เคยเป็นไหม ตื่นเช้ามาแล้วเตียงยังดูดอยู่ รู้สึกหมดไฟ ไม่อยากลุกไปทำงาน อาการแบบนี้เขาเรียกว่าแบตหมดครับชาวออฟฟิศทั้งหลาย ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่าโลกมันหมุนเร็วเกินไป งานกองท่วมหัวจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เราอยากบอกว่า "พักก่อน ฉันอยากให้เธอพักผ่อน" ร่างกายมันประท้วงแล้ว แล้วถ้าถามว่าเวลาน้อย งบจำกัด แต่อยากหนีไปไกลๆ ให้ธรรมชาติโอบกอดจะไปไหนดีล่ะ คำตอบสุดท้ายของ Gen Y, Gen Z อย่างเราคงหนีไม่พ้นไปทะเลไม่ก็เที่ยวภูเขาชมนกชมวิวทิวทัศน์ ผมเลยอยากแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปในช่วงที่ร่างกายต้องการพักผ่อนกันครับนั่นคือเที่ยวภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ สวรรค์บ้านใกล้ที่ขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็วาร์ปจากตึกสูงมาเจอเขาเสียดฟ้าได้แล้ว วันนี้เราจะพาไป "นั่งโง่ๆ" ปล่อยใจจอยๆ ทิ้งความเครียดลงเหว แล้วสูดออกซิเจนให้เต็มปอดกัน(P.M. 2.5?) การเดินทางขึ้นภูทับเบิกคือบททดสอบแรก กับโค้งในตำนาน 111 โค้งที่เขาร่ำลือกัน อาจจะทำเอามึนหัวนิดๆ แต่เชื่อเถอะว่าพอรถไต่ระดับขึ้นมาถึงยอดภู ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง ทันทีที่เปิดประตูรถ ลมเย็นๆ จะพุ่งเข้าปะทะหน้า ยิ่งถ้ามาช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือหน้าหนาว อุณหภูมิบนนี้คือดีต่อใจมาก อากาศเย็นกำลังดีแบบไม่ต้องใส่เสื้อหนาวหนาเตอะ แค่เสื้อคลุมตัวเก่งสักตัวก็เอาอยู่ บรรยากาศแบบนี้แหละที่แอร์ในออฟฟิศให้ไม่ได้ การได้มายืนสูดอากาศบริสุทธิ์หน้าป้ายบอกอุณหภูมิ ยิ่งเราแอบไปช่วงเวลาที่ไม่ใช่วันที่คนนิยมไปเที่ยวกันนี่บอกเลยว่าเหมือนสถานที่นี้กลายเป็นของเราเพียงคนเดียวเลยแหละ แค่นี้ก็รู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตไปแล้ว 20% มาถึงไฮไลต์ของการมาหนีงานเที่ยว คือการเลือกที่พักดีๆ สักที่ บนภูทับเบิกมีที่พักให้เลือกเยอะมาก แต่ถ้าจะให้ฟินสุดๆ แนะนำให้เลือกนอนแบบเต็นท์โดม หรือบ้านพักริมผา เพราะเป้าหมายของเราคือการ "นั่งโง่ๆ" หน้าห้องพัก แล้วมองวิวพาโนรามา ลองจินตนาการดูสิครับ ตื่นเช้ามาเปิดซิปเต็นท์ เจอทะเลหมอก สีขาวปุกปุยลอยมาเคาะประตูหน้าห้อง จิบกาแฟร้อนๆ สักแก้ว ปล่อยสายตามองหมอกไหลผ่านทิวเขาไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดเรื่องส่งงาน ไม่ต้องตอบไลน์ลูกค้า ช่วงเวลานี้แหละคือความเงียบสงบที่หาซื้อไม่ได้ในเมืองกรุง เป็นการบำบัดจิตใจที่ได้ผลเป็นอย่างมากพอดื่มด่ำกับหมอกจนอิ่มใจ สายๆ หน่อยก็ออกไปหา คาเฟ่ภูทับเบิกเพื่อนั่งชิล หรือจะขับรถเล่นชมวิวสองข้างทาง เอกลักษณ์ของที่นี่ที่มองไปทางไหนก็เจอคือ ทุ่งกะหล่ำปลีที่กว้างสุดลูกหูลูกตา สีเขียวของผักตัดกับท้องฟ้าสีคราม มันช่วยพักสายตาจากแสงสีฟ้าของหน้าจอคอมฯ ได้ดีเหลือเกิน กิจกรรมที่เราแนะนำสุดๆ คือการหามุมสงบๆ สักมุม สั่งเครื่องดื่มเย็นๆ หรือนมอุ่นๆ แล้วแค่นั่งมองวิวกะหล่ำปลี ตัดสลับกับวิถีชีวิตชาวม้งที่กำลังเก็บผัก มันเรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก หรือจะแวะถ่ายรูปกับสวนดอกไม้เมืองหนาวที่มีให้เห็นตลอดทางก็ดีไม่น้อยดอกไม้บนดอยสีสดมากครับ (เหมือนในรูปเลย) แค่ได้เอาตัวเองไปแทรกอยู่กลางดงดอกไม้ ถ่ายรูปลงสตอรี่ไอจีสักนิด เพื่อนๆ ก็ทักมาอิจฉากันรัวๆ แล้ว เป็นกิจกรรมผ่อนคลายที่ไม่ต้องปีนป่ายอะไรให้เหนื่อย แค่เดินชมสวนก็แฮปปี้แล้วมาเที่ยวภูทับเบิกทั้งทีอย่าลืมแวะถ่ายรูปที่จุดชมวิว อาคารหอดูดาวและที่วัดอุณหภูมิ ป้ายเขียนบอกว่าที่นี่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,768 เมตรเลยนะเออ ยืนโพสท่าสวยๆ คู่กับป้ายผู้พิชิต ให้ลมตีหน้าเล่นๆ ตรงจุดนี้เราจะเห็นวิวเมืองเพชรบูรณ์และเขาค้ออยู่ไกลๆ เป็นมุมมองแบบ God's eye view ที่ทำให้รู้สึกว่าปัญหาที่เราแบกไว้นั้น มันเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ก่อนจะกลับสู่โลกแห่งความจริง อีกจุดที่พลาดไม่ได้คือการขึ้นไปจุดสูงสุด เพื่อประกาศศักดาว่า "ฉันมาถึงแล้วนะ!" หลังจากนั้นก็อย่าลืมซื้อของไปฝากญาติพี่น้องหรือลูกๆ หลานๆ ที่ภูทับเบิกมีของขึ้นชื่อคือดาบและหอกแกะสลักจากไม้ รับรองเด็กๆ เห็นเข้าจะต้องดีใจอย่างแน่นอน ส่วนของฝากผู้ใหญ่จะเป็นพวกเสื้อผ้าที่เวลาใส่ก็จะรู้สึกอบอุ่นแต่ก็ไม่ได้อึดอัดจนเกินไป สุดท้ายนี้ การหนีงานไปนั่งโง่ๆ ที่ภูทับเบิก ไม่ใช่การหนีปัญหาถาวรหรอกครับ แต่มันคือการถอยออกมาตั้งหลัก ให้ธรรมชาติช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำ ให้เราได้กลับไปสู้ต่อด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม ใครที่กำลังรู้สึกล้า ลองลาพักร้อนสัก 2 วัน 1 คืน แล้วพาร่างกายไปปะทะความเย็นที่ภูทับเบิกดูครับ รับรองว่าคุณจะได้ชาร์จแบตเติมไฟในการทำงาน ความเครียดและความเหนื่อยล้าจะหายไป รอยยิ้มและความสดใสจะกลับมาแน่นอน หนาวนี้เจอกันที่ภูทับเบิกนะ! รูปภาพในเนื้อหาทั้งหมดโดย uun0n