บทความนี้เราเอาใจสายเที่ยว โดยเฉพาะใครที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรม ต้องขอแนะนำย่านท่าเตียน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยวัดวาอารามที่มีชื่อเสียงระดับประเทศหลายแห่ง โดยวันนี้เราจะมาแจกแผนเที่ยววันเดียว (One Day Trip) ย่านท่าเตียน กับ 3 วัดชื่อดัง ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์), วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดอรุณฯ) ด้วยการใช้รถไฟฟ้า MRT ที่เดินทางสะดวก ง่ายดาย พร้อมออกเที่ยวได้แบบชิลๆ One Day Trip ท่าเตียน เที่ยว 3 วัดสวย ห้ามพลาด เริ่มต้นทริปด้วยการใช้รถไฟฟ้า MRT ขึ้นจากสถานีไหนก็ได้ เลือกลงปลายทางสถานีสนามไชย แล้วใช้ทางออก 1 ซึ่งจะเป็นบันไดเลื่อนที่อยู่ด้านหน้าของมิวเซียมสยาม จากนั้นเราจะเดินตรงต่อไปบนถนนสนามไชย ด้วยระยะทางไม่เกิน 500 เมตรก็จะถึงวัดโพธิ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 08.00-19.30 น. นักท่องเที่ยวต่างชาติมีค่าเข้าชม ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าฟรีได้เลย สิ่งที่ควรเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อเข้าวัดคือ เรื่องการแต่งกาย ควรหลีกเลี่ยงการใส่ชุด กระโปรง สั้นๆ หรือรัดรูป เน้นชุดที่ปกปิดทั้งท่อนบนและท่อนล่างจะดีที่สุด หรือหากใครที่ชุดไม่พร้อมก็มีบริการผ้าคลุมต่างๆ ไว้ที่ทางเข้าของวัด (เป็นแนวปฏิบัติเหมือนกันทุกวัด) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ เป็นวัดเก่าแก่ของไทยที่เริ่มสร้างในช่วงสมัยอยุธยา และถูกบูรณะครั้งใหญ่โดยรัชกาลที่ 1 โดยวัดแห่งนี้ถูกยกย่องเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย” เพราะมีการสลักตำราเรียนเกี่ยวกับนวดแผนไทย และตำราแพทย์แผนโบราณลงบนแผ่นหิน ซึ่งมาถึงจุดนี้เราอาจจะคุ้นๆ กับการนวดวัดโพธิ์ ซึ่งก็มีจุดเริ่มต้นภายในวัดแห่งนี้นั่นเอง หินจารึกถูกจัดแสดงเอาไว้เยอะมาก อีกทั้งยังมีรูปปั้นท่าฤาษีดัดตนกระจายอยู่ทั่วทุกมุมภายในวัด ไฮไลท์ที่ตระการตาอีกจุด คือ เจดีย์สี่รัชกาล สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี แต่ละองค์มีขนาดใหญ่ และสวยงามมาก พื้นผิวขององค์เจดีย์ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบหลากสีสัน เดินต่อไปที่ด้านหลังของเจดีย์สี่รัชกาล เราจะเจอกับพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ (พระนอนวัดโพธิ์) จุดเด่นคือ เป็นพระนอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ด้วยความยาว 46 เมตร ลงรักปิดทองทั้งองค์ และบริเวณฝ่าพระบาททั้ง 2 ข้าง มีการฝังลวดลายมงคล 108 ประการ มองด้วยตาแล้วรู้สึกทึ่งมากว่า นี่คือผลงานการสร้างของมนุษย์ จำนวนนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาชมความงามขององค์พระนอนไม่ขาดสาย งานวาดเขียนบนฝาผนังพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ก็งดงามมากเช่นเดียวกัน จากนั้นเราก็เดินออกจากวัดโพธิ์ และเริ่มเดินเลียบฝั่งกำแพงด้านข้างของพระบรมมหาราชวัง ผ่านหน้ากระทรวงกลาโหม จนกระทั่งถึง 4 แยกใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปกราบสักการะได้ จากแยกนี้เราจะเลี้ยวซ้ายเพื่อไปยัง ประตูมณีนพรัตน์ ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ประตูมณีนพรัตน์ เปิดตั้งแต่ 08.30-15.30 น. โดยเราจะเข้าจากทางนี้ได้แค่เพียงทางเดียวเท่านั้น นักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องซื้อตั๋วเพื่อเข้าชม ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเข้าได้ฟรี โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชนที่ประตูทางเข้าหมายเลข 5 (ฝั่งซ้ายสุด) วัดพระแก้ว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 1 โดยเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมมหาราชวังเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญในพระราชสำนัก จุดสำคัญคือ พระอุโบสถพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต พระคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย โดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาชื่นชมความงามของงานศิลป์ภายในพระอุโบสถพระแก้วมรกตได้ โดยจะต้องถอดรองเท้าไว้ด้านหลังแล้วเดินอ้อมรอบพระอุโบสถก่อนเข้าไปที่ห้องโถงใหญ่ตรงกลางซึ่งเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระแก้วมรกต สามารถกราบไหว้บูชาได้ แต่ไม่อนุญาตให้บันทึกภาพหรือวิดีโอที่บริเวณด้านใน ภายในวัดพระแก้วมรกตยังมีรูปปั้นของสัตว์ในวรรณคดีต่างๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น