ดื่มชาในเวียงจุมออน รื่นรมย์ในนครสีชมพู

ดื่มชาในเวียงจุมออน รื่นรมย์ในนครสีชมพู
3 พฤษภาคม 2555 ( 09:32 )
6.8K

 

อักษรเดินเท้า

เรื่องเล่าเดินทาง

BY อักษรจรจัด

 

 

    ใกล้ค่ำริมน้ำปิง สวยและเย็นพอสมควรในปีนั้น ร้านกู๊ดวิวตรงเชิงสะพานนวรัตน์ หรือถ้าออกเสียงแบบคนที่นี่ต้องพูดว่า “ตี๋นขัวนวรัตน์” ย่านวัดเกตุ ซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ของเชียงใหม่ บนถนนเจริญราษฎร์ยังคงคลาคล่ำไปด้วยแขกที่ต้องการจะแวะมากินอาหารและกินบรรยากาศริมปิง หากเดินเลยมาอีกนิด คุณจะเห็น “ซอมพอ” หรือหางนกยูงสีแสดเข้มต้นใหญ่ และพบป้ายชื่อร้าน Viang Joom On Tea House ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มซอมพอที่กำลังออกดอกสะพรั่งนั้น แต่ที่ค่อนข้างเด่นจนเตะตาคืออาคารสีชมพูสดใส จนเกือบจะคิดว่าเป็นเฉด (Shade) ของ “สีชมพูตกใจ” หรือที่บ้านเราเรียก Shocking Pink นั่นแหละครับ แต่ดูหน้าตาร้านแล้ว ช่างเป็น “ชมพูดึงดูดใจ” เสียมากกว่า สองเท้าในรองเท้าผ้าใบสีมอมแมมจึงพาร่างของคนที่เดินทางมาหลายร้อยกิโลเมตรให้สะพายกล้องตัวเก่าและเป้ใบเก่งให้ก้าวผ่านประตูเข้าไปอย่างไม่รีรอ

 

 

 

    ถ้าเทียบระหว่างการดื่มชาและกาแฟในบ้านเราแล้ว วัฒนธรรมการดื่มกาแฟน่าจะแพร่หลายมากกว่า เห็นง่ายๆ ได้จากร้านกาแฟทั้งเฟรนไชส์และร้านแบบอินดี้ผุดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมืองไม่ต่างจากดอกเห็ดหน้าฝนเท่าไหร่ ในขณะที่ถ้าจะหาร้านชาที่เป็น Tea House จริงๆ มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยครับ

 

    เดาเอาเองว่าน่าจะเพราะกาแฟมันเป็นวัฒนธรรมการดื่มการเร็วกว่า แล้วกระแสความเร่งรีบของบ้านเราก็ไม่เอื้อให้ไปนั่งในร้านนานๆ รอน้ำอุณหภูมิได้ที่ เพื่อจะจุ่มหรือเทชาลงไป แล้วรอเวลาอันเหมาะสมให้ชากระจายตัวในน้ำให้ได้รสที่ดีแล้วจึงรินใส่ถ้วย (อันนี้ยกเว้นกลุ่มที่ชอบนั่งชิลด์ซึ่งก็มีอยู่เหมือนกันแต่ไม่มากนักหากเทียบกับนักดื่มกาแฟแบบเร่งรีบ) การดื่มชาจึงเป็นกิจกรรมที่ดูจะรุ่มรวยหรูหราใช้เวลานานอยู่สักหน่อย แล้วบ้านเราก็ไม่ได้เป็นเมืองหนาวถึงขนาดที่ต้องนั่งอยู่ตามร้านโอเพ่นแอร์ ตากแดด ผิงมือกับถ้วยกาแฟหรือชาอุ่นๆ ร้อนขนาดนี้กาแฟเย็นตามคีออสหรือร้านกาแฟใกล้ออฟฟิศสักแก้ว แล้วจ้ำพรวดๆ ออกมาเข้าที่ทำงาน ทำงานไปดูดกาแฟเย็นไป ฮ่าห์ ชื่นใจ…บ้านเราเป็นแบบนี้เสียละมากครับ

 

 

 

 

    ชาซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มักจะดื่มร้อนๆ แต่ถ้าลองคิดเล่นๆ ว่าเอาชาจีนหรือชาฝรั่ง ใส่น้ำแข็งใส่นม (ถ้าไม่ใช่ชาแดงชงแบบถุงเท้าตามร้านอาโก) ก็ดูจะแปลกลิ้นแปลกรสมากพอสมควรครับ แถมคนไทยก็ชอบชาแดงผงๆ ชงถุงเท้า ใส่นมข้น ใส่น้ำตาล หวานมันแบบนั้นมากกว่า ดังนั้นร้านชาจึงไม่ฮิตเท่าร้านกาแฟด้วยประการฉะนี้

 

    พอเห็นร้านชาที่อาจหาญอหังการ์ปักป้าย Tea House แบบชัดๆ ก็แอบนึกชมเจ้าของร้านไม่ได้แฮะ (ขนาดร้านกาแฟอินดี้ยังเสี่ยง นี่เป็นร้านชา ต้องใจรักใจถึงจริงๆ ถึงจะเปิดกันแบบนี้) มาทราบตอนหลังว่าเจ้าของเป็นคุณหมอท่านหนึ่งซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีน และเหตุที่เปิดร้านชาเพราะประทับใจบรรยากาศวงสนทนาแกล้มน้ำชาของที่บ้านมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วได้ไปเยี่ยมเยือนนครสีชมพู “ชัยปุระ” ที่อินเดีย กลายมาเป็นไอเดียสร้างร้านชาร้านนี้ครับ

 

 


 
   


“จุมออน” ในฐานะที่ไม่ใช่ “คนเมือง” เดาเอาว่ามันน่าจะมาจากคำว่า “จมออน” เหมือนในเพลงของ “อ้ายจรัล” ท่อนที่ร้องว่า “น้องนั่งรถสีจมออน เป็นฟอร์ดเฟาธ่อน ส่วนอ้ายต้องจรขี่มอเตอร์คาร์” ว่ามันน่าจะแปลว่า “ส้มอ่อน” หรือ “สีชมพู” นั่นเอง… (จริงๆ แค่เห็นสีร้านก็ทราบแล้วล่ะครับ)

 

    จึงขออนุญาตแปล “เวียงจุมออน” ว่า “นครสีชมพู” …ฟังดูหรูหราน่าลองสั่งชามาดื่มเสียนี่กระไร


   
    “เวียงจุมออน” เป็น Tea House เล็กๆ น่ารัก ทว่าด้านในกว้างขวาง ด้วยมีลานโล่งยาวไปจรดแม่น้ำ จัดเป็นที่นั่งสวยๆ ห่างกันพอสมควรที่จะได้ความเป็นส่วนตัว  ผมเดินผ่านด้านหน้าที่เป็นเคาท์เตอร์ติดผนัง บิลด์อินช่องใส่กระปุกชาที่สูงจรดเพดานไว้ เป็นชาชนิดต่างๆ ที่ใช้เสิร์ฟในร้านและกลายเป็นมุมสวยๆ ที่น่าถ่ายรูปไปโดยปริยายเหมือนกันครับ ถัดจากเคาท์เตอร์ด้านหน้าเข้าสู่ส่วนด้านในร้าน (โซนติดแอร์) เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของร้านครับ นอกจากชาแล้วยังมีน้ำผึ้งธรรมชาติ ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ในการชงชามากมายให้เลือกซื้อเลือกหากันได้ในมุมสุดสวยที่ทางร้านจัดไว้ด้วยโทนสีสดใสด้วยสีประจำร้านอย่างสีชมพู และเสริมด้วยสีฟ้าเทอควอยซ์ตัดฉึบฉับได้ใจน่ายกกล้องขึ้นมาเก็บภาพอย่างยิ่ง ดูไปดูมา เหมือนหลงเข้ามาในแดนภารตะนิดๆ แซมบรรยากาศโมร็อคโคหน่อยๆ

 

 

 

    เดินมาสุดร้านด้านใน มีโซฟาดีไซน์เก๋ให้นั่งโพสถ่ายภาพด้วย (และแน่นอนว่ามันจะเป็นสีอื่นไปมิได้นอกจากสีชมพู)

 

 

 

 

    ผมเลือกนั่งโต๊ะริมน้ำในลานโล่งที่หอมอวลไปด้วยกลิ่นกาสะลองที่ปลูกไว้จนต้นใหญ่ชนิดหนึ่งคนโอบเต็มอ้อมแขนหลายต้น ส่วนนี้เป็นส่วนโอเพ่นแอร์ครับ ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นช่วงใกล้จะพลบ เวียงจุมออนตั้งอยู่เยื้องๆ กันกาดหลวงหรือตลาดวโรรส ห่างเพียงแม่ปิงคั่น แสงสุดท้ายของตะวันเวียงพิงค์ส่องสะท้อนเห็นกาดหลวงสะท้อนน้ำเป็นสีม่วงเข้มๆ ผมเลือกสั่งซิกเนเจอร์ของที่นี่มาลองชิม…”จุมออนที” เป็นชาขาวเบลนด์ (Blend) กับชาดำ พร้อมกับเครื่องเทศตามตำรับเฉพาะของร้าน

 

    จิบแรกชวนให้นึกถึง…ทัชมาฮาล…

 

    ทราบทีหลังว่าใส่เครื่องเทศไปหลายชนิดรวมถึงซินนามอนและพลัม

 

    เห็นรีวิวหลายๆ เว็บที่พูด(เขียน)ถึงเวียงจุมออน ส่วนใหญ่เยือนในแสงแดด คือไปตอนกลางวัน แต่ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงพลบค่ำ ทำให้เห็นอีกหนึ่งบรรยากาศ บอกได้ตรงนี้ว่าชวนเคลิ้มไม่น้อย ผมนั่งอ้อยอิ่งเสียจนเกือบถึงเวลาปิด และจำใจกระซิบคำลาแก่นครสีชมพูเล็กๆ แห่งนี้อย่างเสียดาย รุ่งขึ้นเป็นวันกำหนดกลับทำให้ไม่ได้ย้อนกลับไปลิ้มรส “ทัชมาฮาล” ของผมอีกครั้ง จนกระทั่งวันนี้ทราบว่ามีเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ ก็ยังไม่มีเวลาไป…เขียนบทความนี้แล้วหวนนึกถึงเหมือนกัน แต่ก็ต้องบอกตัวเองแบบเดิมๆ ว่า “ถ้ามีเวลา” คงจะได้ไปเยือนอีกหน
   

 

 
***หมายเหตุ  เวียงจุมออน (เชียงใหม่) อยู่บนถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ , เวียงจุมออน (กรุงเทพฯ) อยู่ใน The Emporio Place ซอยสุขุมวิท 24 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน คลองเตย กรุงเทพมหานคร