หากจะเอ่ยถึงเมืองตากอากาศชายทะเลที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน ชื่อของ ‘หัวหิน’ ย่อมติดอยู่ในอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่ทะเลใกล้กรุงฯ แต่เป็นเมืองที่มี ‘คาแรคเตอร์’ ชัดเจน เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกของวันวานกับความสะดวกสบายของโลกยุคใหม่ ทริป 2 วัน 1 คืนกับเพื่อน ๆ ได้เริ่มขึ้นแล้ว ไปลุยกันเลย พวกเราเลือกเดินทางไปหัวหินด้วยรถไฟด่วนพิเศษ ขบวน 43 ดีเซลรางปรับอากาศ ออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) เวลา 7:30 น. ถึงที่สถานีหัวหัน 10:31 น. ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ราคาตั๋วคนละ 330 บาท สามารถซื้อตั๋วออนไลน์ หรือซื้อที่เจ้าหน้าที่ขายตั๋วได้เลย พอมาถึงที่สถานีหัวหิน จะมีรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสองแถว ในบริเวณนั้นมีร้านให้เช่ารถจักรยานยนต์รายวัน หรือเรียกรถบริการรับ-ส่ง จากแอพพลิเคชั่นสามารถเลือกใช้บริการตามความสะดวก ไปหัวหินในครั้งนี้ เลือกพักที่ La Casita Hua Hin จองผ่าน Agoda ที่พักสวยตกแต่งสไตล์สเปน สะอาด พนักงานบริการยิ้มแย้ม บรรยากาศที่พักดี มีห้องพักหลายขนาดให้เลือก ราคาคุ้มค่า สระว่ายน้ำที่ ใส สะอาดให้นักท่องเที่ยวได้เล่น ทำเลที่ตั้งดีมี ร้านสะดวกซื้ออยู่ไม่ไกลจากที่พัก ใกล้โรงพยาบาล ร้านอาหารพื้นบ้าน หรือร้านอาหารที่มีระดับขึ้นมา ร้านนวดแผนไทย รวมไปถึงร้านเช่ารถจักรยานยนต์ เดินทางสะดวก ติดถนนถนนเส้นหลัก หากใครมองหาที่พักสวย สะดวก สบาย หลักจากเช็คอินที่พักเรียบร้อย พวกเราเลือกเดินไปที่ Market Village เพราะไม่ไกลจากที่พัก เพื่อเลือกซื้อของ ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ มีสินค้าหลากหลายรวมถึงร้านอาหาร แต่ถ้าสำหรับเพื่อน ๆ ไม่สะดวกที่จะเดิน ก็มีรถสองแถวสีเขียวหัวหินหรือรถเขาตะเกียบ เป็นรถขนส่งสาธารณะสายหลัก ที่วิ่งจากเขาตะเกียบผ่านตัวเมืองไปจนถึงสนามบินหัวหิน ผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่ง ค่าโดยสารเริ่มต้นประมาณ 10 - 30 บาท เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 06.00 ถึง 21.00 น. สถานที่แรกที่ไปคือ เขาตะเกียบ เมื่อเท้าสัมผัสทรายที่ชายหาดเขาตะเกียบ ทรายที่นี่มีสีเข้มและเนื้อแน่นละเอียด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทอดน่องยาวๆ น้ำทะเลบริเวณนี้มีความเป็นมิตรกับทุกคน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เนื่องจากระดับน้ำที่ค่อนข้างตื้นและแนวชายหาดที่ลาดลงไปอย่างช้า ๆ ทำให้เด็ก ๆ สามารถเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย เขาตะเกียบมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากที่ชอบมานอนอาบแดด ทำกิจกรรมต่าง ๆ กับครอบครัว บางคนก็เล่นวอลเลย์บอลชายหาด เตะบอล วิ่งว่าว ในวันที่เราไปนั้นมีการจัดพิธีสมรสพอดี พวกเราขออวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุขกับชีวิตคู่ หากมาถึงทะเลแถบนี้แล้ว ภาพจำที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ม้าชายหาด การได้ขึ้นขี่ม้าเดินเลียบชายหาดเขาตะเกียบคงเป็นอะไรที่รู้สึกดีไม่น้อย หรือใครอยากถ่ายรูปกับม้าแบบเท่ ๆ ก็สามารถทำได้ นอกจากนี้ใครที่อยากทำกิจกรรมที่เพิ่มความตื่นเต้นสนุกสนานก็มีการเช่าเจ็ตสกีให้ขับหรือมีบานาน่าโบ้ทให้นั่งแบบหวาดเสียว เพิ่มสีสันในการเที่ยวครั้งนี้ นอกจากนี้ใครที่อยากทำกิจกรรมที่เพิ่มความตื่นเต้นสนุกสนานก็มีการเช่าเจ็ตสกีให้ขับหรือมีบานาน่าโบ้ทให้นั่งแบบหวาดเสียว เพิ่มสีสันในการเที่ยวครั้งนี้ ระหว่างทางขึ้นเขา จะได้พบกับเจ้าถิ่นตัวจริงเสียงจริง นั่นคือ “ฝูงลิง” จำนวนมากที่อาศัยอยู่ที่นี่ ลิงที่เขาตะเกียบมีความฉลาดและคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวมาก เมื่อขึ้นมาถึงจุดชมวิวด้านบนสุด ภาพเบื้องหน้าคือรางวัลที่ธรรมชาติมอบให้ คุณจะได้เห็นเวิ้งอ่าวหัวหินแบบพานอรามา 180 องศา เส้นขอบฟ้าที่ตัดกับน้ำทะเลสีครามและชายหาดที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา ยามเมื่อใกล้พระอาทิตย์จะตกดินเรานั่งรถเขาตะเกียบไปยังหาดหัวหิน ลงรถตรงแยกไฟแดงวังไกลกังวล ข้ามถนนไป เดินต่ออีกประมาณ 500 – 600 เมตรก็จะถึงหาดหัวหิน ชายหาดหัวหินมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ด้วยเม็ดทรายสีขาวละเอียดที่ทอดยาวตัดกับน้ำทะเลสีคราม และสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์สมชื่อ ‘หัวหิน’ คือกองโขดหินรูปร่างแปลกตาที่กระจัดกระจายอยู่ปลายหาด กิจกรรมซิกเนเจอร์ที่ขาดไม่ได้เมื่อมาเยือนที่นี่ คือการ ‘ขี่ม้าชมวิวชายหาด’ ภาพของม้าตัวน้อยใหญ่ที่เดินเยื้องย่างอย่างสง่างามริมทะเล เป็นภาพจำที่อยู่คู่หัวหินมาหลายทศวรรษ มันให้ความรู้สึกย้อนยุคและโรแมนติกอย่างบอกไม่ถูก นอกจากนี้ ชายหาดที่นี่ยังมีความลาดชันน้อย เหมาะแก่การเดินเล่นรับลมยามเย็น หรือตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ขอบฟ้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้าเปลี่ยนสีสวยงามที่สุด การได้มานั่งโง่ๆ ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง เมื่อแดดร่มลมตก บรรยากาศของหาดหัวหินจะเปลี่ยนโหมดสู่ความโรแมนติก ลมทะเลพัดเอื่อยๆ เสียงคลื่นซัดสาดเป็นจังหวะเพลงธรรมชาติ ร้านอาหารริมหาดเริ่มเปิดไฟสลัวๆ กลิ่นหอมของอาหารทะเลเริ่มลอยมาแตะจมูก การได้มานั่งโง่ๆ บนเก้าอี้ผ้าใบ หรือปูเสื่อปิกนิกกับคนรู้ใจ มองดูท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีจากฟ้าครามเป็นสีม่วงอมชมพู (Vanilla Sky) เป็นความสวยงามการจบวัน เมื่อเที่ยวกันทั้งวันแล้วก่อนกลับที่พักเราก็ไปต่อกันที่ Cicada Market โซนแรกที่ดึงดูดสายตาคือ “Art A la Mode” ถนนสายศิลปะที่ทอดยาว เต็มไปด้วยร้านค้างานแฮนด์เมด งานคราฟต์ และสินค้าไอเดียเก๋ๆ ที่พ่อค้าแม่ขาย (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปินและนักศึกษา) นำมาวางขายด้วยตัวเอง สินค้าที่นี่มีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเพ้นท์มือ เครื่องประดับทำเอง ของแต่งบ้าน หรืองานศิลปะภาพวาดสวยๆ ที่เราสามารถยืนดูศิลปินวาดกันสดๆ ได้เลย เป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากของฝากแบบโหลๆ ทั่วไป หาก Cicada Market คือเสพงานศิลป์ “Tamarind Market” (ตลาดมะขาม) ก็คือการเสพความอร่อยแบบจัดเต็ม เพียงแค่ก้าวเท้าเดินลัดเลาะออกมาจากซิเคด้าไม่กี่ก้าว เราก็จะพบกับอีกหนึ่งอาณาจักรความชิลที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาของต้นมะขามยักษ์อันเป็นที่มาของชื่อตลาดแห่งนี้บรรยากาศของตลาดมะขามจะมีความ “บ้านๆ” และเป็นกันเองมากกว่าซิเคด้าเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเหมือนมานั่งทานข้าวในสวนหลังบ้านเพื่อน แสงไฟปิงปองสีส้มอุ่นๆ ที่ประดับประดาไปทั่วบริเวณ ช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูสนุกสนานและมีชีวิตชีวา แต่ไฮไลท์ที่แท้จริงที่ดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลมาที่นี่คือ “กองทัพอาหาร” ที่ละลานตาจนเลือกไม่ถูก เวลา 2 วัน 1 คืนช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ตื่นเช้ามาอีกวันเก็บของเตรียมกลับกรุงเทพไปใช้ชีวิตกันต่อ เมื่อเช็อคเอาท์โรงแรมเสร็จ ไปที่ Market Village เพื่อนั่งรถตู้กลับ ราคาตั๋วตามสถานที่ที่จะลง เริ่มตั้งแต่ 180 -220 บาท คงต้องบอกลาหัวหินแล้วสินะ หัวหินในวันนี้อาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา มีความทันสมัยแทรกตัวเข้ามามากขึ้น แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ‘เสน่ห์’ ของความคลาสสิกและความเป็นมิตรของผู้คน ใครที่ยังลังเลว่าวันหยุดนี้จะไปไหนดี ขอป้ายยา เลยว่า ’ มาลองใช้ชีวิตช้าๆ ริมทะเลดูสักครั้ง รับรองว่าได้พลังงานดีๆ กลับไปเต็มกระเป๋าแน่นอน รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน