ขึ้นเขาดูเหยี่ยว-เข้าป่าดูช้าง ดูกระทิง-ออกทะเลตามหาวาฬบรูด้า

ขึ้นเขาดูเหยี่ยว-เข้าป่าดูช้าง ดูกระทิง-ออกทะเลตามหาวาฬบรูด้า
20 เมษายน 2555 ( 04:46 )
7.1K

เริ่มออกเดินทางจาก ททท. สำนักงานใหญ่ โดยจุดหมายแรกที่แวะชมคือ “ตลาดน้ำหัวหิน” ซึ่งเป็นตลาดน้ำแห่งใหม่เพิ่งเปิดไม่นานนี้ ตลาดน้ำหัวหินโดดเด่นด้วยหมู่อาคารสไตล์หัวหินย้อนยุคที่มีชื่อตามอำเภอของประจวบคีรีขันธ์ เชื่อมต่ออาคารแต่ละหลังด้วยสะพานไม้ จำหน่ายสินค้าที่ระลึกหลากหลายและอาหารมากมายได้ให้ลิ้มลอง แถมยังมีมุมสวย ๆ เอาไว้ให้ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอีกต่างหาก

ช่วงบ่ายเราขึ้นสู่เขาเรดาห์ด้วยบรรยากาศที่ไม่เป็นใจเท่าไหร่นัก ฝนกระหน่ำตกจนไม่สามารถแม้แต่จะลงจากรถ และแน่นอน คงไม่มีเหยี่ยวที่ไหนเดินทางในอากาศอย่างนี้เป็นแน่ ทำให้ต้องพากันถอยทัพกลับมาที่พักที่บ้านกรูด อะเคเดีย รีสอร์ทก่อน รีสอร์ทนี้มีบรรยากาศใกล้ชิดกับธรรมชาติสุด ๆ ยืนยันได้ด้วยห้องอาบน้ำแบบโอเพนแอร์ให้ได้อาบน้ำใต้แสงจันทร์และหมู่ดาว แสนโรแมนติกอย่าบอกใคร

วันรุ่งขึ้นรีบเดินทางแต่เช้าไปยังเขาเรดาห์เพื่อร่วมงานเปิดงานเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในการปล่อยนกเหยี่ยวที่ได้รับการช่วยเหลือและฟื้นฟูจากหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน รวมทั้งมีกิจกรรมประกวดวาดภาพเหยี่ยวโดยเยาวชนในพื้นที่

ช่วงบ่ายจึงมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีเพื่อไปดูช้างป่าและกระทิงซึ่งมีอยู่มากมายในป่าแห่งนี้ เมื่อไปถึง เราได้ไปไหว้ศาลประกำช้างที่แรกของโลก ด้วยความเชื่อว่าจะสามารถปกป้องช้างป่ามิให้ถูกทำร้ายหรือฆ่าตายอีกต่อไป จากนั้นจึงสุ่มตัวกะจะระรัวชัตเตอร์ใส่บรรดาช้างป่าตรงบริเวณหน้าผา โชคดีที่แดดไม่ร้อนจัดเกินไปนัก เราจึงได้เห็นฝูงกระทิงลงมากินอาหารกันหลายฝูง นับรวม ๆ ร่วม 50 ตัว แต่เสียดายที่วันนี้ไม่มีช้างป่าลงมาโชว์ตัวเลยสักตัวเดียว

คืนนั้นมีโอกาสแวะที่ตลาด 200 ปี ปราณบุรี แต่เราคงไปถึงดึกไปหน่อย หลาย ๆ ร้านจึงปิดไปแล้วเป็นส่วนมาก แต่ก็ยังมีร้านที่ยังเปิดอยู่และแสดงให้เห็นถึงความเป็นตลาดเก่าได้อย่างดี นั่นคือร้าน “โปรดปราณ” และร้าน “อาม่า” โดยร้านโปรดปราณ ให้บริการเครื่องดื่มและขนมปังปิ้ง รวมทั้งได้เปิดชั้น 2 ให้ขึ้นไปถ่ายรูปจากระเบียงเป็นที่ระลึกด้วย ส่วนร้านอาม่านั้นขายของเล่นและของโบราณ ทำให้นึกย้อนกลับไปถึงความทรงจำในวัยเยาว์ได้ดีทีเดียว

 

เช้าวันรุ่งขึ้น เรารีบออกเดินทางกันแต่เช้า มุ่งหน้าไปยังแหลมผักเบี้ยเพื่อตามหาวาฬบรูด้า ซึ่งจะพบได้ถึงเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคมที่เป็นช่วงน้ำเบียด (เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึงน้ำจืดจากแม่น้ำไหลลงอ่าวไทยเป็นจำนวนมาก) การเข้าไปชมวาฬบรูด้านั้นต้องโดยสารเรือชาวประมงออกไปยังทะเลที่จะลึกพอสมควร และหากพบวาฬแล้ว ต้องเว้นระยะห่างประมาณ 100 เมตรเพื่อมิให้เป็นการรบกวน และในครั้งนี้ แม้จะแล่นเรือออกมาเป็นชั่วโมง แต่เจ้าวาฬก็ไม่ยอมปรากฏตัวให้พวกเราได้เห็นเลย แต่ถึงอย่างนั้น การได้ชมธรรมชาติโดยรอบซึ่งเป็นป่าชายเลน ได้เห็นนกน้ำหลากหลาย รวมทั้งเหยี่ยวแดงที่ออกมาหากินในเวลากลางวัน การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการเสียเที่ยวแต่อย่างใด

แถมก่อนกลับยังได้แวะมาทำสปาเกลือที่ร้านกังหันทอง หลังจากที่ทำร้ายผิวด้วยการกรำแดดมาครึ่งค่อนวัน ที่นี่มีนอกจากมีบริการสปาเกลือแล้ว ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์สปาเกลือเพื่อให้นำกลับไปทำเองที่บ้าน พร้อมทั้งมีการสาธิตการทำผลิตภัณฑ์ด้วยนะคะ
เที่ยวครั้งนี้ได้ ทั้งขึ้นเขา เข้าป่า และลงทะเล…ครบรสจริง ๆ ค่ะ
credit
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภูมิภาคภาคกลาง



ทุกเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว คลิกที่ http://travel.truelife.com

มาเป็นเพื่อนกับเราได้อีกหนึ่งช่องทางที่ Facebook (อย่าลืมเข้ากด Like กันเยอะๆนะคะ)

http://www.facebook.com/TravelTruelife