ประเทศไทยถูกกล่าวขานว่าเป็นเมืองพุทธ เนื่องด้วยรากฐานความเชื่อของคนภายในประเทศปลูกฝังให้เข้าวัดเขาวาตั้งแต่สมัยสุโขทัย หรือแม้แต่สมัยทวารวดี แต่ยุคที่เห็นได้ชัดเจนและเป็นยุคที่เรามักคุ้นที่สุดคงจะหนีไม่พ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะนครวัดของเราสวยงามและเต็มไปด้วยความวิจิตรทางสถาปัตยกรรมอย่างปฏิเสธไม่ได้ จนเป็นที่น่าปรารถนาของชนต่างประเทศหลากหลายชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งยุโรป หรือจากบ้านใกล้เรือนเคียงก็ตาม วัดพนัญเชิง หรือ วัดพระนางเชิง คือชื่อที่ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง เป็นผู้พระราชทานนามให้ตามบันทึกในพระราชพงศาวดาร แม้ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะไม่พบหลักฐานปรากฏแน่ชัดก็ตาม ถือเป็นวัดที่สวยงามและเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งในกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น โดยเมื่อผ่านมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ จากเดิมชื่อ ‘พระนางเชิง’ ได้มีการเปลี่ยนมาเป็น ‘พนัญเชิง’ และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ให้งดงามเช่นเดิม โดยเริ่มบูรณะจากองค์พระประธานด้านในโบสถ์ ไปจนถึงตัวโบสถ์ด้านนอก และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวัดในอารามหลวงที่คงคุณค่าแก่การรักษาและดำรงไว้สืบต่อไป เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว วัดพนัญเชิงยังเป็นวัดที่ได้รับบูรณะอยู่แทบตลอดเวลา อีกทั้งยังมีการห่มผ้าพระประธานที่ไม่ว่าใครไป-มาก็จะต้องร่วมถวายผ้าไตรด้วยกันทั้งนั้น แต่กิจกรรมนั้นเป็นอันต้องยุติลง เพราะกรมศาสนาไม่ต้องการให้มีการค้าในศาสนสถาน และยึดหลักใจความสำคัญของศาสนาพุทธนั่นก็คือ การสร้างความสงบในการบำเพ็ญภาวนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่เดินทางเข้ามากราบไหว้ ในปัจจุบันเราจึงยังได้เห็นการเดินทางเข้าไปในวัด ที่สงบเงียบ คงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งผ่านกันมาหลายยุคสมัย และสร้างความร่มเย็นใจให้กับศาสนิกชนทุกคน โดยภาพองค์พระทั้ง 3 องค์ที่อยู่ด้านบนนี้ องค์แรกเป็นองค์ที่อยู่หน้าบริเวณโบสถ์ก่อนเข้าไปยังตัวโบสถ์พระประธานด้านใน ส่วนองค์ล่างนี้จะเป็นพระประธานในโบสถ์แยกฝั่งซ้ายและขวา ที่เพิ่งเปิดให้มีการกราบไหว้เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา เป็นพระพุทธรูป 3 องค์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกันกับองค์พระประทานทางพงศาวดารสมัยอยุธยา หากจะให้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของวัดพนัญเชิง ก็คงจะมีเรื่องเล่ากันอีกอักโข แต่ถ้าหากจะให้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง ก็คงจะเป็นไปอย่างที่ผู้เขียนได้เล่ามาสังเขปในด้านต้นแล้ว แต่สิ่งที่จะยังตั้งอยู่เป็นแก่นสารสำคัญของสถานที่แห่งนี้ก็คือ ความสวยงามและความตั้งใจ ที่คนในอดีตได้สั่งสมรวมกันมาเพื่อให้เราได้ชื่นชมกันอยู่ในปัจจุบัน และเป็นสมบัติที่จะอยู่ให้คนรุ่นหลังได้ซึมซาบประวัติศาสตร์เหล่านี้สืบไป วัน-เวลา เปิดทำการ : เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น. ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเข้าชม