"เข้าห้วยก็เข้าหื้อสุดขุน" ภาษิตนี้เคยได้ยินจากพ่อครูอำนวย กลำพัด ศิลปินผู้ชำนาญด้านการแต่งค่าวซอแห่งเชียงใหม่ เมื่อครั้งไปเยี่ยมเยียนพูดคุยกับท่านหลายปีก่อน ความหมายของภาษิตนี้มีความหมายประมาณว่า เวลาคนเราจะทำอะไรก็ควรตั้งใจทำให้ดีที่สุด หรือเวลาอยากรู้อยากศึกษาอะไรก็ควรศึกษาให้รู้ลึกรู้จริง เหมือนเราอยากรู้ว่าแม่น้ำสายนี้ห้วยนี้มีต้นกำเนิดจากที่ไหน ก็ต้องเดินย้อนขึ้นห้วยไปจนถึงจุดที่น้ำผุดออกมา ซึ่งคนเมืองเรียกกันว่า "ขุนน้ำ" เหตุผลที่ผมยกเอาภาษิตนี้ขึ้นมาจะขอเล่าดังนี้ ในฐานะที่ผมมาบรรจุรับราชการเป็นครูที่เมืองแจ๋ม หรืออำเภอแม่แจ่มเป็นเวลาเกือบ 6 ปี แต่สถานที่ทำงานตั้งอยู่ในกลางป่า เป็นชุมชนชาวเขาปากะญอ อยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 40 กิโลเมตร ฉะนั้นโอกาสที่ผมจะได้สัมผัสวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมของคนเมืองแจ๋มจริงๆนั้นจึงเป็นโอกาสที่ยากมาก งานเกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมที่เคยไปร่วมส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เช่น งานผ้าซิ่นตีนจก งานลอยกระทง งานจุลกฐิน ฯลฯ เป็นต้น งานเหล่านี้เมื่อมองโดยผิวเผินแล้วเป็นเพียงแค่งานสนุกสนานรื่นเริง โปรโมทการท่องเที่ยว ยังไม่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมของคนเมืองแจ๋มอย่างแท้จริง ในช่วงที่ผ่านมาผมจึงรู้สึกเหมือนแค่ลงเล่นน้ำห้วยพอให้คลายร้อนเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้นยังเดินไปไม่ถึงขุนน้ำ จนกระทั่งวันนี้ผมได้รับโอกาสอันดีจากท่าน ผอ.โรงเรียนแม่นาจร ซึ่งท่านได้ชักชวนให้ผมมาเป่าปี่ซอในงานเลี้ยงผีหลักบ้าน ตอนที่ท่านชวนตอนแรกผมก็เฉยๆ คิดว่าคงเป็นเหมือนงานเลี้ยงผีประจำหมู่บ้านทั่วๆไป แต่เมื่อเข้าไปถึงในบริเวณงานแล้ว ผมเห็นชาวบ้านมากหน้าหลายตามากันพรั่งพร้อม ณ สถานที่แห่งนี้ที่เรียกว่า "หอพ่อเจ้าหลวงแม่แจ่ม" ตั้งอยู่ในเขตบ้านยางหลวง จึงทราบได้ว่านี่เป็นงานใหญ่ระดับอำเภอ 3 ปี จะมีการจัดขึ้น 1 ครั้ง เรียกว่า "ประเพณีเลี้ยงเมือง หอพ่อเจ้าหลวงแม่แจ่ม" จากการเดินสำรวจในบริเวณงานจะพบว่ารอบๆหอเจ้าพ่อหลวงนั้นจะมีการนำป้ายชื่อหมู่บ้านต่างๆมาปักไว้ เพื่อให้ตัวแทนแต่ละหมู่บ้านนำเครื่องสังเวยมาร่วมเซ่นไหว้ผีหอหลวงแห่งนี้ เพราะผีพ่อเจ้าหลวงหอนี้ชาวแม่แจ่มถือว่าเป็นผีที่ใหญ่ที่สุดในเมืองแจ๋ม ดูแลปกปักรักษาทั่วทุกหมู่บ้าน ตลอดจนพี่น้องชาวแม่ฮ่องสอน แม่สะเรียงที่เคยแบ่งเอาผีไปก็ต้องกลับมาร่วมงานที่นี่ทุกปี ข้างๆหอหลวงจะมีศาลายาวอยู่ศาลาหนึ่ง ชาวบ้านจะทำควัก(กระทง)ใบตองตึงจำนวนหลายควักหลายถาดใส่เนื้อควายสดๆและเหล้าขาวลงไปเรียงรายไปจนสุดศาลา สอบถามได้ความว่าหมู่บ้านยางหลวงแห่งนี้เดิมเป็นชาวเผ่าลั๊วะ การเลี้ยงหอผีจึงมีพิธีกรรมคล้ายๆชาวลั๊วะผสมผสานไปด้วย