กินนร กินรี ราชสีห์ ยักษ์ และนาค นอกจากนั้นที่บริเวณพระระเบียงคด ยังมีงานจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงริเริ่มให้เขียนจิตรกรรมนี้ตั้งแต่รัชสมัยของพระองค์ แบ่งออกเป็นทั้งหมด 178 ห้องภาพ งานวาดนั้นสวยงามเป็นเอกลักษณ์มาก ยิ่งใครที่ชื่นชอบวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์จะต้องอินมากขึ้นไปอีกเพราะมีการวาดภาพของแต่ละบท แต่ละตอนให้เราเห็นอย่างชัดเจน ช่วงที่เราไปมีภาพบางห้องที่กำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะ เพื่อรักษาความงดงามของภาพเขียนเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไป จากนั้นเราก็เดินมายังทางออกซึ่งเชื่อมเข้ากับเขตพระราชฐานชั้นกลาง ก็จะเจอกับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นชื่อที่เราเองเคยได้ยินแต่จากในข่าวพระราชสำนัก วันนี้ได้มาเห็นกับตาตัวเองแล้ว งานสถาปัตยกรรมต่างๆ ในเขตพระบรมมหาราชวังมีความวิจิตรงดงามมากเลยทีเดียว บางจุดก็มีการผสมผสานงานก่อสร้างระหว่างยุโรปและความเป็นไทยเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว เมื่อเราเดินมาถึงจุดนี้ก็จะอยู่ใกล้กับ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ซึ่งถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (Queen Sirikit Museum of Textiles) ปัจจุบัน (สิงหาคม 2568) ได้มีการจัดแสดงนิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม” มีค่าเข้าชม 150 บาท/คน (ราคาผู้ใหญ่) ใครที่สนใจสามารถซื้อบัตรเพื่อเข้าชมที่ด้านในตัวอาคารได้เลยทันที โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า เสร็จแล้วเราก็เดินออกจากพระบรมมหาราชวังที่ฝั่งประตูวิมานเทเวศร์ และเดินเข้าสู่อุโมงค์มหาราช เพื่อไปยังท่าช้าง ซึ่งจุดนี้เราจะขึ้นเรือข้ามฟากไปยังวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดอรุณฯ) หรือวัดมะกอก ออกจากอุโมงค์มหาราชแล้วเดินตรงมาอีกหน่อยก็จะเจอกับท่าเรือโดยสารท่าช้าง หรือ ท่าช้าง ให้เราเดินไปที่จุดขายตั๋ว โดยสามารถกดซื้อกับตู้อัตโนมัติหรือซื้อกับพนักงานก็ได้ เรากดกับตู้ซึ่งเป็นตั๋วของเรือข้ามฟากไฟฟ้า ราคา 40 บาท/คน โดยเรือเป็นลำใหญ่ นั่งสบาย ไม่โคลงเคลง วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดอรุณฯ) หรือ วัดมะกอก นั่งมา 1 ป้ายก็ถึงวัดอรุณ จากด้านนอกมองเห็นพระปรางค์วัดอรุณฯ สวยเด่นมาแต่ไกล เราไปช่วงวันหยุดจำนวนนักท่องเที่ยวเยอะมากๆ โดยเฉพาะตรงส่วนของพระปรางค์ ที่หนุ่มๆ สาวๆ ทั้งไทยและเทศ แต่งชุดไทยมาถ่ายรูปคู่กับองค์พระปรางค์ มองแล้วก็รู้สึกภูมิใจมากๆ รู้หรือไม่? พระปรางค์ของวัดอรุณฯ คือพระปรางค์ที่ปรากฏอยู่บนเหรียญสิบบาทที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนั่นเอง ความโดดเด่นของพระปรางค์วัดอรุณฯ คือ พระปรางค์องค์ประธาน มีความสูงมากถึง 82 เมตร (เป็นพระปรางค์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย) และมีพระปรางค์รองอีก 4 องค์ล้อมรอบทั้งสี่ทิศ พื้นผิวของพระปรางค์ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบหลากสี และบางส่วนยังตกแต่งด้วยเปลือกหอยที่จัดเรียงเป็นลวดลายดอกไม้และรูปทรงต่างๆ ที่งดงามเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นศิลปกรรมไทยผสมกับวัฒนธรรมจีนที่โดดเด่นสวยงามมากๆ หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าทั้ง 3 วัดที่เราไปเยือน ต่างก็มีอิทธิพลของศิลปะจีนเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานตกแต่งพื้นผิว รูปปั้นหินเทพเจ้าจีน หรือสิงห์โตหินที่ตั้งเรียงรายอยู่ ถือเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ลงตัวและงดงามอย่างยิ่ง มองกลับไปมุมนี้สวยมากๆ แดดแรงเลยทีเดียวแต่ก็ถ่ายรูปสวย ที่นี่มีบริการให้เช่าชุดไทย พร้อมบริการแต่งหน้าทำผม รวมถึงสามารถจ้างช่างถ่ายภาพได้อีกด้วยละ เดินต่อมาพระวิหารหลวงวัดอรุณฯ ที่ภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ดูงดงาม ระหว่างที่เราเข้าไปในพระวิหารหลวงก็มีนักท่องเที่ยว และผู้ศรัทธาหลายคนกำลังนั่งสวดมนต์และกราบสักการะอยู่ เสร็จจากการเที่ยวครบ 3 วัดแล้ว เราก็เดินทางกลับด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีอิสรภาพ ระยะทางประมาณ 800 เมตรจากวัดอรุณ ใช้เวลาในการเดินไม่เกิน 10 นาที เพียงเท่านี้เราก็สามารถออกทริป 3 วัดสวย ท่าเตียน ได้อย่างสะดวก ขาไป-ขากลับก็เดินทางง่าย ไม่ต้องมีรถส่วนตัวก็เที่ยวสนุกได้ในเมืองกรุง หน้าปก และ เนื้อหา โดย ผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !