"ค่ายวรรณศิลป์ กับ ซาฟารีเมืองไทย ทุ่งกะมัง จังหวัดชัยภูมิ" การเดินทาง คือ การเรียนรู้เป็นรายวิชาชีวิตที่ไม่มีในตำราเรียน การรู้จักใช้ชีวิตออกค้นหาความต้องการของตัวเอง ความสุข แรงบันดาลใจ หรือแม้กระทั้งรักษาความบอบช้ำภายในจิตใจ หลายคนเลือกออกเดินทางเพื่อเข้าหาธรรมชาติ บางคนเลือกท้องทะเลเพื่อชมความสวยงาม การออกเดินทางอาจเป็นจุดเปลี่ยนของใครหลายคน แต่สำหรับผู้อ่านท่านใด ยังไม่มีเวลาหรือติดขัดจากปัญหารอบด้านสามารถศึกษาจาก ค่ายวรรณศิลป์ กับ ซาฟารีเมืองไทย ทุ่งกะมัง จังหวัดชัยภูมิ เพื่อเป็นแนวทางการออกเดินทางตามหาความต้องการที่แท้จริงของชีวิต ทุ่งกะมัง คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว โดยมีพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอ ได้แก่ ภูเขียว คอนสาร เกษตรสมบูรณ์ มีพื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ และสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 800 – 900 เมตร โดยเปิดทำการในเวลา 08:00 – 16:00 ตามเวลาราชการ สามารถพักหรือแวะมาเยี่ยมชมได้ “ ซาฟารีเมืองไทย ” คือคำนิยามของทุ่งกะมังเนื่องด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ สัตว์หลายชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น ช้าง กวาง เสือ หมี นกหายากต่าง ๆ ล้วนบ่งบอกถึงผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก เหมาะเป็นสำหรับช่างภาพหรือบุคคลที่สนใจถ่ายภาพเรื่องราวชีวิตของธรรมชาติและสัตว์ สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ผู้เขียนจะบรรยายตามเหตุการณ์ที่พบเจอระหว่างทางตลอดจนถึงวันกลับ สำหรับการเดินทางของผู้เขียน มาในนามนักศึกษาโดยทาง สาขาที่ผู้เขียนศึกษาได้จัดค่ายวรรณศิลป์สัญจร โดยมีระยะเวลาในการเข้าค่าย 3 วัน 2 คืน ในค่ายจะเกี่ยวกับการออกตามหาแรงบันดาลใจสำหรับการสร้างสรรค์งานเขียนต่าง ๆ เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น กวีนิพนธ์ สารคดี ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก โดยเริ่มออกเดินทางเวลา 6:00 ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง ด้วยการเดินทางที่ต้องนั่งรถหกล้อจ้างเหมาที่สาขาเตรียมไว้ และทางขึ้นก็เป็นภูเขาทำให้รถช้ามาก ยิ่งตอนถนนลาดชันคล้ายกับรถนิ่งแทบไม่ขยับ พอถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวแล้วเวลาก็เดินมาเกือบจะเที่ยง เหล่านักศึกษาต่างเก็บสัมภาระเข้าที่ โดยคนที่ต้องการนอนกางเต็นท์ท้าทายความหนาวก็ต้องเลือกหาสถานที่ให้เหมาะสม เพราะการเดินทางอยู่ในช่วงฤดูหนาว แต่สำหรับนักศึกษาคนใดที่ไม่มีเต็นท์ก็สามารถนอนที่เรือนรับรองสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่พักที่สะดวก สบาย มีห้องน้ำภายในอาคาร สิ่งแรกที่ทำหลังจากเก็บสัมภาระของตัวเองแล้ว ต้องทำตามวิถีปฏิบัติหรือความเชื่อของเจ้าหน้าที่ โดยการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์ที่รักษาสถานที่และเป็นการให้ความเคารพต่อสถานที่ เนื่องจากกลุ่มนักศึกษาอยู่ในช่วงวัยรุ่น การใช้วาจาอาจไม่เหมาะสม หลังจากไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์แล้วมีสิ่งมีชีวิตที่ออกมาต้อนรับกลุ่มนักศึกษานั้นคือ “ทาก” โดยทากเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ลำตัวสามารถยืดหดได้ ซึ่งอาหารหลักของเจ้าทากน้อยก็คือ “ เลือด ” ทากสามารถดูดเลือดได้เป็นจำนวนมาก เมื่อโดนทากดูดแล้วเลือกจะไหลไม่หยุดเพราะในปากของมันจะมีสารที่ยับหยั่งการแข็งตัวของเลือด หลายคนโดนดูดเพราะใส่ร้องเท้าไม่มิดชิด รวมถึงผู้เขียนด้วยที่โดนทากน้อยดูดเลือด แต่ก็มีเจ้าหน้าที่มาดูแลตลอดหายาและบอกวิธีการเอาทากออกให้เลือดไหลออกมาน้อยที่สุด คือ อย่าดึง ต้องหมุนลำตัวให้หลุด เวลา 12:30 นาฬิกา ถึงเวลาอาหารเที่ยงที่ทางเจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้ โดยทางสาขาให้แม่ครัวเตรียมอาหารให้ พออิ่มแล้วถึงช่วงเวลาทำตามกำหนดการที่วางไว้ในค่ายโดยมีการจัดกิจกรรม แบ่งกลุ่ม ตามความสนใจโดยมีวิทยากรที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาให้ความรู้ในแต่ละกลุ่ม จนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงหัวค่ำ อาบน้ำ รับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยก็ถึงเวลาสมควรแล้วในการเปิดค่าย โดยประธานค่ายที่เป็นรุ่นพี่ในสาขา ในกิจกรรมรอบค่ำ มีการรอบกองไฟ ทำความรู้จักกับวิทยากร จนเวลาล่วงมาถึงเกือบเที่ยงคืนนักศึกษาต้องเข้านอน โดยในคืนนี้เป็นคืนที่หนาวเหน็บมาก เสียงสัตว์ร้องลั่นเวลาดึก เช้าวันต่อมา มีสิ่งผิดสังเกตคือเต็นท์ของแต่ละคนเต็มไปด้วยหมอก เปียกจนน้ำไหลเป็นทาง สำหรับวันนี้เป็นเช้าที่สดชื้นมาก ผนวกกับความหนาวเหน็บทำให้นักศึกษาเกิดการถกเถียงเรื่องการอาบน้ำ ใครอาบก่อนหลัง ในเช้านี้มีกิจกรรมหลักที่สำคัญมากคือการออกเดินทางสำรวจธรรมชาติมีจุดหมายคือ ทุ่งกะมัง ซึ่งห่างจากที่พักประมาณ 4-5 กิโลเมตร โดยการเดินเท้าเพราะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ ในการเดินทางทำให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิตของสัตว์ป่า รอยเท้า มูลสัตว์ และความสวยงามของธรรมชาติ ใช้เวลาในการเดินป่าไม่นานมาก แต่ต้องหยุดพักและหาแรงบันดาลใจในการเขียนงาน โดยการเดินทางสำรวจธรรมชาติก็จบที่เวลา 17:00 นาฬิกา หลังจากถึงที่พักก็ทำภารกิจส่วนตัวและทำกิจกรรมในช่วงค่ำ จนกระทั่งถึงเวลาเข้านอน วันสุดท้าย สำหรับวันนี้ต้องตื่นเช้ามาก เพราะต้องออกเดินทางเพื่อไปชมทุ่งกะมังในช่วงเช้า และรับประทานอาหารเช้าในบริเวณนั้น ลักษณะของทุ่งกะมังเป็นลานหญ้าที่กว้างมาก หมอกหนา และหนาวเป็นพิเศษ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะมากในการบันทึกภาพ หลายคนบันทึกภาพการเขียน บางคนบันทึกผ่านเสียงเพลง เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำเป็นอย่างมาก โดยผู้เขียนก็บันทึกความทรงจำมาเป็นภาพให้ผู้อ่านได้รับชมกัน หลังจากนั้นก็เริ่มทยอยนั่งรถกลับที่พัก เที่ยงของวันนี้เป็นวันสุดท้ายใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว หรือ ทุ่งกะมัง เหล่านักศึกษาต่างเก็บสัมภาระเพื่อรอกลับมหาวิทยาลัย ความสนุกผสมกับรอยยิ้มของผู้คนทำให้วันที่อยู่ค่ายเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ ความสามัคคีกันในหมู่คณะ ความเสียสละของรุ่นพี่ เสียงดนตรียังก้องดังภายในใจ จนถึงเวลากลับต่างคนยังอาวรณ์กับสถานที่ ธรรมชาติ แต่ก็ต้องกลับไปงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ความประทับใจสำหรับการออกเดินทางท่องเที่ยวถึงแม้ว่าจะมาในนามการจัดค่ายมีกำหนด มีรุ่นพี่คอยช่วยเหลือ แต่ก็เป็นความทรงจำที่แสนวิเศษก่อนจะถึง ทุ่งกะมัง ทิวเขารายล้อมเส้นทางสวยงามมาก เห็นวิถีความเป็นอยู่ของผู้คน วิถีการดำรงชีวิตของสัตว์น้อยใหญ่ ธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีสิ่งหนึ่งที่ตระหนักรู้ว่าการมีธรรมชาตินั้นให้คุณค่าหลายอย่าง อาหาร อากาศที่หายใจ ชีวิตหรือแม้กระทั้งการเยียวยาสภาพจิตใจของหลายคน ดังนั้นควรรักษาธรรมชาติให้คงอยู่คู่กับวิถีของมนุษย์ หยุดการทำลาย ในอนาคตต่อไปถึงเวลาจะผ่านไปหลายร้อยปีอย่างไร ธรรมชาติก็ไม่เคยทิ้งมนุษย์ไปไหน " ภาพถ่ายโดยผู้เขียนทั้งหมด : จิรวัฒน์ "