13 สถานที่ บ้านผีสิง หลอนที่สุดในอเมริกา ล่าท้าผีต้องไป !

13 สถานที่ บ้านผีสิง หลอนที่สุดในอเมริกา ล่าท้าผีต้องไป !
แมวหง่าว
3 กันยายน 2564 ( 18:08 )
84.5K
11

     ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ไหนของโลก ถ้าเป็นที่เก่าแก่ล่ะก็ จะมีประวัติเรื่องราวเป็นของตนเอง และมักเป็นเรื่องราวชวนขนลุกซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังเสมอ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่เต็มไปด้วยเมือง และสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมายอย่าง สหรัฐอเมริกา ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะเต็มไปด้วยสถานที่ที่มีเรื่องผีอยู่ด้วย ต่อไปนี้คือ 13 สถานที่สุดหลอนที่สุดในอเมริกา และร่ำลือกันทุกยุคทุกสมัยว่ามีผีดุที่สุดของประเทศครับ

 

 

13 สถานที่ ผีเฮี้ยน หลอนที่สุดในอเมริกา

 

1. St. Augustine Lighthouse
ประภาคาร เซนต์ออกัสติน, รัฐฟลอริดา

 

 

     ประภาคาร St. Augustine ปัจจุบันถูกรักษาไว้ และทำเป็นพิพิธภัณฑ์ อยู่บริเวณตอนเหนือของเกาะ Anastasia เรื่องราวความหลอนของที่นี่ก็มีหลายอย่าง ตั้งแต่วิญญาณของโจรสลัดที่ถูกประหารแล้วฝังไว้หลังประภาคารมักออกมาเดินวนเวียนในยามค่ำคืน วิญญาณของช่างทาสีที่ประสบอุบัติเหตุ และยังคงทำงานอยู่ในชั้นใต้ดิน

 

 

     และที่มีรายงานว่าถูกพบเห็นมากที่สุด ก็คือวิญญาณเด็กสาวที่ประสบอุบัติเหตุในบริเวณนั้น มายืนอยู่บนชั้นบนสุดของหอคอย และมองออกไปยังทะเล ราวกับต้องการหาร่างของเธอที่จมหายไป

====================

 

2. Moundsville Penitentiary, West Virginia
เรือนจำผีสิง, รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย

 

 

     แม้ภายนอกจะดูโอ่อ่า สวยงามด้วยสถาปัตกรรมแบบปราสาทโกธิค แต่ความจริงแล้วมันคือคุกนั่นเอง เปิดใช้ในปีค.ศ.1876 สร้างบนสุสานเก่าของชาวอินเดียนแดง สำหรับรองรับนักโทษ 480 คน แต่ภายหลังมีจำนวนเพิ่มสูงถึง 2,400 คน มีนักโทษที่เสียชีวิต ณ ที่นี้เป็นจำนวนมากทั้งจากการประหารชีวิต ถูกทรมาน การฆาตกรรม และฆ่าตัวตาย

 

 

     เรื่องหลอนของที่นี่เริ่มตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าที่เปิด-ปิดเอง คล้ายกับมีคนเดินผ่าน มีผู้ได้ยินเสียงร้องโหยหวน และเสียงหัวเราะออกมาจากในคุก เหล่านักล่าท้าผีที่เข้ามาที่นี่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พอย่างเท้าเข้าไปก็จะรู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้ และกดดันอึดอัดอย่างรุนแรง

====================

 

3. Myrtle Plantation, LA
บ้านไร่ผีสิง, เมืองลอสแอนเจลิส

 

 

     อดีตบ้านไร่เก่าตั้งแต่ยุคอาณานิคม สร้างบนพื้นที่ฝังศพของชาวอินเดียนแดง ตั้งแต่บ้านถูกสร้างขึ้นมาก็มีแต่เหตุฆาตกรรม มีการสืบคดีจนพบว่ามีคนถูกฆ่าตายในนี้ไม่ต่ำกว่า 10 คน ส่วนใหญ่เป็นทาสชาวผิวดำที่ทำงานในไร่ และเจ้าของบ้านที่ถูกฆ่าตายบนระเบียงบ้านอย่างปริศนา

 

     เรื่องราวที่ทำให้บ้านหลังนี้เป็นตำนานจริงๆ คือทาสผิวดำที่ชื่อว่า โคลอี้ ด้วยนิสัยชอบแอบฟังเจ้านายคุยกัน เธอจึงถูกทำโทษโดยการตัดใบหู เพื่อแก้แค้นเธอจึงอบเค้กวันเกิดโดยใส่ใบพืชมีพิษให้ครอบครัวของนายจ้างกิน ทำให้ภรรยาและบุตรสาวสองคนตายอย่างทรมาน ส่วนโคลอี้ก็หนีจากบ้าน และฆ่าตัวตายโดยการโดดลงในแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ (บ้างก็ว่าโดนจับได้และถูกแขวนคอ)

 

 

     ปัจจุบันที่นี่ถูกเปลี่ยนให้เป็นโรงแรม แต่ความหลอนของมันก็ยังคงไม่สร่างซา ทั่วทุกตารางนิ้วของที่นี่มีผู้พบเห็นเหตุการณ์ประหลาดอยู่เสมอ เช่น เสียงเดินขึ้นลงบันไดที่ปราศจากผู้คน ผู้หญิงใส่ชุดขาวเดินทะลุประตู เสีนงลากโซ่ตรวนของทาสยามดึก ฯลฯ รู้อย่างนี้คุณยังอยากมาพักอีกรึเปล่า?

====================

 

4. Lincoln Theater, Illinois
โรงหนังเฮี้ยน, รัฐอิลลินอยส์

 

 

     โรงหนังเก่าที่มักมีผู้ชมลึกลับเข้ามาร่วมชมด้วยอยู่เสมอ บางตำแหน่งของโรงหนังที่มีอุณหภูมิเย็นจัดจนน่าประหลาด คู่หนุ่มสาวที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ โรงหนัง และเสียงฝีเท้าไม่ทราบสาเหตุจากกลางเวที

 

 

     ตำนานเล่าว่าโรงหนังแห่งนี้สร้างทับอาคารเดิมที่ถูกไฟไหม้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้นมากมาย ดวงวิญญาณของผู้ที่อยู่ตรงนั้นยังคงวนเวียนอยู่ทุกที่ คุณจะได้ยินเสียงประหลากที่ดังมาจากขั้นบันไดและระเบียง คอยสังเกตด้วยล่ะ ว่าที่นั่งดูหนังอยู่ข้างๆ คุณน่ะ คนจริงๆ ไหม?

====================

 

5. Bell Witch Cave, Tennessee
ถ้าแม่มด, รัฐเทนเนสซี

 

 

     ตำนานสยองขวัญที่ถูกกล่าวถึงมากในอเมริกา ถึงขนาดถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง The Blair Witch Project ณ จุดนี้คือที่ที่ จอห์น เบลล์ และครอบครัวถูกทรมานจนถึงแก่ความตายโดย เคต แบตส์ หรือ “Bell Witch” เพื่อนบ้านของครอบครัวเบลล์ เกิดความเจ็บแค้นที่โดนครอบครัวนี้โกงที่ดิน ก่อนตายเธอจึงแช่งไว้ว่าจะตามจองล้างจองผลาญ จากนั้นครอบครัวนี้ก็เจอเคราะห์กรรมต่างๆ บ้านถูกทึ้งจนกระจุยไม่เหลือสภาพเดิม บางคนถูกทรมานเหมือนมีเข็มทิ่มทั่วร่าง สุดท้ายครอบครัวเบลล์ก็ทยอยตายกันไปทีละคนจนหมดสิ้น

 

By Www78 - Own work

 

     ทุกวันนี้ผู้คนในบริเวณนั้นยังคงเชื่อว่าวิญญาณของ Bell Witch ยังวนเวียนอยู่ไม่ไปไหน โดยเฉพาะในถ้ำเก็บสมบัติครอบครัวเบลล์ มักจะมีเสียงหัวเราะสะใจ และเสียงร้องโหยหวนลอยตามลมมาเสมอ บ้างก็ว่าในถ้ำนี้เชื่อมต่อไปถึงโลกของภูติผี ทีมงานหรือคนที่เข้าไปลองดีมักจะพบกับพลังลึกลับบางอย่างคอยขัดขวาง เช่นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่พกไปจะเสีย และใช้งานไม่ได้ ข้าวของที่พบในบริเวณนี้ก็ห้ามเอากลับไปเด็ดขาด เพราะของทุกชิ้นนั้นถูกสาปไว้หมดแล้ว

====================

 

6. The Stanley Hotel, Colorado
โรงแรมหลอน, รัฐโคโลราโด

 

 

 

     โรงแรมผีสิงแห่งนี้ เคยถูกใช้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนต์สยองขวัญเรื่อง “The Shining” ผีที่มีผู้พบเห็นกันมากที่สุดคือผีเด็กที่ห้อง 1211 ชอบออกมาวิ่งเล่นในยามค่ำคืน และผีเจ้าของโรงแรม นายแสตนลีย์ มักปรากฏตัวที่ล็อบบี้ และห้องบิลเลียด พร้อมกับ นางฟลอร่า ผู้เป็นภรรยาที่ออกมานั่งเล่นเปียโนในห้องดนตรี

====================

 

7. Alcatraz Prison, California
คุกอัลคาทราซ, แคลิฟอร์เนีย

 

 

     คุกสุดโหด Alcatraz เคยเป็นทั้งประภาคาร ป้อมปราการของกองทัพ และยังเป็นคุกทหารจนถึงปี 1963 มีนักโทษจำนวนไม่น้อยสังเวยชีวิตจากการพยายามหลบหนีออกจากคุกโหดนี้ มีนักโทษพยายามหลบหนีออกจากเกาะอัลคาทราซทั้งสิ้น 36 คน แต่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ โดยนักโทษ 23 คน ถูกตามจับกลับมา และโดนทรมานปางตาย อีก 6 รายถูกยิงทิ้งขณะหลบหนี ส่วนที่เหลือแม้จะหนีออกมาจากเกาะได้ แต่ก็มีอันต้องจมน้ำเสียชีวิตในอ่าวซานฟรานซิสโก ยังไม่นับรวมที่เสียชีวิตในคุกอีกมากมาย

 

CAN BALCIOGLU / Shutterstock.com

 

     ทุกวันนี้แม้จะเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว แต่เรื่องเล่าความหลอนก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวมักได้ยินเสียงประหลาดเสมอๆ เช่น เสียงปิดประตูห้องขังเอง เสียงหวีดร้องจากใต้ดิน เสียงกระจกแตกในห้องอาหาร เสียงตัดเหล็ก รวมถึงความรู้สึกเหมือนถูกใครบางคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา

====================

 

8. Waverly Hills Sanatorium
สถานพยาบาลสยอง, รัฐเคนทักกี

 

 

     ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงพยาบาลแล้ว น่าจะเป็นแหล่งรักษา และคลายความทุกข์ให้แก่ผู้เจ็บไข้ แต่มันกลับกลายเป็นสถานที่สุดสยอง จากการรักษาด้วยวิธีการโหดร้ายอันเป็นไปตามความเชื่อของการแพทย์สมัยนั้น ซึ่งทารุณซะจนจำนวนคนไข้ที่เสียชีวิตจากการรักษาใกล้เคียงกับเสียชีวิตเพราะโรคร้ายเลยทีเดียว

 

 

     สถานพยาบาล Waverly Hills สร้างขึ้นในต้นศตวรรษที่ 20 สำหรับรักษาผู้ป่วยวัณโรค แต่ภายหลังผู้ป่วยได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนสถานที่คับแคบ จึงได้มีการสร้างอาคารหลังใหม่เพิ่มอีก 5 ชั้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ แผนกผู้ป่วยผิวขาว แผนกผู้ป่วยผิวสี และแผนกผู้ป่วยเด็ก

 


     แม้สถานพยาบาล Waverly Hills จะขึ้นชื่อว่าทันสมัยที่สุดในยุคนั้น แต่การรักษาผู้ป่วยวัณโรคยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ บ่อยครั้งที่การรักษากลับกลายเป็นบาปบริสุทธิ์ด้วยวิธีอันแสนจะโหดร้าย เช่น การเลาะซี่โครงผู้ป่วยออก เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้เชื้อโรคแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง บางครั้งก็ถูกตัดเอาปอดออกไปด้วยโดยใส่ลูกโป่งเข้าไปแทนที่ ยอดผู้เสียชีวิตในสถานพยาบาลแห่งนี้สูงถึง 6,000 กว่าคน โชคดีที่มีการค้นพบยาปฏิชีวนะในปี 1943 ทางสถานพยาบาลจึงเปลี่ยนวิธีรักษา และการแพร่ระบาดของเชื้อวัณโรคลดลงในที่สุด

 

 

     หลังจากปิดตัวลงในปี 1982 ก็เริ่มมีคนพบเห็นวิญญาณมากมายในที่นี้ เช่น วิญญาณหัวหน้าพยาบาลห้องหมายเลข 502 ที่ปลิดชีวิตตนจากความผิดหวังในรัก หรือผีเด็กที่มีคนพบเห็นเป็นเงา เล่นลูกบอลอยู่ที่ชั้น 4 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน รอคอยผู้ที่จะมาปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ

====================

 

9. Gettysburg, Pennsylvania
เกตตีสเบิร์ก, รัฐเพนซิลเวเนีย 

 

Nagel Photography / Shutterstock.com

 

Everett Historical / Shutterstock.com

 

     จุดปะทะที่ใหญ่ที่สุดของสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายสหรัฐอเมริกา กับฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันในนามว่า Civil War นั่นเอง จบลงด้วยความสูญเสียนองเลือด ยอดผู้เสียชีวิตเกือบ 10,000 คน และบาดเจ็บอีกเกือบ 30,000 คน โดยเฉพาะจุดที่เรียกว่า Devil’s Den หรือถ้ำปีศาจ เป็นป่าหินซึ่งเป็นจุดต่อสู้นองเลือดมากที่สุด ปัจจุบันนี้ผู้คนยังคงได้ยินเสียงฝีเท้าของทหารเดินลาดตระเวนไปทั่วเมือง เสียงยิงปืน เสียงคนกระซิบกัน และเสียงผีทหารที่ตายในสงครามร้องครางด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

====================

 

10 . Eastern State Penitentiary, Philadelphia
เรือนจำอีสเทิร์นสเตท, เมืองฟิลาเดเฟีย

 

 

     เรือนจำเก่าในฟิลาเดลเฟีย สมัยก่อนจัดว่าเป็นอาคารที่ราคาสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา (ปี 1940) ใช้สำหรับขังอาชญากรตัวฉกาจที่ต้องโทษคดีร้ายแรง ด้วยหลักการที่ว่า “นักโทษสมควรอยู่อย่างโดดเดี่ยว เดียวดายอย่างยาวนานที่สุด” จากวิธีนี้เองทำให้นักโทษเกิดความเครียดจนถึงขั้นเสียสติ และเกิดเหตุสยองขวัญมากมายในเรือนจำแห่งนี้ ยังไม่นับรวมวิธีการที่ใช้ทรมานนักโทษที่พยายามหลบหนี หรือไม่เชื่อฟังคำสั่ง ซึ่งล้วนโหดร้ายทารุณเกินกว่าร่างกายคนจะรับไหว

 

 

     ผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชมมักได้ยินเสียงหัวเราะ ร้องไห้ เสียงกระซิบลอดออกมาจากกำแพง และมักรู้สึกเหมือนมีใครแอบเดินตามอยู่ตลอดเวลา เรื่องราวที่โด่งดังที่สุดของที่นี่ คือ ช่างทำกุญแจคนหนึ่งได้รับหน้าที่ให้มาปลดล็อคประตูห้องขังบล็อคที่ 4 ซึ่งถูกปิดไปนานกว่า 140 ปี เขาเล่าว่าวินาทีที่เขากำลังปลดกุญแจออกนั้น คล้ายกับว่ามีพลังรุนแรงบางอย่างแผ่พุ่งออกมาจนเขาไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ชั่วขณะหนึ่งเลย และยังเจอกับใบหน้าเจ็บปวดทรมานของนักโทษอยู่บนกำแพงด้วย แม้ทุกวันนี้ที่นี่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้แล้ว แต่เหตุการณ์ลึกลับ และเรื่องราวอาถรรพ์ของที่นี่ก็ยังคงถูกพบเห็นกันอยู่เรื่อยๆ

====================

 

11. Winchester House
คฤหาสน์วินเชสเตอร์, แคลิฟอร์เนีย

 

 

     คฤหาสน์วินเชสเตอร์ (Winchester House) หนึ่งในบ้านผีสิงที่โด่งดัง และเป็นตำนานมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เมื่อมองจากภายนอกคุณจะเห็นคฤหาสน์กว้างใหญ่ แต่ภายในนั้นมีแต่ความสับสนซับซ้อน มีห้องหับอยู่ภายในกว่า 160 ห้อง ที่ต้องสร้างห้องไว้เยอะขนาดนั้น ก็เพื่อหลบ "ผี" นั่นเอง

 

     ตระกูลวินเชสเตอร์ เป็นตระกูลที่ร่ำรวยมาจากการขายปืน แต่กระนั้นทุกคนในครอบครัวนี้ต่างก็ทยอยเสียชีวิตไปทีละคน จนเหลือคนสุดท้าย ก็คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ ซึ่งเธอก็เชื่อเรื่องคนทรงเจ้า และทำตามคำแนะนำที่ว่า จะต้องสร้าง และคอยต่อเติมบ้านตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และต้องสลับห้องนอนทุกๆ วัน ยิ่งบ้านสลับซับซ้อนเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะวิญญาณร้ายจะได้ตามหาตัวเธอไม่เจอ

 

====================

 

12. The Witch House
บ้านแม่มดแห่งซาเลม, แมสซาชูเซตส์

 

By chensiyuan - chensiyuan, CC BY-SA 4.0

 

     ถึงจะชื่อว่าบ้านแม่มด แต่จริงๆ แล้วมันคือบ้านหลังที่เคยใช้พิพากษาคดีล่าแม่มด โดยผู้พิพากษาจอมแขวนคอที่ชื่อว่า โจนาธาน คอร์วิน กับช่วงของการล่าแม่มดแห่งซาเลม ปี 1692 ซึ่งเป็นคดีที่โด่งดังมากที่สุดคดีหนึ่งของอเมริกา

 

     การไต่สวนครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีเด็กสาวในหมู่บ้านเริ่มมีอาการชัก ส่งเสียงกรีดร้อง โวยวายว่าถูกเข็มแทง และเจ็บตามร่างกาย ตามมาด้วยเด็กสาวอีกหลายราย ทั้งหมดตะโกนคำพูดที่ฟังไม่ได้ศัพท์ออกมา ด้วยผู้คนในสมัยนั้นยังมีความรู้ความเข้าใจด้านชีววิทยา การแพทย์ และจิตวิทยาในระดับพื้นฐานเท่านั้น จึงสรุปว่าเด็กทั้ง 3 นั้นโดนคำสาปของ "แม่มด"

 

 

     เช่นนี้แล้วการล่าแม่มดจึงเริ่มต้นขึ้น ชาวเมืองล้วนเกิดความหวาดกลัว และระแวงซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างพากันชี้ตัวแม่มดเพื่อให้ตนเองพ้นความผิด สรุปทั้งสิ้นมีผู้ถูกจับข้อหาเป็นแม่มดทั้งหมดกว่าร้อยคน ทุกรายล้วนถูกทรมานให้ยอมรับสารภาพ ไม่ก็ต้องซัดทอดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด รวมทั้งหมด 19 คนที่ถูกตัดสินว่าเป็นแม่มด และประหารชีวิตโดยนำตัวไปแขวนคอ

