สวัสดีเพื่อน ๆ สายเที่ยวทุกคนค่ะ! ถ้าพูดถึงย่านในกรุงเทพฯ ที่มีความ "Chaos" แต่ลงตัวที่สุด มีความดิบแต่แฝงไปด้วยความอาร์ตแบบตะโกน เราขอยกให้ "ตลาดน้อย" เป็น Number One ในใจเลย หลายคนอาจคุ้นตากับภาพย่านเซียงกงที่เต็มไปด้วยกองอะไหล่ แต่จริง ๆ แล้วที่นี่คือพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ผสมผสานความคลาสสิกของวัฒนธรรมจีนโบราณ เข้ากับความฮิปของงานสตรีทอาร์ตและคาเฟ่ยุคใหม่ได้อย่างกลมกล่อม ย่านนี้ถือเป็นย่าน "Old Town" ที่ไม่เคยตกยุค และมีเสน่ห์ดึงดูดให้คนรุ่นใหม่แวะเวียนมาซึมซับบรรยากาศความเท่กันไม่ขาดสาย วันนี้เราเลยขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปเดินลัดเลาะซอกซอย เช็คอิน 11 พิกัดเด็ดที่คัดมาแล้วว่าปังจริง! ครบจบทั้ง "กิน-เที่ยว-มู" ไม่ว่าจะเป็นสายกินที่ต้องร้องว้าวกับร้านอาหารระดับตำนาน สายมูเตลูที่ต้องการที่พึ่งทางใจศักดิ์สิทธิ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หรือสายคอนเทนต์ที่อยากได้รูปฟีล "หว่องกาไว" กลับไปเปลี่ยนโปรไฟล์ เตรียมกล้องและท้องให้พร้อม แล้วตามมาสัมผัสเสน่ห์ความเก๋าของตลาดน้อยในมุมมองใหม่ที่จะทำให้คุณหลงรักย่านนี้ยิ่งกว่าเดิมกันค่ะ! ทริปนี้เราเริ่มมื้อเช้ากันที่ "โจ๊กป้ามะลิ" ในซอยวานิช 2 ใกล้ศาลเจ้าโจวซือกง ร้านนี้คือร้านที่เด็กตลาดน้อยโตมาด้วยกัน ทีเด็ดที่ไม่เหมือนใครคือแกจะตักโจ๊กเนื้อเนียนใส่ชาม แล้ว "ราดน้ำซุปหมูสับซีอิ๊ว" รสเค็มหวานหอม ๆ ลงไปจนชุ่ม โรยด้วยปาท่องโก๋ตัวเล็ก เคี้ยวเพลินมาก! ราคาเริ่มต้นแค่ 35 บาท ได้ฟีลลิ่งสตรีทฟู้ดแท้ ๆ ที่หากินที่อื่นไม่ได้แล้ว แต่ต้องรีบมาหน่อยนะคะ เพราะสาย ๆ คุณป้าก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว หลังจากรองท้องเบา ๆ กันไปแล้ว เราขยับมาต่อกันที่ของหนักขึ้นอีกนิดกับ "เป็ดตุ๋นเจ้าท่า"ร้านตำนานหน้ากรมเจ้าท่าที่ใครมาแถวนี้ก็ต้องแวะ เมนูเด็ดที่ห้ามพลาดคือ "เป็ดพะโล้" เนื้อนุ่มเปื่อยละลายในปาก น้ำซุปหอมเครื่องยาจีนเข้มข้นซดคล่องคอ หรือจะสั่งเป็น "บะหมี่เป็ด"ร้อน ๆ เส้นเหนียวนุ่มก็ฟินไม่แพ้กัน ราคาอาจจะสูงกว่าก๋วยเตี๋ยวรถเข็นทั่วไปนิดหน่อย เริ่มต้นที่ประมาณ 70 บาท แต่เทียบกับคุณภาพและรสชาติที่สั่งสมมากว่า 40 ปี บอกเลยว่าต้องยอมเขาจริง ๆ อิ่มของคาวแล้วเดินย่อยอาหารลัดเลาะเข้ามาในดงอะไหล่อีกนิด เพื่อน ๆ จะสะดุดตากับเจ้ายักษ์ใหญ่ "Bumblebee" หุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์เมอร์สสุดเท่ที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าร้านอะไหล่! ความเจ๋งคือมันสร้างขึ้นจากอะไหล่รถยนต์เก่าในเชียงกงนี่แหละ เอาเศษเหล็กมาประกอบร่างจนกลายเป็นงานศิลปะสุดล้ำ เป็นจุดที่สะท้อนคาแรคเตอร์ของย่านตลาดน้อยได้ดีมาก ใครมาถึงแล้วต้องแวะมาโพสท่าเท่ ๆ คู่กับพี่หุ่นเขาหน่อย รับรองว่ารูปออกมาดูอินเตอร์สุด ๆ เมื่อแดดเริ่มแรงขึ้น ก็ถึงเวลาของมื้อเที่ยงที่เราอยากชวนให้เพื่อน ๆ ลองเดินมุดเข้าซอยไปตามหา "ก๋วยเตี๋ยวรู" ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในตรอกเล็ก ๆ สมชื่อ แต่รสชาติคือระดับภัตตาคาร! ทีเด็ดที่แนะนำคือ "หมูแดงอบน้ำผึ้ง" ย่างเตาถ่านหอม ๆ หวานฉ่ำเข้าเนื้อ รับรองว่าแสงออกปาก! ราคาเริ่มต้น 60 บาท บรรยากาศบ้าน ๆ แบบนั่งกินในซอย ได้ฟีลโลคอลสุด ๆ แต่ต้องรีบหน่อยนะ เพราะร้านเปิดช่วงเช้าถึงบ่าย ๆ ก็หมดแล้วเครดิตภาพโดย: ผู้เขียนบทความช่วงบ่ายเราเน้นเดินเล่นถ่ายรูป แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ก่อนจะไปเดินลุยหามุมถ่ายรูปเก๋ ๆ แนะนำให้แวะเติมพลังที่ร้าน "กะหรี่พั๊ฟคุณปุ๊" เจ้าเก่าในซอยเจริญกรุง 22 กลิ่นหอมลอยมาเตะจมูกคือเครื่องเรียกแขกชั้นดี! จุดเด่นคือเขาปั้นและทอดกันสด ๆ หน้าร้าน ได้กินตอนร้อน ๆ แป้งบางกรอบ ไส้แน่นตูม ๆ ให้เลือกมากถึง 8 ไส้ โดยเฉพาะไส้ไก่ที่รสชาติเข้มข้นหอมเครื่องเทศ ถือเป็น Energy Booster ชั้นเยี่ยม! ซื้อถือเดินกินไประหว่างทางในราคาเริ่มต้นชิ้นละ 11 บาทเท่านั้น ถูกมาก สบายท้องสบายกระเป๋า หลังจากเติมพลังด้วยกะหรี่พั๊ฟคุณปุ๊เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจะเดินลึกเข้ามาในซอยวานิช 2 ซึ่งจะเจอกับตึกไม้เก่าแก่ที่ดูมีเสน่ห์ดึงดูดสายตา นั่นคือ "วานิช เฮ้าส์ (Vanich House)" ซึ่งรีโนเวทมาจากบ้านเก่าอายุนับร้อยปี หน้าร้านมีความคลาสสิกของประตูบานเฟี้ยมและโคมไฟจีน แค่ถ่ายหน้าบ้านก็ได้รูปสวย ๆ ฟีลหว่องกาไวกลับมาแล้ว หรือถ้าใครพอมีงบ จะแวะอุดหนุนเครื่องดื่มเย็น ๆ สักแก้ว หรือซื้อของติดไม้ติดมือสักชิ้น แล้วนั่งรับบรรยากาศชมสถาปัตยกรรมภายในได้เช่นกัน จากนั้นก็เดินเข้าสู่โหมดมูเตลูที่ "ศาลเจ้าโจวซือกง" ศูนย์รวมจิตใจของชาวตลาดน้อย สร้างมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ องค์เทพเจ้าโจวซือกงมีผิวกายสีดำขลังมาก ชาวตลาดน้อยเชื่อกันว่าท่านศักดิ์สิทธิ์เรื่อง "สุขภาพ" ใครเจ็บป่วยบ่อย ๆ หรือมีผู้ใหญ่ที่บ้านไม่สบาย ต้องมาขอพรที่นี่ นอกจากได้พรกลับบ้านแล้ว ยังได้ชมความงามของสถาปัตยกรรมภายในศาลเจ้าที่วิจิตรตระการตา ทั้งงานไม้แกะสลักและปูนปั้น ถ่ายรูปสวย ๆ ได้ความขลัง ตั้งวอลเปเปอร์เพิ่มความเป็นสิริมงคลได้เลย และพลาดไม่ได้กับจุดเช็คอินยอดฮิตอย่าง "รถเฟียตโบราณ" มาตลาดน้อย ไม่ถ่ายกับ "รถส้ม" คือมาไม่ถึง! ซากรถเก่าสนิมเกรอะที่จอดนิ่งสนิทข้างกำแพงอิฐ กลายเป็นสัญลักษณ์ความเท่ของที่นี่ไปแล้ว แค่ยืนพิงรถทำหน้านิ่ง ๆ กดชัตเตอร์ปุ๊บ ได้รูปปกนิตยสารปั๊บ เป็นจุดที่ใครมาก็ต้องแวะแชะภาพเก็บไว้ เดินเลาะมาจนสุดซอยจะเจอกับ "ศาลเจ้าโรงเกือก" หรือ "ศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุง" ที่นี่คือศาลเจ้าเก่าแก่ของชาวจีนฮากกา (จีนแคะ) ที่เมื่อก่อนทำอาชีพตีเกือกม้าขายริมน้ำ เลยเป็นที่มาของชื่อ "โรงเกือก" ด้านในประดิษฐาน "เทพเจ้าฮ้อนหว่องกุง" ที่ชาวบ้านนับถือเรื่องความซื่อสัตย์และโชคลาภ บรรยากาศที่นี่ชิลมาก ริมแม่น้ำลมพัดเย็นสบาย ตัวศาลสีส้มอิฐตัดกับสีฟ้าของแม่น้ำเจ้าพระยาถ่ายรูปออกมาสวยวินเทจมาก ใครอยากขอพรเรื่องความมั่นคงในการงานหรือการค้าขาย ต้องแวะมาไหว้ที่นี่ ไหว้เจ้าเสร็จแล้วก็ลุยต่อ ใครชอบงานอาร์ตต้องมาเดินหลงใน "ตรอกศาลเจ้าโรงเกือก" บริเวณใกล้ ๆ กัน ตามกำแพงบ้านเก่าจะมี Street Art ซ่อนอยู่ผสมกับความเก่าของตึกแถว ได้ Mood & Tone แบบหนังฮ่องกงยุค 90s แนะนำให้เพื่อน ๆ แต่งตัวจัดเต็มมาได้เลย มุมถ่ายรูปเพียบ! ปิดท้ายทริปวันนี้กันที่หัวใจของตลาดน้อย นั่นคือย่าน "เซียงกง" แหล่งค้าขายอะไหล่รถยนต์เก่าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย กองอะไหล่เครื่องยนต์ เฟืองเหล็กยักษ์ โช้คอัพ ที่วางระเกะระกะหน้าร้านตึกแถว คือ Art Piece ชั้นดีที่สะท้อนวิถีชีวิตคนทำมาหากินย่านนี้จริง ๆ กลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ คือเสน่ห์แท้ ๆ ของตลาดน้อย เป็น Living Museum ที่มีชีวิตจริง ๆ ไม่มีการเซ็ตฉาก เดินถ่ายรูปแนว Street ได้เท่ระเบิดและไม่เหมือนใคร เครดิตรูปภาพทั้งหมดโดย ผู้เขียนบทความ