สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาว TrueID ทุกคน ช่วงที่อากาศกำลังเย็นๆแบบนี้การไปเที่ยวป่าและเขาเป็นตัวเลือกน่าสนใจและกำลังฮอตฮิตในช่วงนี้ ทริปนี้เราเลยขอนำเสนอการเปลี่ยนบรรยากาศโดยการไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เรานั่งรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพไปลงโคราชแล้วค่อยติดรถเพื่อนขึ้นไปที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 2 วัน 1 คืน ทริปครั้งนี้ครบมากทั้งการนั่งชมวิวระหว่างทางรถไฟหรือการนั่งรถชมวิวระหว่างทางในอุทยาน รวมถึงการนอนเต็นท์ บรรยากาศ วิวหมอกรอบทางและน้ำตกในช่วงน้ำหลาก จะสนุกแค่ไหนไปดูกันเลยค่ะ ทริปนี้เราเริ่มต้นการเดินทางที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ค่ะ เป้าหมายคือสถานีนครราชสีมา(โคราช) เราจองตั๋วรถไฟชั้นสามเลือกรถไฟประเภทด่วน เวลาออก10:35 ถึง 14:25 ราคา199บาทค่ะ การนั่งรถไฟชั้นสามนั้นไม่ได้ลำบากอย่างที่คิด แค่ใส่หูฟัง ฟังเพลง นั่งมองวิวระหว่างทางที่ค่อยๆเปลี่ยนจากตึกสูงในเมืองกลายเป็นทุ่งนา รับลมธรรมชาติเพลินๆ แต่ฝุ่นแอบเยอะเราต้องใส่หน้ากากอนามัยกันไว้ ไม่งั้นหน้าอาจจะยมก่อนถึงโคราชได้ค่ะ เวลาผ่านไปไม่นานก็ถึงสถานีนครราชสีมาแล้วค่ะ จากนั้นเราก็นัดเจอกับเพื่อนที่เอารถมารับเพื่อมุ่งหน้าขึ้นสู่เขาใหญ่กันต่อค่ะ ก่อนเราจะเข้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เราได้ไปจุดชมวิวกังหันลมเขื่อนลำตะคองก่อนค่ะ เราขึ้นทางเขายายเที่ยง พอถึงบนเขื่อนเราจอดรถและลงไปเช่าจักรยานมาปั่น ราคาไม่แพงประมาณ20-40บาทค่ะ ลมค่อนข้างแรงเลยปั่นจักรยานยากนิดนึงค่ะ แต่วิวสวยมากค่ะ ทั้งกังหันลมที่อยู่บนเขา เมฆหมอกและสามารถมองเห็นชุมชนหรือหมู่บ้านด้านล่างด้วยค่ะ เราปั่นจักรยานวนรอบเขื่อนแล้วหาจุดถ่ายรูปได้รูปสวยๆมาเยอะเลยค่ะ เมื่อเราขับรถเข้าเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เข้าทางฝั่งอำเภอปากช่อง จ่ายค่าเข้าคนไทย ผู้ใหญ่ 40บาท/คน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความร่มรื่นของต้นไม้สองข้างทาง ธรรมชาติที่สมบูรณ์ แล้วขับรถเปิดกระจกรับลมเย็นฟังเพลงเบาๆขับรถไปเรื่อยๆ จนถึงจุดแรกที่เราจอดคือจุดชมวิว กม. 30 เขาใหญ่ค่ะ เป็นจุดชมวิวแรกค่ะหลังจากผ่านด่านตรวจมา จะเป็นจุดที่มีแนวช่องเขาทอดยาว สลับไปมา แล้วก็มีหมอกตามทิวเขา บรรยากาศเย็นสบายเหมาะกับการถ่ายรูปลงสตอรี่ไอจีเลยค่ะแต่ระวังลิงด้วยนะคะ จุดต่อไปเราไปน้ำตกเหวสุวัตค่ะ เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสูงแต่ทางเดินลงไปไม่ไกลมากค่ะ เดินได้สบายๆเลย ระหว่างทางก็มีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับดอกไม้หรือต้นไม้ต่างๆค่ะ เราไปช่วงเย็นๆพอดี แสงกำลังสวยค่ะ คนเยอะนิดนึง เราเลยไปหามุมถ่ายรูปที่ลึกเข้าไปอีกค่ะต้องปีนหินเข้าไปนิดนึงก็จะได้จุดที่ไม่ค่อยมีคนแล้วได้มุมที่สวยไม่ค่อยซ้ำกับคนอื่นด้วยค่ะ เราถ่ายรูปจากจุดหนึ่งเสร็จเราก็ปีนเข้าไปอีกเพื่อที่จะไปอยู่ตรงถ้ำค่ะ จากตรงถ้ำถ่ายออกมาน้ำตกก็สวยเหมือนกันค่ะ แต่ต้องระวังเรื่องการปีนนิดนึงค่ะเพราะว่าการปีนไปกลับนั้นหินค่อนข้างลื่นแล้วก็เปียกน้ำด้วย อาจจะเกิดอันตรายได้ค่ะ พอเริ่มมืดเราไปเช่าเต็นท์ ที่จุดบริการนักท่องเที่ยว เต็นท์ของอุทยานมีหลายราคาตั้งแต่ 150-225 บาท/คืน และอุปกรณ์เสริมต่างๆค่ะราคาไม่แพง เราเช่าเต็นท์และเครื่องนอนมาค่ะและหาจุดกางเต็นท์ เราควรเลือกจุดกางเต็นท์ให้ดีนะคะไม่ควรเลือกจุดที่เป็นแอ่งหรือเป็นหลุมเพราะว่าเวลาฝนตกน้ำจะมาท่วมจุดนั้นได้ค่ะ พอเราตั้งเต็นท์เสร็จเราก็ไปอาบน้ำ ห้องน้ำสะอาดค่ะ สาวๆสบายใจกันได้ จุดกางเต็นท์มีน้องกวางและน้องลิง ต้องคอยระวังอาหารหรือถุงขนมที่เราเตรียมมาให้ดีนะคะ ไม่งั้นน้องจะมาคาบไปหรือน้องจะมาพังเต็นท์เราค่ะ มีจุด ให้ชาร์จแบตเตอรี่ฟรี และมีร้านค้าร้านอาหาร พอช่วงประมาณสี่ทุ่มเจ้าหน้าที่จะประกาศให้เราเข้าเต็นท์นอนค่ะเพราะว่ากลางคืนอากาศค่อนข้างหนาวควรเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยนะคะ ระหว่างคืนก็อาจจะได้ยินเสียงน้องกวางหรือสัตว์ต่างๆมาเดินแถวๆเต็นท์ด้วยค่ะ วันต่อมา เราตื่น 6 โมงเช้าค่ะ เราก็ไปอาบน้ำ ช่วงเช้าๆคนจะไม่ค่อยเยอะเพราะว่าน้ำค่อนข้างหนาวค่ะ พออาบน้ำเสร็จแล้วก็เก็บเต็นท์เก็บของที่ต้องคืนเจ้าหน้าที่ แล้วก็ไปคืนที่จุดที่เรายืมมาได้เลยค่ะ หลังจากนั้นเราก็นั่งชมวิวที่จุดกางเต็นท์สักพักค่ะเพราะว่าตอนเช้าบรรยากาศดีมากแล้วค่อยออกเดินทางต่อไปจุดชมวิวต่อไปค่ะ ในตอนเช้าระหว่างทาง บรรยากาศดีมากค่ะสามารถเปิดกระจกรถขับรถได้เลยค่ะเพราะว่าอากาศเย็นมาก แต่หมอกจะหนามากต้องขับรถกันระวังๆนะคะ แล้วก็จะมีกิ่งไม้ที่หล่นตามถนนค่ะ ถ้าจะจอดรถเพื่อถ่ายวิวถนนที่มีหมอกต้องระวังรถที่ขับตามหลังมาหรือสวนมาด้วยนะคะเพราะว่าหมอกหนามากจริงๆ แล้วก็ระวังน้องลิงด้วยค่ะเพราะน้องลิงข้างทางเยอะมากห้ามเปิดกระจกตอนขับผ่านลิงเลยค่ะไม่งั้นน้องอาจจะเข้ามาในรถเราได้ น่าเสียดายค่ะในวันที่เราไปผาเดียวดายปิดค่ะ เราเลยไปผาตรอมใจ ผาตรอมใจจะมีจุดจอดรถด้านหน้านะคะ เดินเข้าไปนิดนึงก็จะมีเจ้าหน้าที่แล้วก็นักท่องเที่ยวมากมายนะคะที่มาชมหมอกกันตอนเช้า ผาตรอมใจเป็นจุดที่สูงที่สุดของภาคกลางค่ะ ซึ่งบอกได้เลยว่าหมอกหนามากแล้วก็มีอากาศหนาวมากเลยค่ะ เราเติมพลังโดยการกินข้าวไข่เจียวแล้วก็กาแฟค่ะที่พี่ๆทหารเป็นคนขายค่ะ จะบอกว่าการกินข้าวไข่เจียวและกาแฟบนภูเขาที่มีหมอกอยู่รอบๆแล้วก็เห็นวิวหมอกเป็นบรรยากาศที่ดีมากๆเลยค่ะ หลังจากเติมพลังกันเสร็จแล้วนะคะเราก็หามุมถ่ายรูปกันต่อเลยค่ะ ในบริเวณนั้นก็จะมีจุดถ่ายรูปต่างๆค่ะ แต่จุดที่พลาดไม่ได้เลยก็คือริมระเบียงไม้ค่ะข้างจุดนั่งทานข้าวไข่เจียว มุมนั้นจะเห็นวิวช่องเขามีป่ามีหมอกครบเลยค่ะ มุมต่อไปนะคะพลาดไม่ได้เลยเดินเข้าไปอีกหน่อยจะเป็นถนนค่ะแต่ว่าจะมองไม่เห็นทางเดินเลยเพราะว่าสุดทางเป็นหมอกหนามากซึ่งทำให้ภาพออกสวยมากค่ะ หลังจากเราออกจากผาตรอมใจนะคะ เราไปต่อกันที่น้ำตกเหวนรกค่ะ น้ำตกนี้คือพลาดไม่ได้เลยนะคะถ้าเรามาที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทางเดินลงไปจะค่อนข้างไกลเลยค่ะ เป็นทางบันไดที่ค่อนข้างชันและอาจจะลื่นด้วย บอกเลยค่ะทั้งเดินไปและเดินกลับทำเอาเราหอบเลย ช่วงที่เราไปน้ำค่อนข้างเยอะค่ะ น้ำเลยจะมีสีขุ่นนิดนึงและไหลแรงค่ะ ถ้าไปยืนใกล้หรือยืนตรงจุดถ่ายรูปก็จะเปียกได้เลยค่ะ ตอนเราไปถ่ายนะคะก็จะมีคิวค่ะเพราะคนค่อนข้างเยอะรูปที่ได้ก็สวยอยู่ แต่ว่าพอน้ำแรง ละอองน้ำเลยโดนเราค่ะทำให้เราเปียกค่ะ แต่พอเดินกลับรถก็แห้งพอดีค่ะ หลังจากนี้เราก็ไม่ได้ไปไหนต่อแล้วค่ะเราขับรถไปสถานีรถไฟเลย เพื่อกลับรถไฟให้ทันรอบบ่ายสองค่ะแล้วก็นั่งเหมือนขามาเลยค่ะรถไฟชั้นสามไปลงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ระหว่างทางกลับก็สบายๆเหมือนตอนมา มีของขายตลอดทางรถไฟ ทุกสถานีเลยค่ะ เราก็นั่งใส่หูฟังฟังเพลงแล้วก็ชมวิวไปเรื่อยๆ ก็มาถึงกรุงเทพแล้วค่ะ ทริปเขาใหญ่ 2 วัน 1 คืนครั้งนี้ของเรานะคะเป็นการชาร์จแบตให้ตัวเอง ให้สมอง ให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ค่ะ ทำให้เราได้เจอกับธรรมชาติได้อยู่กับตัวเองได้ใช้ชีวิตในมุมต่างๆบ้างได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้รูปสวยๆ ได้ความทรงจำดีๆกลับมา แค่นี้ก็ทำให้อยากกลับไปอีกแล้วค่ะ ทุกคนต้องเก็บกระเป๋าแล้วลองไปเที่ยวเขาใหญ่กันสักครั้งนะคะ รับรองจะไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน