หากเปรียบเมือง ฉงชิ่ง (Chongqing) เป็นมหานครแห่งแสงสีและรถไฟทะลุตึก การเดินทางออกจากตัวเมืองมุ่งหน้าสู่ทางตะวันออกเฉียงใต้เพียงไม่กี่ชั่วโมง จะนำคุณไปพบกับโลกอีกใบที่ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดพู่กันจีนโบราณ ผสมผสานกับฉากแอ็กชันไซไฟระดับโลก ที่นี่คือ อุทยานหลุมฟ้า สามสะพานสวรรค์ (Wulong Karst: Three Natural Bridges) มรดกโลกทางธรรมชาติที่ธรรมชาติใช้เวลาถักทอนับล้านปี จากมหานครหมอกหนา สู่ขบวนรถไฟความเร็วสูง เช้าตรู่ในฉงชิ่ง หมอกบางๆ ยังคงปกคลุมแม่น้ำแยงซีเกลีอง ผมเริ่มต้นการเดินทางที่ สถานีรถไฟฉงชิ่งเหนือ (Chongqing North Railway Station) เพื่อสัมผัสประสบการณ์ความเร็วระดับ 200-300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มุ่งหน้าสู่ อำเภออู่หลง (Wulong) การนั่งรถไฟความเร็วสูงในจีนไม่ใช่แค่การประหยัดเวลา แต่คือการชมทัศนียภาพที่เปลี่ยนผ่านจากป่าคอนกรีต สู่ทุ่งนาขั้นบันได และขุนเขาหินปูนที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษ เราก็มาถึงสถานีอู่หลง ตัวสถานีออกแบบได้ทันสมัยและสะอาดตา จากนั้นเราต่อรถบัสท้องถิ่นมุ่งหน้าสู่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเมืองเซียนหนวี่ซัน (Xiannvshan Town) ซึ่งเป็นจุดจำหน่ายตั๋วและจุดรับ-ส่งนักท่องเที่ยวด้วยรถบัสของอุทยาน "คาร์สต์" ความมหัศจรรย์ใต้เท้าเรา ก่อนจะเดินลงไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า "หลุมฟ้า" และ "สะพานสวรรค์" เกิดขึ้นได้อย่างไร กล่าวกันว่า พื้นที่แถบอู่หลงคือภูมิประเทศแบบ คาร์สต์ (Karst Topology) ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภูมิประเทศแบบคาร์สต์ เกิดจากการที่น้ำฝนซึ่งมีความเป็นกรดอ่อนๆ กัดเซาะหินปูน (Limestone) มาอย่างยาวนานนับล้านปี จนเกิดเป็นโพรงถ้ำใต้ดิน เมื่อเพดานถ้ำรับน้ำหนักไม่ไหวและพังทลายลงมา จึงเกิดเป็น "หลุมยุบ" ขนาดมหึมาที่ชาวจีนเรียกว่า "เทียนเกิง" (Tiankeng) หรือหลุมฟ้านั่นเอง ส่วน "สะพานสวรรค์" ก็คือส่วนของเพดานถ้ำที่ไม่พังทลายลงมานั่นเอง มันจึงเชื่อมต่อยอดเขาพาดผ่านเหนือหุบเหวอย่างน่าอัศจรรย์ ดิ่งลึกลงสู่ใจกลางโลก ลิฟต์แก้วและความอลังการแรกพบ เมื่อมาถึงทางเข้าอุทยาน ไฮไลต์แรกที่ทำให้ใจเต้นรัวคือการลงสู่ก้นบึ้งของหลุมด้วย ลิฟต์แก้วริมหน้าผา ที่มีความสูงกว่า 80 เมตร วินาทีที่ลิฟต์เคลื่อนตัวลง ภาพผนังหินปูนสีเทาทะมึนที่ประดับด้วยมอสและเฟิร์นสีเขียวสดจะค่อยๆ ปรากฏแก่สายตา เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เราจะพบว่าตัวเองยืนอยู่บนพื้นทางเดินไม้เล็กๆ ท่ามกลางหุบเหวที่โอบล้อมด้วยหน้าผาสูงชันกว่า 200-300 เมตร สะพานแรกที่ต้อนรับเราคือ สะพานมังกรสวรรค์ (Tianlong Bridge) นี่คือสะพานที่ใหญ่และอลังการที่สุด มีลักษณะเป็นโพรงถ้ำคู่ที่เชื่อมต่อกัน แสงแดดที่ส่องลอดช่องว่างลงมาทำให้เกิดลำแสงสวยงามราวกับฉากในนิยายกำลังภายใน โรงเตี๊ยมโบราณ เมื่อภาพยนตร์ฮอลลีวูดพบกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ เดินลึกเข้าไปในหุบเขาตามทางเดินหินที่คดเคี้ยว คุณจะพบกับกลุ่มอาคารไม้แบบสถาปัตยกรรมจีนโบราณตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางหุบเขา นี่คือ โรงเตี๊ยมโบราณ (Tianfu Post Station) เดิมทีในสมัยราชวงศ์ถัง ที่นี่เคยเป็นจุดแวะพักของข้าราชการและม้าเร็วที่ใช้ส่งสารระหว่างเมือง แต่โรงเตี๊ยมที่เราเห็นในปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง "Curse of the Golden Flower" (ศึกโค่นบัลลังก์วังทอง) ของผู้กำกับจางอี้โหมว และต่อมายังเป็นสถานที่ถ่ายทำ "Transformers: Age of Extinction" อีกด้วย การได้ยืนมองโรงเตี๊ยมจากมุมสูง โดยมีฉากหลังเป็นหน้าผาสูงเสียดฟ้าและเถาวัลย์ระย้า ทำให้เรารู้สึกถึงความจ้อยร่อยของมนุษย์เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ สะพานมังกรเขียว และ สะพานมังกรดำ มนต์เสน่ห์ที่แตกต่าง เมื่อเราเดินผ่านโรงเตี๊ยมและมุ่งหน้าต่อไปตามลำธารสายเล็กๆ เราจะพบกับสะพานที่สอง คือ สะพานมังกรเขียว (Qinglong Bridge) สะพานนี้มีความพิเศษตรงที่ช่องว่างใต้สะพานมีรูปร่างคล้าย "ดาบวงพระจันทร์" หากมองในมุมที่ถูกต้อง ยามที่แสงส่องผ่านจะเห็นเงามืดและแสงสว่างตัดกันอย่างคมชัด เป็นจุดที่ช่างภาพนิยมมาปักหลักรอจังหวะแสงมากที่สุด สุดท้ายคือ สะพานมังกรดำ (Heilong Bridge) ซึ่งเป็นสะพานที่แคบและมืดที่สุด ผนังหินใต้สะพานนี้จะมีน้ำไหลซึมออกมาตลอดเวลาจนเกิดเป็นคราบสีดำและตะไคร่น้ำเข้มข้น ความมืดสลัวและเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นหินสร้างบรรยากาศที่ลึกลับและขรึมขลัง ต่างจากสองสะพานแรกอย่างสิ้นเชิง ระบบนิเวศในหลุมยุบ โลกคู่ขนานใต้พิภพ สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักมองข้ามคือ ความหลากหลายทางชีวภาพ ภายในอุทยานหลุมฟ้า เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ปิดล้อมด้วยหน้าผาสูง ทำให้อุณหภูมิและความชื้นภายในหลุมค่อนข้างคงที่ แตกต่างจากด้านบนหน้าผา พืชพรรณ เราจะพบเฟิร์นโบราณและมอสสายพันธุ์หายากที่เจริญเติบโตได้ดีในที่อับแสง สายน้ำ ลำธารที่ไหลผ่านก้นหลุมคือหัวใจสำคัญที่กัดเซาะหินปูนให้กลายเป็นรูปร่างต่างๆ น้ำเหล่านี้ใสสะอาดจนมองเห็นกรวดหินด้านล่าง อากาศ การเดินอยู่ในหลุมฟ้าจะรู้สึกเย็นสบายแม้ในฤดูร้อน เพราะหน้าผาสูงชันช่วยบังแสงแดดและเก็บกักความเย็นไว้ ความทรงจำจากอู่หลง การเดินทางมายังอุทยานหลุมฟ้า สามสะพานสวรรค์ ไม่ใช่แค่การมาถ่ายรูปเช็กอินแล้วกลับ แต่มันคือการเดินทางมาดู "บันทึกเรื่องราวของหลุมยักษ์" ที่บันทึกเรื่องราวผ่านชั้นหินและสายน้ำ หลังจากเดินเท้ามาเกือบ 3 ชั่วโมงจนถึงปลายทาง (ซึ่งมีบริการรถกอล์ฟคอยบริการ หรือจะเดินขึ้นบันไดเพื่อทดสอบกำลังขาก็ได้) ผมมองย้อนกลับลงไปในหุบเขา ความรู้สึกทึ่งในธรรมชาติยังคงเปี่ยมล้น การนั่งรถไฟความเร็วสูงกลับสู่ฉงชิ่งในเย็นวันนั้นจึงเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอม ข้อแนะนำสำหรับการเดินทาง การแต่งกาย ควรใส่รองเท้าที่เดินสบายและยึดเกาะพื้นได้ดี เพราะทางเดินบางช่วงอาจลื่นจากละอองน้ำ เวลา ควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมงสำหรับการเดินชมอย่างละเอียด ช่วงเวลาแนะนำ ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงจะเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด แต่ถ้ามาช่วงหลังฝนตก คุณจะได้เห็นน้ำตกสายเล็กๆ ไหลลงมาจากยอดหน้าผาเพิ่มความงามขึ้นไปอีกระดับ อุทยานหลุมฟ้า อู่หลง คือบทพิสูจน์ว่าธรรมชาติคือประติมากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และจีนก็สามารถรักษามรดกชิ้นนี้ไว้ได้อย่างน่าชื่นชม หากคุณมีโอกาสได้ไปเยือนฉงชิ่ง อย่าลืมจองตั๋วรถไฟความเร็วสูงมุ่งหน้าสู่อู่หลง เพื่อสัมผัส "สวรรค์บนดิน" แห่งนี้ด้วยตาตนเองสักครั้ง อู่หลงในฐานะมรดกโลก อุทยานแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 2007 ภายใต้ชื่อ "South China Karst" ร่วมกับพื้นที่อื่นๆ ในมณฑลกุ้ยโจวและยูนนาน ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าภูมิประเทศคาร์สต์ของจีนมีความสำคัญระดับโลก ทั้งในแง่ของความงามเชิงทัศนียภาพ และคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ของเปลือกโลก การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่นี่ได้รับการจัดการอย่างดี มีเส้นทางเดินที่ชัดเจนและไม่รบกวนระบบนิเวศดั้งเดิมจนเกินไป ทำให้เรามั่นใจได้ว่า "สามสะพานสวรรค์" จะยังคงตั้งตระหง่านรอรับนักเดินทางรุ่นต่อไปได้อีกนานแสนนาน เขียนโดย ตานิ้ง รูปภาพทั้งหมดโดย นักเขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !