12 เมืองใต้น้ำ อารยธรรมโบราณที่มีการค้นพบรอบโลก

12 เมืองใต้น้ำ อารยธรรมโบราณที่มีการค้นพบรอบโลก
แมวหง่าว
16 มิถุนายน 2564 ( 18:03 )
38.5K

     เรื่องราวของเมืองใต้น้ำที่หายสาบสูญไป อย่างแอตแลนติส นั้น ถึงจะพิสูจน์ได้ยากว่ามีจริงหรือไม่ แต่เรื่องของอาณาจักรที่มีอารยธรรมสูงส่ง แล้ววันหนึ่งถูกสายน้ำกลืนลงสู่ก้นทะเลนั้นก็สร้างความหวั่นวิตกให้กับมนุษย์อยู่เรื่อยมาทุกยุคทุกสมัย และ 12 เมืองต่อไปนี้คือเมืองที่เคยมีอยู่จริงในอดีต และกลายเป็นซากโบราณอยู่ใต้ท้องทะเล รอให้นักประดาน้ำ และนักผจญภัยลงไปสำรวจเรื่องราวขอมันต่อไป

 

 

12 เมืองใต้น้ำ อารยธรรมโบราณที่มีการค้นพบรอบโลก

 

1. อาณาจักรใต้น้ำ Thonis-Heracleion : อียิปต์

 

(Image: The Cosmos News via YouTube; ancient underwater city of Thonis-Heracleion)

 


(Image: The Cosmos News via YouTube)

 

     Heracleion เคยเป็นเมืองท่าสำคัญทางตอนเหนือของอียิปต์ ที่ยิ่งใหญ่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ตอนนี้มันจมอยู่ก้นทะเลมากว่า 1,200 ปี และสาเหตุที่เรารู้ว่าที่นี่เคยเป็นเมืองท่ามาก่อน ก็เพราะซากเรืออัปปางกว่า 60 ลำ มีสินค้า รูปปั้น และเหรียญมากมายทั้งของกรีก และอียิปต์ ส่วนสาเหตุที่ทำไมเมืองนี้จึงตกลงสู่ก้นทะเล คาดกันว่าเป็นเพราะเมืองนี้สร้างอยู่บนดินทราย และดินโคลน เมื่อมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นจึงทำให้พังทลายลงในที่สุด

===============

 

2. อาณาจักร Phanagoria : รัสเซีย/กรีซ

 

(Image: via YouTube; Phanagoria lost underwater city)

 

     อาณาจักรนี้เดิมเป็นเป็นแค่เรื่องเล่าเก่าแก่ของชาวโรมันมาก่อน ว่าในช่วง 63 ปีก่อนคริสตกาล ที่นี่เคยเกิดเหตุจราจลครั้งใหญ่ ประชาชนที่โกรธแค้นต่างลุกฮือขึ้นเผาทำลายเมืองจนราบ

 

UnderWater Cities

(Image: via YouTube)

 

     ซากเมืองนี้ถูกค้นพบอยู้ใต้ทะเลดำ เขตประเทศรัสเซีย แม้จะกู้ขึ้นมาได้บางส่วน แต่ซากเมืองโบราณกว่า 1 ใน 3 ก็ยังจมอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทรายยากต่อการขุดขึ้นมา ที่นี่ได้รับการขนานนามอีกชื่อว่าเป็นแอตแลนติสแห่งรัสเซีย

===============

 

3. พระราชวังสาบสูญแห่งคลีโอพัตรา : อียิปต์

 

(Image: Franck Goddio/Hilti Foundation, photos: Christoph Gerigk)

 

     พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร Alexandria อันเป็นที่ประทับของพระนางคลีโอพัตรา ราชินีองค์สุดท้ายของอียิปต์ จมอยู่ใต้น้ำมากว่า 2,000 ปีแล้ว และนักโบราณคดีกำลังพยายามปกป้องไม่ให้ที่นี่ถูกกระแสน้ำพัดพาออกสู่มหาสมุทรไป

 

(Image: Emad Victor Shenouda, public domain)

 

     นอกเหนือจากพระราชวังแล้ว ใกล้เคียงยังมีทั้งวิหาร ค่ายทหาร ป้อมสังเกตการณ์ รวมไปถึงห้องที่คาดกันว่าน่าจะเป็นที่ประทับแห่งสุดท้ายก่อนที่พระนางคลีโอพัตราจะปลงพระชนม์ด้วยการให้งูพิษกัด รวมไปถึงซากประภาคารแห่ง Alexandria ซึ่งเป็น 1 ใน สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ด้วย

 

Rougerie/UNESCO, The Alexandria Underwater Museum Project)

 

     ปัจจุบันมีโครงการที่จะจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ใต้น้ำในบริเวณนี้ด้วย แต่ก็ต้องชะลอโครงการไปก่อนเนื่องจากประสบปัญหาด้านการลงทุนนั่นเอง

===============

 

4. แอตแลนติสเมืองจีน ซือเชิง : จีน

 

(Image: Chinese National Geography via china.org.cn)

 

(Image: Chinese National Geography via china.org.cn)

 

     เมืองโบราณอายุ 2,000 ปีนี้ ได้จมอยู่ใต้น้ำมากว่า 50 ปี เพราะโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กั้นแม่น้ำซินอัน เมื่อปี 2502 ในตัวเมืองยังมีสิ่งปลูกสร้างในสภาพสมบูรณ์ ทั้งวิหาร ประตูโค้ง ถนนปูกรวด อาคารบ้านเรือน กระทั่งขื่อคาน และบันไดไม้ ทำให้เป็นที่น่าสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก และกลายเป็นจุดดำน้ำที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของโลก

===============

 

5. เมืองโบราณ Olous : กรีซ

 

(Image: Rick01; the lost Minoan underwater city of Olous)

 

     สำหรับที่นี่แม้จะไม่ได้เป็นเมืองเก่าที่ยิ่งใหญ่นัก แต่ก็มีความพิเศษตรงที่ว่าทะเลแถบนี้น้ำใสมาก จนคุณสามารถดำน้ำตื้นเพื่อชมซากเมืองได้เลย เมือง Olous นั้นสร้างในช่วง 800 ปีก่อนคริสตกาล มีประชากรราว 30,000 คน แต่เพราะสร้างเมืองอยู่บนพื้นที่ที่ดินอ่อนนุ่ม ไม่แข็งแรง พอเกิดแผ่นดินไหวเมืองเลยถล่มลงทะเลในที่สุด ปัจจุบันที่นี่เป็นแหล่งดำน้ำตื้นยอดนิยมของกรีซ มีการพบเหรียญหรือวัตถุโบราณอยู่เรื่อยๆ และสามารถมองเห็นซากกำแพงเมืองบางส่วนโผล่พ้นผิวน้ำด้วย

===============

 

6. The Mulifanua Site : เกาะซามัว

 

(Image: NASA, public domain; sunken Lapita villages, Samoa)

 

     พื้นที่แถบนี้เชื่อว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาว Lapita ซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มผู้ตั่งรกรากที่อพยพมาจากแถบไต้หวัน และเอเชียตะวันออกในช่วง 2,000 ปีก่อนคริสตกาล มีการค้นพบถ้วยโถโอชามกว่า 4,000 ชิ้น จึงเชื่อได้ว่าแถบนี้เคยเป็นที่อาศัยของมนุษย์มาก่อน

===============

 

7. เมืองใต้น้ำ อ่าว Cambay : อินเดีย

 

(Image: AncientExplorers via YouTube)

 

(Image: AncientExplorers via YouTube)

 

     เมืองโบราณแห่งนี้ถูกพบโดยความบังเอิญในขณะที่กำลังมีการสำรวจมลภาวะของน้ำในอ่าว Cambay ช่วงปี 2002 เมืองโบราณนี้อยู่ลึกลงไป 40 เมตร มีอายุประมาณ 4,000-5,000 ปี เมืองนี้จัดว่าเป็นเมืองที่มีอารยธรรมก้าวหน้ามากๆ ในยุคนั้น มีการสร้างระบบชลประทาน ท่าเรือ ถนน ฯลฯ ปัจจุบันการสำรวจที่นี่ทำได้ลำบากกว่าเดิมเพราะปริมาณน้ำที่สูงขึ้นทุกๆ ปี

===============

 

8. โบราณสถานยุคก่อนอินคา ทะเลสาบ Titicaca : โบลิเวีย/เปรู

 

(Image: Pedro Szekely; ruins beneath the waters of Lake Titicaca)

 

     แทบไม่น่าเชื่อว่าภายใต้ทะเลสาบที่แทบจะสูงที่สุดในโลก จะมีเมืองโบราณจมอยู่ข้างใต้ด้วย ด้วยความที่ทะเลสาบมีความลึกมาก การสำรวจจึงต้องระดมนักดำน้ำกว่า 200 ชีวิตเลยทีเดียว เมื่อนับอายุแล้วพบว่าที่นี่มีอายุกว่า 1,500 ปี เก่าแก่กว่าอารยธรรมอินคา ภายในเมืองมีทั้งวิหาร ถนน กำแพงเมือง ฟาร์มเพาะปลูก

 

(Image: US military, llustration purposes only)

 

     แต่ก่อนนั้นเรื่องราวของนครบาดาลแห่งนี้เป็นแค่ตำนานพื้นบ้านของแถบนี้ ว่าเมืองโบราณใน Titicaca นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมอินคา เมื่อนักโบราณคดีเริ่มมีเทคโนโลยี และเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีกว่าเดิม การสำรวจจึงเกิดขึ้น และพบว่าตำนานนี้เป็นเรื่องจริง ข้างใต้นั้นพบวัตถุโบราณมากมาย ตั้งแต่โครงกระดูก เครื่องใช้เซรามิก ธุปเทียนเครื่องหอม ไปจนถึงทองคำเลย

===============

 

9. Atlit-Yam : อิสราเอล

 

(Image: Hanay; an ancient sunken stone circle in Israel)

 

(Image: Hanay; the ancient Neolithic settlements of Atlit-Yam)

 

     Atlit-Yam เป็นสิ่งที่ใช้เรียกกองหินโบราณที่ถูกพบอยู่ตามแนวของอ่าว Carmel เชื่อกันว่ามันถูกตั้งไว้เพื่อเป็นบ่อน้ำโบราณ และแท่นบูชาวิญญาณแห่งวารี อายุของแท่งหินเหล่านี้มากกว่า 7,000 ปีแล้ว สิ่งที่ต่างจากเมืองโบราณอื่นๆ ก็คือรอบๆ แท่งหินนี้ค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณกว่า 65 ชีวิต และจากผลการพิสูจน์พบว่าทุกๆ คนล้วนเสียชีวิตเพราะวัณโรค

===============

 

10. Baiae เมืองโรมันโบราณ : อิตาลี

 


(Image: SkareMedia via Atlas Obscura)

 

     โคตรเมืองโบราณที่เป็นดั่งดินแดนแห่งแสงสี และบ้านพักตากอากาศของชนชั้นสูงสมัยโรมรุ่งเรือง มีแหล่งน้ำพุร้อนอยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย เลยทำให้มีโรงอาบน้ำร้อนให้ได้แช่กันสบายอารมณ์ แต่ในช่วงศตวรรษที่ 8 เมืองนี้ก็ถูกกองกำลัง Saracen (กลุ่มนักรบจากซีเรีย) เข้าโจมตี ชาวเมืองจึงต้องหลบหนี ทิ้งเมืองเอาชีวิตรอด เมื่อผ่านไปนานเข้าที่นี่ก็ถูกน้ำท่วมสูงขึ้นเป็นระยะๆ กระทั่งจมลงในที่สุด

 

(Image: The Underwater Archeological Park of Baiae via Atlas Obscura)

 

     ปัจจุบันที่นี่จึงกลายมาเป็นแหล่งดำน้ำยอดนิยมแห่งหนึ่งของโลก และยังคงมีรูปปั้นโบราณที่ค่อนข้างสมบูรณ์หลงเหลืออยู่มาก มีท่าเรือ บ่อปลา บ้านของจักรพรรดิเนโร รวมถึงรีสอร์ทที่พักแบบโบราณมากมาย

===============

 

11. อุทยานโยนากุนิ Yonaguni : ญี่ปุ่น

 

 

     อุทยานโยนากุนิ อีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ใต้น้ำที่ทุกวันนี้ก็ยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าโครงสร้างหินเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือว่าเป็นอารยธรรมโบราณที่หายสาบสูญไปกันแน่ ที่นี่ถูกค้นพบโดยนักดำน้ำท้องถิ่นชาวญี่ปุ่นด้วยความบังเอิญ ทางรัฐบาลท้องถิ่นของโอกินาว่าเองก็ไม่ได้ยกให้โครงสร้างหินแห่งนี้เป็นแหล่งโบราณสถานแต่อย่างใด ถึงอย่างนั้นคนที่เคยดำลงไปสำรวจต่างพูเป็นเสียงเดียวกันว่า มันมีโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเกิดขึ้นเอง บ้างก็ว่าคล้ายกับพีระมิด มีลวดลายแกะสลักที่คล้ายตัวอักษร หรือหินที่มีรูปร่างคล้ายประติมากรรมแกะสลักเป็นรูปสัตว์ เป็นต้น

===============

 

12. พอร์ทโรยัล Port Royal : จาไมก้า

 

 

     พอร์ทรอยัล นั้นว่ากันว่าแต่เดิมที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการค้าทางเรือของดินแดนแถบนี้เลยทีเดียว ปัจจุบันอยู่ในบริเวณอ่าวคิงส์ตัน ประเทศจาไมก้า เมื่อเป็นศูนย์กลางการค้าทางเรือจึงทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยบรรดาโจรสลัด นักขนของเถื่อน และบุคคลนอกกฏหมายมาซ่องสุมกัน จนเกิดอาชญากรรมไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้ที่นี่มีฉายาว่าเป็น เมืองคนบาป โดยปริยาย แต่ความบาปนั้นก็ไม่อาจต้านทางภัยธรรมชาติได้ ในปี 1692 เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และเกิดคลื่นยักษ์สึนามิตามมาอย่างรุนแรง ผู้คนล้มตายกันไปมากมาย สมบัติต่างๆ ที่มีจึงจมลงสู่ก้นบาดาลไปในที่สุด 

===============

 

ตามติดเทรนด์เที่ยว อัพเดทที่พักสวย
แชร์ทริปสุดชิล โพสต์ภาพสุดปัง ของคุณได้แล้วที่ แอปทรูไอดี
คลิกเลย >> TrueID Travel Community <<