ในวันนี้ทีมงานซอพื้นเมืองมีอยู่ 2 คณะ คือ คณะแรกเป็นคณะของพวกผม ทำหน้าที่ซอตอนรับคณะผู้มาร่วมงานอยู่ตรงผามด้านล่าง และอีกคณะหนึ่งเป็นคณะซอของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ทำหน้าที่ซอเชิญผีพ่อเจ้าหลวงให้มาทรงม้าขี่เพื่อรับเครื่องสังเวยที่ชาวบ้านจัดไว้ให้ ณ บนหอชัย ในส่วนของคณะที่สองนี่เองที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของงาน ตามปกติที่ผมเคยไปร่วมงานลงเจ้าเข้าผีทั่วๆไปนั้น มักจะใช้การแห่ปี่พาทย์พื้นเมือง ต่างจากที่นี่เขาจะใช้การซอเชิญผีให้มาลง ช่างซอช่างปี่ก็ต้องเป็นคนเมืองแจ๋มที่ทำหน้าที่สืบทอดกันมาโดยตรงเท่านั้น คนที่ได้รับการคัดเลือกให้มาซอในงานนี้ จะต้องประพฤติตนประมาณว่าเป็นผู้ถือพรหมจรรย์(ไม่รู้ว่าใช้คำถูกหรือเปล่า555) คนเมืองเรียกว่า ก๋ำกิ๋นก๋ำอยู่ คือจะไม่ไปกินอาหารที่ทำเลี้ยงในงานศพ ไม่กินอาหารเหลือ เป็นต้น ฉะนั้นผู้ที่จะมาทำหน้าที่ขับซอส่วนใหญ่จึงมีแต่คนแก่ ไม่ค่อยได้รับงานซอที่ไหนแล้ว ในการซอเชิญผีพ่อเจ้าหลวงในครั้งนี้ มีช่างซอที่ผลัดเปลี่ยนกันมาซอเชิญอยู่ 3 ท่าน ซอเชิญอยู่ทั้งหมด 5 ยก กว่าผีพ่อเจ้าจะลง ในการซอแต่ละยกนั้น ตั้งเข้า(ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อสารกับร่างทรง)จะทำพิธีอาราธนาอัญเชิญดวงวิญญาณของผีพ่อเจ้าพร้อมกันไปด้วย เท่าที่ผมสังเกตดู จะต้องซอขึ้นทำนองตั้งเชียงใหม่ก่อนทุกยก ซึ่งตามปกติการซอโดยทั่วไปนั้นจะซอทำนองตั้งเชียงใหม่เพียงครั้งเดียวแล้วก็ต่อไปทำนองอื่นๆ เพราะทำนองนี้เป็นทำนองที่ยากและมีความยาว จะเอาไว้ซอเกริ่นนำเข้าสู่เนื้อหาเท่านั้น จึงเป็นไปได้ว่าทำนองนี้มีความสำคัญต่อการลงทรงของพ่อเจ้าหลวง ในส่วนของม้าขี่(ร่างทรง)นั้น ชาวบ้านจะมีการคัดเลือกเจ้าทรงในท้องถิ่นที่เป็นผู้หญิง เพื่อมาลงผีพ่อเจ้าหลวงโดยตรง 1 คน ซึ่งจะต้องนั่งรอให้ผีเข้าทรงที่หอทรงด้านล่างหอชัย ในตอนนี้ผมได้ขึ้นมานั่งอยู่บนหอชัยพร้อมกับผู้เฒ่าผู้แก่ นั่งฟังซอได้ 5 ยก มองไปที่หอทรงด้านล่าง ม้าขี่แทบไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆเลย ผมก็คิดในใจว่าปีนี้คงไม่มาทรงแล้วมั้ง เผลอแป๊บเดียว ท่านก็ตบมะผาบฟ้อนเจิงขึ้นบันไดมาอย่างรวดเร็ว จนผมกดมือถือถ่ายคลิปแทบไม่ทัน จากนั้นก็มีร่างทรงที่ไม่ได้รับเชิญอีก 2 คน ฟ้อนเจิงตบมะผาบตามขึ้นบันไดมา สอบถามพ่ออุ๊ยบนหอชัยได้ความว่า 2 คนที่ตามมานั้นเป็นบริวารของพ่อเจ้าหลวง ซึ่งทุกปีจะตามพ่อเจ้าหลวงขึ้นหอชัยมา 3-5 คนโดยไม่ได้นัดหมาย คือจะสิงสู่เอาม้าขี่หรือชาวบ้านที่มาร่วมงานในวันนั้นให้ขึ้นมารับเครื่องสังเวยพร้อมกับผีพ่อเจ้าหลวงด้วยนั่นเอง หลังจากที่ผีพ่อเจ้าทั้ง 3 ขึ้นมาบนหอชัยแล้ว ตั้งเข้าก็จะทำหน้าที่เปลี่ยนผ้าให้ม้าขี่และเชิญนั่งประทับตรงด้านหน้าเครื่องสังเวย ในการนี้พ่อเจ้าหลวงก็จะดื่มเหล้า(สุราพื้นบ้าน)และกินเครื่องสังเวย พร้อมกับดูเมื่อ(ดูดวง)ให้ผู้ที่ใส่ขันฝากตั้งเข้ามาถามไปด้วย ส่วนใหญ่จะถามเรื่องอาการเจ็บป่วยของญาติพี่น้อง แต่ก็มีประโยคหนึ่งที่ผมไม่ได้ยินคำถามจากตั้งเข้าชัดเจน แต่คำตอบจากพ่อเจ้าหลวงที่ใช้ไมค์พูดอย่างชัดเจน ฟังดูแล้วเหมือนด่าพวกนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐยังงัยก็ไม่รู้ "มึงจะฟังกำกู กาว่ามึงจะฟังกำคนตังนอกตังป้าง กูบ่ใช่ไปจิไปควีไผสักเตื้อ" แปลได้ความว่า "พวกท่านจะเชื่อฟังคำสอนเราที่ปกปักรักษาพวกท่านมาแต่เนิ่นนาน ไม่เคยยุแยงทำร้ายใครสักครั้ง หรือจะไปเชื่อพวกที่มาจากต่างถิ่น ที่เราไม่เคยรู้เจตนาอันแท้จริงของพวกเขามาก่อน เขาเอาผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆมาล่อ ก็พากันหลงผิดคิดว่าเขาเป็นคนดีอย่างนั้นหรือ" 555555 ผมนั่งดูพิธีจนถึงช่วงสุดท้าย พ่อเจ้าเปิดโอกาสให้คนเข้าไปผูกข้อมือ และมนต์(เสก)เหล้าให้ชาวบ้านดื่ม ตัวแทนทุกหมู่บ้านที่มาร่วมงานจะได้เหล้าปลุกเสกกลับไปแจกให้ลูกบ้านดื่มกินเป็นยาทิพย์ ส่วนตัวผมนั้นขอรับโอกาสแค่ผูกข้อมือ เพราะลองดมกลิ่นเหล้าดูแล้วคาดว่าคงเข้มข้นกว่า 35 ดีกรี 555555 จากพิธีกรรมนี้ชวนให้นึกถึงเรื่องราวของคติชนอย่างหนึ่ง ที่ว่าในอดีตถึงปัจจุบัน ผู้หญิงยังถือว่าเป็นเพศที่ถูกกดขี่จากผู้ชาย เพราะบนหอชัยจะป้ายติดไว้ว่า "ห้ามผู้หญิงขึ้น" แต่ผู้หญิงที่มาร่วมงานในวันนี้กลับมาร่วมงานด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มาด้วยความเคารพศรัทธาที่มีต่อพ่อเจ้าหลวงที่ปกปักรักษาพวกเขาอยู่ เพราะอย่างไรแล้ว ถึงผู้หญิงทั่วไปจะถูกห้ามขึ้นไปบนหอชัย แต่ก็ยังมีผู้หญิงอีก 3 คน ที่ได้รับคัดเลือกให้ไปเป็นม้าขี่ของพ่อเจ้าหลวง ไปนั่งอยู่จุดสูงสูดของงาน ทำหน้าที่รับเครื่องสังเวย ทำนายทักความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และที่สำคัญพวกเธอสามารถเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งเมืองแจ๋ม สามารถชี้นำชี้แนะในสิ่งที่ถูกที่ควรแก่ลูกหลานเมืองแจ๋มให้ปฏิบัติตามจารีตประเพณีที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้สืบไป ฉะนั้นการที่ผู้หญิงจะได้ขึ้นมาอยู่ ณ จุดนี้ จึงไม่ใช่สิ่งที่ธรรมดา สื่อให้เห็นว่าถึงจารีตในสังคมจะยกให้ผู้ชายอยู่เหนือผู้หญิงนั้น แต่เมื่อมีพื้นที่เล็กๆให้ผู้หญิงได้มีบทบาทแล้ว บทบาทนั้นช่างน่าเกร็งขามไม่น้อย เล่ามาจนถึงตอนนี้แล้ว เกือบ 6 ปี ที่ผ่านมา ผมได้ใช้ชีวิตได้สัมผัสกับเมืองแจ๋มมาก็นานพอสมควร เพิ่งจะได้มาร่วมงานพิธีกรรมที่เป็นรากเหง้าของคนเมืองแจ๋มอย่างแท้จริงและใกล้ชิดทุกขั้นตอน วันนี้ผมจึงคิดว่าผมเดินทางมาถึงขุนน้ำแจ่มแห่งนี้แล้วครับ บันทึกไว้ตอนมาร่วมงานเมื่อ 30 พฤษภาคม 2562 ณ หอเจ้าพ่อหลวง บ้านยางหลวง อ.แม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่