ต่อจากตอนที่ 1 ที่ผมขับรถออกมาจากเส้นทางสุดแสนทรหด มาบรรจบกับถนนหมายเลข 1322 เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองเวียงแหงผ่านจุดเนินโค้งขึ้นเนินดอย ซึ่งจากจุดนี้จะเห็นวิวท้องทุ่งกว้างใหญ่ด้านซ้ายมือสวยงามทีเดียว จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเป็นความรู้เกี่ยวกับเมืองเวียงแหง "ลับแลแห่งเชียงใหม่" ผมมีความสงสัยว่าคำว่า "แหง" นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร จากข้อมูลที่ค้นคว้ามาพอจะสรุปได้ว่า อำเภอเวียงแหงมีชื่อเดิมว่า "เมืองแหง" มีความสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่านตามเส้นทางเดินทัพและการค้าระหว่างเมืองเชียงใหม่ กับเมืองนาย (ปัจจุบันอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์) เมืองแหงเป็นเมืองกึ่งกลางเส้นทางตามลำน้ำแม่แตง มีพื้นที่กว้างใหญ่ เหมาะแก่การสะสมเสบียงอาหารเลี้ยงกองทัพ มีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หนึงในหลายเส้นทางทัพก็คือ เป็นเส้นทางเดินทัพของพระนเรศวรมหาราชที่ทรงยกทัพทหาร 100,000 นาย มุ่งไปยึดเมืองนายกลับคืน และตรงไปทำลายพระเจ้ากรุงอังวะในปีเมื่อ ปี พ.ศ. 2148 และคำว่า "แหง" ชื่อนี้มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาลว่า พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์องค์อุปฐาก เสด็จจาริกและสั่งสอนโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายจนได้เสด็จมาถึงเมือง ๆ หนึ่ง พระองค์ได้ประทับพักแรม บริเวณเนินเขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่ง พอรุ่งเช้าวันใหม่ได้มีพวกชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง หรือเรียกอีกชื่อว่า "ปกาเกอะญอ" ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ บ้านแม่ยางกุ่มได้นำข้าวปลาอาหาร น้ำดื่ม พร้อมกับแตงโมมาถวายพระพุทธองค์ พระอานนท์ได้นำแต่โมมาผ่าออกเป็นชิ้น ๆ โดยปลอกเปลือกแตงโมลงไปในลำธาร ต่อมาลำธารแห่งนี้จึงปรากฏชื่อว่า “ลำน้ำแม่แตง” ในขณะที่พระพุทธองค์ได้เสวยแตงโมที่พระอานนท์นำไปถวายอยู่นั้น พระทนต์(ฟัน) ก็กระเทาะออกมา ซึ่งกริยาของการกระเทาะนี้เรียกว่า "แหง" ด้วยเหตุนี้จึงได้เรียกต่อ ๆ กันมาว่า “เวียงแหง” แวะพักท้อง ทานอาหารกลางวันสักพัก (ใช้เวลาเดินทางในป่า กว่า 2 ชั่วโมง ครึ่ง ออกมาสู่พื้นราบ เข้าสู่ตัวอำเภอเวียงแหง ประมาณ 13.30 น.) ต้องบอกว่าก๋วยเตี๋ยวที่นี่รสชาติจัดจ้านถึงใจจริงๆ ไม่ต้องปรุงรสเลยครับ ข้าวซอย น้ำเงี้ยวก็เข้มข้น (คิดว่าอะไรที่สุดเท่าที่กินมาในเชียงใหม่เลยครับ ฮ่าๆๆ) อิ่มท้องแล้ว ตะวันบ่ายคล้อย ผมมุ่งออกเดินทางสู่สถานที่สำคัญของเวียงแหงกันก่อนเลย ที่แรก คือ วัดพระธาตุนายาง ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาที่สามารถมองเห็นโดดเด่นมาแต่ไกล จากการศึกษาประวัติตามข้อมูลในเว็บไซต์ www.wianghaeng.com กล่าวถึงประวัติของวัดพระธาตุนายาง ว่า วัดพระธาตุนายาง เดิมเรียกว่า กองมูนางคำอ๋วย ปัจจุบันคนนิยมเรียกว่าพระธาตุนายาง หรือ พระธาตุดอยนายาง แต่ไม่มีใครรู้ประวัติอันแน่ชัดว่าสร้างในพุทธศักราชใด มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่าในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาที่เวียงแหงและได้มาฉันแตงที่น้ำลำน้ำแห่งหนึ่ง (ต่อมาเรียก ลำน้ำแตง) แล้วเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น คือ หินปูน ในพระทนต์ของพระพุทธเจ้าหลุดออกมา และมีชาวกะเหรี่ยงได้เก็บรักษาเอาไว้แล้วจึงนำมาสร้างเป็นพระธาตุ ในสมัยนั้นมีคนชื่อว่านางคำอ๋วย เป็นมหาเศรษฐีในเวียงแหงในสมัยนั้นได้เป็นเจ้าศรัทธาหรือเจ้าภาพในการสร้างถวายแต่ชาวกะเหรี่ยงเป็นคนสร้าง ชาวกะเหรี่ยงที่สร้างเป็นชาวกะเหรี่ยงที่มาจากรัฐกะเหรี่ยงในประเทศเมียนมาร์ (พม่า) ในปัจจุบัน ศิลปะที่ออกมาก็เลยคล้ายกับศิลปะของชาวไทยใหญ่ จึงเรียกพระธาตุองค์นี้ว่า กองมูนางคำอ๋วย เพราะเรียกตามชื่อของเจ้าศรัทธาหรือเจ้าภาพ แต่ต่อมามีคนเรียกพระธาตุนี้ว่า "พระธาตุนายาง" หรือ "พระธาตุดอยนายาง" เพราะคนยางเป็นคนสร้าง ซึ่งคำว่า "ยาง" เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้เรียกชาวกะเหรี่ยงแต่บางทีก็เรียกพระธาตุองค์นี้ว่า พระธาตุดอยนายาง เพราะว่าทุ่งนาที่ติดกับดอยเป็นนาของคนยางหรือกะเหรี่ยงนั่นเอง ซึ่งภายในวัดนอกจากองค์พระธาตุแล้ว ยังมีอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับพระนเรศวรมหาราช หรือพระองค์ดำ ปรากฏที่วัดนี้ด้วย เลยไม่พลาดที่จะไปเคารพสักการะ ออกจากวัดพระธาตุนายาง ผมมุ่งย้อนกลับไปในเมือง ไปยังวัดเวียงแหง วัดชื่อเดียวกับเมืองแห่งนี้ ตามประวัติว่าสร้างขึ้นราว ปี พ.ศ. 2465 เป็นศิลปะไทยใหญ่ ซึ่งก็คล้าย ๆ กับหลาย ๆ วัดในพื้นที่นี้ที่เป็นศิลปะไทยใหญ่เกือบทั้งหมด ผมได้สอบถามหลวงตาท่านหนึ่งเกี่ยวกับพระมาลาพระนเรศวร ท่านตอบว่า ต้องเดินทางไปอีกวัด ชื่อวัดกองมู (วัดพระธาตุเวียงแหง) หรือไม่ก็ไปที่วัดนายางบนเขา (ที่ผมไปมาก่อนหน้านี้ แต่พบเพียงรูปปั้นของพระองค์) พักเหนื่อยตรงลานโพธิ์ใหญ่หน้าวัดสักพัก ก็ออกเดินทางต่อไปยัง วัดพระบรมธาตุแสนไห โดยออกจากวัดเวียงแหงแล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นถนนสายหลักไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตร ซึ่งวัดนี้ ถือว่าเป็นหัวใจของเวียงแหง เพราะหากใครมาถึงถิ่นฐานบ้านเมืองนี้ แล้วไม่มานมัสการพระบรมธาตุแห่งนี้ จะถือว่า มาไม่ถึงที่นี่เลยทีเดียว ตามตำนานเล่าสืบต่อ ๆ กันมาว่า ภายใต้เขาที่ประดิษฐานพระบรมธาตุมีถ้ำซึ่งภายในถ้ำมีทรัพย์สมบัติอันมีค่านานาประการ นับประมาณมูลค่าได้ถึงแสนไห จึงได้ชื่อว่า "พระบรมธาตุแสนไห" ภายในบริเวณวัดยังมีศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ภายในประดิษฐานรูปหล่อเท่าพระองค์จริง ดูน่าเกรงขาม บริเวณลานด้านหน้าวัดพระบรมธาตุ จะมีลำน้ำแม่แตงไหลผ่าน และยังเป็นจุดพักทัพของสมเด็จพระนเรศวรด้วย ปรากฏหลักฐานเป็นบ่อน้ำสรงช้างศึก และเนินพลับพลาที่ประทับ อยู่หลายจุด แดดคล้อย ตะวันลอน ขับรถย้อนเข้าไปในเมืองเพื่อตระเตรียมเสบียงสำหรับค่ำคืนนี้ แล้วย้อนกลับมายังที่พักที่ตั้งอยู่ตรงข้ามพระธาตุแสนไหพอดี คืนนี้ ผมพักที่ “เวียงแหงคันทรีฮิลรีสอร์ท” เมื่อถึงบันไดนาคหน้าพระบรมธาตุแสนไห ให้เลี้ยวซ้าย ผ่านลำแม่แตง วัดสันติสุขผ่านไปยังเนินเขาด้านหลัง จุดที่พัก อยู่ตรงข้ามพระบรมธาตุพอดี จะมองเห็นท้องทุ่งกว้างกั้นขวางที่พัก กับ พระบรมธาตุอยู่ริบ ๆ ราคาที่พักจะเป็นอัตราโฮมสเตย์ นะครับ คือเก็บเป็นรายหัว ๆ ละ 1,500 บาท พี่เจ้าของร้านเล่าเรื่องราวบริเวณทุ่งด้านหน้ารีสอร์ทให้ฟัง ผมถึงกับขนลุกซู่ เพราะรีสอร์ทนี้ทีมงานภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวร เคยเข้ามาพัก ขณะเดินทางมาสำรวจพื้นที่ตั้งทัพและจุดสวรรคตของพระนเรศวรมหาราช ซึ่งก็คือ ท้องทุ่งกว้างเบื้องหน้ารีสอร์ทนั่นเอง มองลงไปด้านล่างเชิงเขา พี่เขาชี้ให้ดูว่า จุดนี้ล่ะ ที่ท่านมุ้ย ท่านสันนิษฐานว่าจะเป็นพลับพลาที่ประทับ และจุดที่พระองค์ท่านสวรรคต หากสนใจ เช้าจะพาพวกเราลงไปสำรวจ ซึ่งบริเวณพื้นที่จะพบหลักฐานเป็นซากอิฐก่อแบบอยุธยา หลงเหลืออยู่ มีเนินอิฐก่อเป็นพระแท่น คล้ายพระแท่นบรรทมด้วย (แต่ตอนที่ไปสำรวจกันตอนเช้า มองไม่เห็นละครับ เพราะต้นไม้พุ่มเล็ก ๆ ขึ้นเป็นป่าละเมาะปกคลุมซะมิดเลย และที่น่าประหลาดใจอีกหนึ่งสิ่ง คือ พี่เจ้าของรีสอร์ท สอบถามว่าเราเดินทางมาทางไหนกัน เลยบอกพี่เขาไปว่าเข้าป่ามาจากเมืองคอง ก็ทำให้พี่เขาอุทาน ตกใจเป็นการใหญ่ ว่ามาเส้นทางนั้นกันได้อย่างไร “รู้ไหม นั่นล่ะ เส้นทางที่พระองค์ดำท่านเคยเสด็จยกทัพมา”!!! ทำเอาผมเชื่อสนิทใจว่าด้วยบารมีของพระองค์ท่านดลบันดาลเป็นอัศจรรย์ เรานั่งคุยกันไปสักพัก ประมาณ ทุ่มกว่า ๆ น้ำค้างเริ่มลงเลยแยกย้ายกับพี่เจ้าของรีสอร์ท เขาที่พัก อาบน้ำ กินอาหารค่ำที่เตรียมมา วางแผนเดินทางพรุ่งนี้ อัพโหลดภาพถ่าย ทำกิจนานาสาระ ประมาณเที่ยงคืน ขอเข้านอนราตรีสวัสดิ์ รุ่งเช้า ตั้งใจตื่นแต่เช้า เผื่อได้ชมทะเลหมอก ตามคำบอกของพี่เจ้าของรีสอร์ท แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะหมอกลงจัดหนักมาก ๆ กว่าฟ้าจะเปิด ก็ปาเข้าไปแปดโมงกว่า ๆ เลย (พี่บอกว่าเมื่อวานหมอกจัดกว่านี้มาก ประมาณสิบโมงฟ้าถึงจะเปิด) ระหว่างรออาหารเช้าเลยขอเดินเก็บบรรยากาศรีสอร์ท ยามเช้าสักครู่ เสร็จแล้วก็จัดแจงอาบน้ำ เก็บสัมภาระ และทานอาหารเช้าก่อนออกเดินทาง ทานอาหารเสร็จสับ ก่อนจะออกเดินทางกลับ เราขอลงไปสำรวจพื้นที่ทุ่งกว้างด้านหน้ารีสอร์ท ไปดูหลักฐานลานพลับพลา ซากปรักหักพัง ที่ยังพอหลงเหลือให้เห็นเป็นหลักฐานของการมาเยือนถิ่นนี้ของพระนเรศวรมหาราช ใช้เวลาเดินสำรวจกันตั้งแต่สิบโมงเช้ายันเที่ยงตรง ส่วนตัวผมปักใจเชื่อเป็นแน่แท้แล้วว่า พระองค์ท่านสวรรคต ณ จุดเนินดิน เชิงเขา ด้านหน้ารีสอร์ท ที่เราพักนี่เอง และก่อนกลับเราแวะพักเหนื่อยสักครู่ กับน้ำดื่มเย็น ๆ และเสาวรส ราดน้ำผึ้ง ชุ่มคอ ดีจริง การเดินทางกลับ ผมเลือกที่จะใช้เส้นทาง 1322 ครับ เพราะสะดวกสบายกว่าทางที่เรามามากซึ่งเส้นทางนี้จะไปบรรจบกับถนนสาย 1178 ที่มุ่งสู่อ่างขาง บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยป่าสน ดูสวยงามสะดุดตา เส้นทางนี้ช่วงเดือนธันวาคมยังเป็นเส้นทางแนะนำสำหรับชมดอกพญาเสือโคร่งอีกด้วย สงสัยผมคงต้องกลับมาอีกครั้งละครับฮ่าๆๆ การเดินทางครั้งนี้ อาจพลาดในการเก็บบันทึกภาพทะเลดาวยามค่ำคืน และทะเลหมอกในยามเช้า ณ ดอยหลวงเชียงดาว แต่ก็ถือว่าไม่เสียโอกาสไปทั้งหมดเสียทีเดียว อย่างน้อยยังได้เก็บภาพวิวดอยหลวงสวย ๆ อาจมีสายหมอกมาให้ตื่นเต้นบ้างในยามเช้า และอากาศ ณ วันนั้น ถือว่าโอเคเลยครับส่วนการเดินทางมาเวียงแหงถือว่าประสบความสำเร็จนะครับกับการเดินทางมาเส้นทางย้อนรอยพระนเรศวรมหาราช ผ่านเมืองคอง เข้าป่ามา 25 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางนี้พระองค์ท่านพร้อมเหล่าทหารกล้าได้เคยใช้เส้นทางนั้นเดินทัพมา ณ เวียงแหง ในศึกครั้งสุดท้ายของพระชนน์ชีพ และสวรรคต ณ บ้านเมืองนี้ ตรงทุ่งกว้าง ตรงหน้าเวียงแหงคันทรีฮิลรีสอร์ทที่ผมไปพักนั่นเอง ทำให้ทราบและตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงเสียสละเพื่อรักษาแผ่นดินมาตุภูมิให้ไทยได้คงมีความเป็นไทยจวบจนทุกวันนี้ แล้วพบกันใหม่กับการเดินทางของผมในครั้งถัดไป เที่ยวให้สุขใจ ไปกับเรา Nueng_Journey สวัสดีครับ