ถ้าพูดถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์ เชื่อว่าภาพจำของหลายๆ คนคือการเดินชมซากอิฐเก่า ป้อมเพชร หรือไม่ก็แวะกินก๋วยเตี๋ยวเรือรสเด็ด แต่วันนี้เราจะพาทุกท่านหลีกหนีความวุ่นวาย เลี้ยวรถมุ่งหน้าสู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก เพื่อไปกราบสักการะหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่อยู่ยงคงกระพันมาตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา นั่นคือ "วัดพนัญเชิงวรวิหาร" ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า วัดเจ้าพระนางเชิงและในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกล่าวไว้ว่า ได้มีการสถาปนาพระพุทธรูปพุทธชื่อ”พระเจ้าพนัญเชิง” เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๖๗ ซึ่งก่อนพระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง ๒๖ ปี ก้าวแรก เมื่อเดินผ่านหลังคาสีแดงสดที่บริเวณจั่วเขียนคำว่า "โต" ตัวโต ๆ แล้วภายใต้หลังคานี้ร่มเย็นจากแสงแดดที่แผดจ้าในยามเที่ยง มีจุดให้เราสามารถสักการะพระพุทธรูปจุดธูปเทียนกันให้เรียบร้อยก่อนย่างก้าวเข้าไปยังจุดไฮไลท์ของวัดแห่งนี้ เปิดประตูรับความขลัง ณ "หลวงพ่อโต" (พระพุทธไตรรัตนนายก) หลักจากจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนไตรด้านนอกเรียบร้อยแล้ว เมื่อก้าวแรกที่เดินผ่านซุ้มประตูเข้ามา ความรู้สึกอึกทึกครึกโครมข้างนอกเหมือนถูกกดปุ่มเงียบสงบสะกดในทันที บรรยากาศภายในพระวิหารหลวงอบอวลไปด้วยควันธูปและแรงศรัทธา ตรงหน้าเราคือ "หลวงพ่อโต" หรือที่ชาวจีนเรียกว่า "ซำปอฮุดกง" พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยองค์ใหญ่มหึมาที่ประทับนั่งเต็มพื้นที่วิหาร สีทองอร่ามตา ตัดกับความเย็นฉ่ำภายในและแรงศรัทธาของผู้คนที่เดินทางมากราบไหว้ไม่ขาดสาย หากพิจารณายืนแหงนมองท่านจะ รู้สึกได้ถึงความ "ขลัง" ที่ทรงพลังแบบนิ่งสงบ ความยิ่งใหญ่ขององค์พระทำให้เรารู้สึกตัวเล็กจิ๋วไปเลย แต่น่าแปลกที่ใจมันกลับสงบและอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ผู้พึ่งพาบารมีท่านให้ช่วยคุ้มครองเส้นทางชีวิต วิหารเขียน: วิหารแห่งจิตรกรรมจีน พระวิหารเขียน หรือที่เรียกกันว่าวิหารแห่งจิตรกรรมจีน ตั้งอยู่บริเวณด้านซ้ายของวิหารหลวงพ่อโตภายใน วัดพนัญเชิงวรวิหาร โดยสร้างพร้อมกับพระอุโบสถโดยบุตรเขยของพระยาชาวรามัญ เป็นตึกทรงยาวแบบโบราณภายในวิหารมีภาพเขียนสีโบราณ และเสาเขียนสีลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่งสีแดง หัวเสาประดับปูนปั้นรูปบัวกลุ่มกลีบซ้อนกันหลายชั้น รวมถึงบานประตูไม้แกะสลักลอยตัวที่งดงาม อีกทั้งเป็นที่ประดิษฐานพระประธานอันศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ พระพุทธรูปปูนปั้น และ พระพุทธรูปแบบมหายาน ซึ่งเป็นมรดกพุทธศิลป์ พระพุทธรูป 3 องค์ในพระอุโบสถวัดพนัญเชิง พระพุทธรูปภายในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูป 3 องค์ คือพระพุทธรูปทอง (เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยทำจากทองสัมฤทธิ์) องค์กลางเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสมัยอยุธยา ส่วนพระพุทธรูปนาคเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนั้นจะมีสีออกแดงๆ (เดิมทีพระพุทธรูปทองและนาคนี้เพิ่งถูกพบว่าเป็นพระทองและพระนาค เดิมทีพระทั้งสององค์ถูกฉาบ เคลือบด้วยปูน) น่าจะเพื่อป้องกันการถูกข้าศึกนำกลับไปเพราะว่าเป็นของมีค่า นอกจากนั้นวัดนี้ไม่ได้มีดีแค่ความใหญ่อลังการถ้าเดินสำรวจรอบๆ ดีๆ จะเห็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจซ่อนอยู่ เช่น ตํานานสร้อยดอกหมาก: ที่มาของชื่อวัดและเรื่องเล่าโศกนาฏความรักของพระนางสร้อยดอกหมาก ที่สะท้อนความผูกพันของสายน้ำและการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลในอดีต วิหารแม่นางกวัก: สำหรับสายมูหรือคนที่ทำมาค้าขาย แวะไปกราบแม่นางกวักองค์ใหญ่ที่อยู่ด้านข้าง เพื่อขอพรเรื่องโชคลาภ ค้าขายคล่องตัว รับรองว่าใจฟูกลับบ้านแน่นอน ท่าน้ำริมแม่น้ำป่าสัก: จุดไฮไลท์ที่หลายคนชอบมองข้าม เดินทะลุด้านหลังวิหารออกไปรับลมเย็นๆ ริมน้ำ ให้อาหารปลาหน้าวัด มองดูเรือหางยาววิ่งผ่านไปมา นั่งมองเพลินๆ แป๊บเดียวก็หมดเวลาไปเป็นชั่วโมงแล้ว การมาเที่ยววัดพนัญเชิงไม่ใช่แค่การมา "ไหว้พระขอพร" ตามลิสต์ทัวร์ทั่วไป แต่มันคือการได้มาทิ้งความวุ่นวาย ชาร์จพลังใจให้กลับมานิ่งและหนักแน่นเหมือนฐานพระ หลวงพ่อโตท่านอยู่มานานผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายร้อยปี เราเองก็แค่เดินทางผ่านช่วงเวลาสั้นๆ ในชีวิต เจอเรื่องหนักหน่วงแค่ไหน ก็แค่ตั้งสติแล้วยิ้มสู้ครับ ใครมีแพลนมาอยุธยาแล้วยังไม่ได้แวะที่นี่ ลองปักหมุดมาสัมผัสความขลังด้วยตาตัวเองสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่าพลังแห่งความสงบที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงวัดเก่าแก่ มันเยียวยาใจได้ดีขนาดไหน ภาพ: เสือซ่อนยิ้ม เรื่อง: เสือซ่อนยิ้ม อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !