"เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง" เป็นคำขวัญประจำจังหวัดเชียงรายที่ดูจะสอดคล้องและสะท้อนความเป็นไปของเชียงรายได้ตรงตามข้อเท็จจริง ซึ่งความพิเศษที่นอกเหนือจากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่เหนือสุดในแผนที่ประเทศไทยแล้ว ยังมีอัตลักษณ์อันโดดเด่นด้วยการเป็นนครชายแดนที่มีหมุดหมายเชื่อมต่อถึง 3 พรมแดน นั่นคือ ไทย เมียนมาร์ และ ลาว หากใครที่เคยมาเยือนเชียงรายจะต้องไม่พลาดที่จะเดินทางไปสัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกหว่านโปรยไว้ตามคำขวัญประจำจังหวัด หนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญก็คือการไปเยือนจุดเหนือสุดของประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แต่ทว่าที่แม่สายไม่ได้มีจุดขายแค่การเป็นเมืองด่านพรมแดนไทย - เมียนมาร์ หรือตลาดการค้าระหว่าง 2 แผ่นดิน แต่ยังปกคลุมไปด้วยศิลปวัฒนธรรม ร่องรอยแห่งความมีอารยะทางบวรพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน โดยหนึ่งในสถานที่ในอีกมุมมองที่อยากแนะนำให้เดินทางมาท่องเที่ยวเมื่อมาเยือนแม่สายก็คือ "วัดพระธาตุดอยเวา" ศาสนสถานสำคัญซึ่งตั้งอยู่บนเนินดอยใกล้เส้นเขตแดนระหว่างไทย - เมียนมาร์ โดยการเดินทางไปที่วัดแห่งนี้สามารถขึ้นเขาไปได้โดยรถยนตร์ หรือเดินเท้าขึ้นบันไดนาค ซึ่งมีความยาว 207 ขั้น ซึ่งโดยส่วนมากหากไม่เหนือบ่ากว่าแรง ผู้คนจะนิยมเดินเท้าขึ้นบันได นอกจากเพื่อเป็นการออกกำลังกายแล้วยังถือเป็นเจริญสติ ท่ามกลางธรรมชาติของสองข้างทางที่ร่มรื่น สวยงามไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ภาพถ่ายโดยผู้เขียน ภาพถ่ายโดยผู้เขียน ภาพถ่ายโดยผู้เขียน วัดพระธาตุดอยเวาแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานยิ่ง ตามข้อมูลของทางวัดสันนิษฐานกันว่า เจ้าผู้ครองนครนาคพันธ์โยนก เป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้ราวปี พ.ศ. 364 หรือ 2,200 กว่าปีล่วงมาแล้ว เพื่อบรรจุพระเกศาธาตุองค์หนึ่งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกเหนือจากการเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และสถานแห่งการปฏิบัติศาสนกิจเพื่อสืบทอดบวรพระพุทธศาสนาแล้ว ภายในบริเวณวัดยังเต็มไปด้วยแหล่งเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ และจุดท่องเที่ยวอีกมากมาย จุดที่เป็นไฮไลท์ก็คือ การนั่งบนหอชมวิวเพื่อชมเมืองท่าขี้เหล็กของประเทศเมียนมาร์ในมุมสูง และการไปชมประติมากรรมแมงป่องยักษ์ บนหอชมวิวแห่งนี้ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ในตัวเมืองแม่สาย จังหวัดเชียงราย และเมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนม่าร์ ได้อย่างชัดเจน ซึ่งดูแล้วชวนให้พินิศพิจารณาอย่างชัดเจนถึงความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันอย่างงดงามและลงตัว ในฐานะบ้านใกล้เรือนเคียง จะเห็นได้จากทั้งความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของภาษา การตั้งบานเรือน รูปทรง และงานสถาปัตยกรรมของวัดวาอาราม นอกจากนี้บนหอชมวิวแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา อีกด้วย ภาพถ่ายโดยผู้เขียน ภาพถ่ายโดยผู้เขียน ภาพถ่ายโดยผู้เขียน นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่นิยมมาถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก นั่นก็คือ ประติมากรรมแมงป่องยักษ์ หรือแมงป่องช้าง ซึ่งตั้งตระหง่านประชันหน้ากับเมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาร์ เหตุที่เรียกว่า "วัดพระธาตุดอยเวา" ก็เนื่องมาจากภาษาพื้นเมืองภาคเหนือเรียกแมงป่อง ว่า "แมงเวา" และเจ้าผู้ครองนครโยนกนาคพันธุ์หรือเชียงรายในขณะนั้น (ประมาณ 2,200 ปี ล่วงมาแล้ว) ทรงมีพระนามว่า "พระองค์เวา" เนื่องจากเมื่อยังทรงพระเยาว์ทรงชอบขุดรูซึ่งเป็นที่อยู่ของแมงป่องช้างเล่น จึงเป็นที่มาของพระนามว่า "เวา" และในเวลาต่อมาจึงนำไปสู่การตั้งชื่อเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "ดอยเวา" หรือดอยแมงป่องนั่นเอง ภาพถ่ายโดยผู้เขียน ภาพถ่ายโดยผู้เขียน ภาพถ่ายโดยผู้เขียน ความรู้สึกที่ได้ไปพระธาตุดอยเวา สิ่งหนึ่งที่ได้คือความรู้สึกที่สงบ มีสติ และมีโอกาสได้ทำบุญกุศล ทำทาน นอกจากนั้นยังได้พิศชมกับธรรมชาติและความแตกต่างระหว่าง 2 เมือง คือ ไทย กับเมียนมาร์ แถมยังได้มีโอกาสไปกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน โดยการจับจ่ายใช้สอยบริเวณตลาดชายแดนแม่สายซึ่งอยู่เต็มอาณาบริเวณระหว่างด้านหน้าทางขึ้นบันไดนาคไปยังวัดพระธาตุดอยเวา ซึ่งมีการวางขายสินค้าจำนวนมากทั้งอุปโภคและบริโภค ซึ่งหากใครที่เวลายังเหลือ หลังจากการเดิน Shopping หรือเริ่มไม่ไหว ด้วยอากาศที่ร้อน หรือเหน็ดเหนื่อยกับการเดินเบียดเสียดเพื่อซื้อของ ก็สามารถหลีกหนีความจอแจนี้ แล้วเดินขึ้นไปนมัสการองค์พระธาตุดอยเวากับบันได 207 ขั้นกันได้ เพื่อไปทำบุญและชมวิวทิวทัศน์ของเมียนมาร์กันแบบชัด ๆ โดยไม่ต้องข้ามไปถึงฝั่งท่าขี้เหล็ก ทั้งนี้วัดพระธาตุดอยเวาตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสาย และอยู่ใกล้กับด่านพรมแดนไทย - เมียนมาร์ เรื่องและภาพหน้าปกโดยผู้เขียน