 

     กระทั่งเรื่องไปถึงผู้ว่าการรัฐ และได้มีการสืบสวนคดีใหม่ กระทั่งเดือนพฤษภาคม ปี 1693 ผู้ถูกไต่สวนทุกคนได้รับการตัดสินว่าไม่มีความผิด และถูกปล่อยตัวไป จนสิ้นเดือนมีนาคม ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดก็ไม่มีใครถูกคุมขังแล้ว การไต่สวนล่าแม่มดแห่งซาเลมจึงปิดฉากลงในที่สุด แต่บรรยากาศภายในบ้านหลังนี้ก็ยังคงร่องรอยความทุกข์ทรมาน ของผู้ที่ถูกใส่ร้ายจนต้องเสียชีวิตอย่างไม่เป็นธรรม

 

====================

 

13. Amityville
บ้านฆาคกรรมแห่งลองไอแลนด์, นิวยอร์ก

 

 

     ถ้าให้พูดถึงบ้านผีสิงที่โด่งดังที่สุดของชาวอเมริกัน ยังไงก็หนีไม้พ้นบ้านหลังนี้ The Amityville บ้านทรงดัทช์ โคโลเนียล หน้าตาเหมือนโรงนาทรงสูง ที่มีหน้าต่างสองบานคล้ายกับลูกตาขนาดใหญ่ เรื่องราวของมันถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ และนวนิยายหลายครั้ง จุดเริ่มต้นของความเฮี้ยน สุดหลอนของบ้านหลังนี้เริ่มต้นเมื่อปี 1974 เมื่อตำรวจได้รับแจ้งเหตุ เมื่อเข้าตรวจสอบก็พบร่างของนายโดนัลด์ และนางหลุยส์ เดอฟีโอ คู่สามีภรรยา ทั้งคู่ถูกยิงขณะนอนหลับอยู่ ห้องนอนอีกห้องพบร่างของจอห์น และมาร์ค เดอฟีโอ ที่ห้องนอนชั้นล่างก็มีศพของแอลลิสัน และดอว์น เดอฟีโอ ทุกร่างอยู่ในสภาพนอนหน้าคว่ำ และถูกยิงที่กลางหลัง รวมทั้งหมด 6 ศพ โดยทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของรอนนี่ เดอฟีโอ ลูกชายคนโตของบ้านเป็นผู้ลั่นไกสังหารครอบครัวของตนเอง

 

     อ้างว่าได้ยินเสียงกระซิบพร้อมกับเงาดำหยิบปืนใส่ในมือของเขา เขาบอกอีกว่าเขาได้ยินเสียงคนพูดทั้งที่ไม่มีคนอยู่ตรงนั้น เขาจำเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ เพราะในหัวมีแต่เสียงดังเต็มไปหมด

 

 

     หลังจากนั้นก็มีครอบครัวอื่นๆ ย้ายมาอาศัยบ้านหลังนี้อีกหลายครอบครัว ทั้งหมดล้วนเจอแต่เรื่องแปลกประหลาดในบ้าน ตั้งแต่เสียงกุกกักในบ้าน มีเมือกสีเขียวที่รูกุญแจ มีของเหลวสีดำเปรอะเปื้อนห้องน้ำ กลิ่นแปลก ๆ ไปจนถึงกลิ่นเหม็นเน่า ฯลฯ บ้านหลังนี้เองที่เอ็ดเวิร์ด วอร์เรน และ ลอร์เรน วอร์เรน สองสามีภรรยานักปราบผีก็เคยเดินทางมาพิสูจน์เรื่องราวลี้ลับนี้มาแล้ว ซึ่งหลายๆ คนจะคุ้นกับบ้านหลังนี้จากหนังเรื่อง The Conjuring นั่นเอง

====================

 

ตามติดเทรนด์เที่ยว อัพเดทที่พักสวย
แชร์ทริปสุดชิล โพสต์ภาพสุดปัง ของคุณได้แล้วที่ แอปทรูไอดี
คลิกเลย >> TrueID Travel Community <<