออกมาแล้วผิวสวยละมุน หรือจะถ่ายวิวทางเดินที่ทอดยาวหายไปในดงไม้ก็ได้ฟีลแบบ "Cinematic" เท่ๆ ไปอีกแบบ แนะนำให้แต่งตัวโทนสีขาว ครีม หรือเอิร์ธโทน จะถ่ายรูปขึ้นกล้องมาก ตัดกับสีเขียวของป่าได้อย่างลงตัว “ไฮไลท์ห้ามพลาด "หอชมป่า" สูง 23 เมตร ท้าทายให้ขึ้นไปชมวิวกรุงเทพฯ แบบพาโนรามา” พิชิตความสูงที่ "หอชมป่า" จุดเช็กอินที่ห้ามพลาด (และห้ามท้อ) คือ "หอชมป่า" (Observation Tower) สูงประมาณ 23 เมตร เดินขึ้นบันไดวนไปเรื่อยๆ อาจจะมีหอบบ้างนิดหน่อย แต่พอขึ้นไปถึงชั้นบนสุดแล้วคุ้มค่าเหนื่อยแน่นอน เพราะวิวข้างบนคือพีคมาก เราจะเห็นผืนป่าสีเขียวตัดกับตึกสูงของกรุงเทพฯ เป็นภาพ Contrast ที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ ในเมืองคอนกรีตแบบนี้ ยิ่งถ้าวันไหนฟ้าเปิด เราจะมองเห็นไปไกลถึงสนามบินสุวรรณภูมิเลยทีเดียว “โซนนิทรรศการด้านในจัดแสดงน่าสนใจมาก ยิ่งเรื่องการปลูกป่าแบบ "มิยาวากิ" คือเปิดโลกสุดๆ” แหล่งเรียนรู้ที่ไม่ได้มีแค่ในตำรา หลังจากเดินตากลมชมวิวบนยอดไม้จนหนำใจ ถ้าใครเริ่มร้อน ลงมาด้านล่างเขามีอาคารนิทรรศการแอร์เย็นๆ ให้เข้าไปเดินตากแอร์พักเหนื่อย ข้างในไม่ได้มีแค่นิทรรศการน่าเบื่อๆ แต่มีการจัดแสดง ห้องฉายภาพยนตร์สั้น และโซนเมล็ดพันธุ์ไม้ที่ออกแบบสวยมาก ไฮไลท์คือความรู้เรื่องการปลูกป่าแบบ "มิยาวากิ" (Miyawaki Method) ของศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่น ที่เน้นปลูกไม้ยืนต้นหลายชนิดคละกันในหลุมเดียว ให้ต้นไม้แข่งกันโตหาแสงแดด วิธีนี้ทำให้ป่าโตเร็วกว่าปกติถึง 10 เท่า! เป็นความรู้ใหม่ที่ย่อยง่ายและน่าสนใจ สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากและอยากชื่นชม คือความสะอาดครับ ทางเดินสะอาด ห้องน้ำดี มีแม่บ้านและเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด ทำให้รู้สึกปลอดภัยและน่าเดิน เหมาะมากถ้าจะพาพ่อแม่หรือผู้สูงอายุมาเดินออกกำลังกายเบาๆ หรือพาเด็กๆ มาเรียนรู้นอกห้องเรียน บรรยากาศโดยรวมของที่นี่ มันคือความเงียบสงบที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน แค่ได้มายืนนิ่งๆ สูดอากาศดีๆ เข้าปอด ฟังเสียงนกร้อง มองดูแมลงปอบินว่อน มันช่วยรีชาร์จพลังงานที่หมดไปกับการทำงานหนักมาทั้งสัปดาห์ได้ดีจริงๆ การเดินทางมาป่าในกรุง สำหรับการเดินทางมาที่นี่ ถ้าขับรถส่วนตัวมาสามารถปักหมุด GPS ว่า "ป่าในกรุง" ได้เลยครับ อยู่บนถนนสุขาภิบาล 2 (อ่อนนุช-ประเวศ) แต่ข้อควรระวังคือ "ที่จอดรถหน้าโครงการมีจำกัด" จอดได้ไม่กี่คัน ถ้าเต็มอาจจะต้องเลยไปจอดริมถนนในจุดที่อนุญาต หรือไปจอดที่ร้านอาหารใกล้เคียงแล้วเดินย้อนกลับมา ส่วนใครไม่มีรถ แนะนำให้ลง Airport Link สถานีลาดกระบัง หรือ BTS อุดมสุข แล้วต่อ Taxi เข้ามาจะสะดวกที่สุด และที่สำคัญที่สุด คือทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้ "เข้าฟรี" ไม่มีค่าใช้จ่ายสักบาทเดียว เพียงแค่ต้องช่วยกันรักษาความสะอาดและปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้าไปทานด้านใน (พกน้ำเปล่าได้) และ ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้า เพื่อไม่ให้รบกวนระบบนิเวศและสัตว์เล็กๆ ในป่า เพื่อให้ป่าเล็กๆ แห่งนี้ยังคงสวยงามและอยู่คู่กับคนกรุงไปนานๆ “เดินจนเหนื่อยก็แวะมานั่งพักใจเงียบๆ ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ชาร์จพลังให้เต็มที่ก่อนกลับไปไปสู้กับงาน” ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยววันหยุดแบบไม่ไกล ไม่ต้องขับรถออกต่างจังหวัด แต่อยากได้ฟีลธรรมชาติแบบเต็มคาราเบล ลองแวะมาที่ ป่ากลางกรุง ปตท. ผมเชื่อว่าคุณจะได้ความสุขและความสบายใจกลับบ้านไปเต็มกระเป๋าแน่นอน รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน