ในช่วงที่เราต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้านเพราะ โควิท-19 นี้ จังหวัดภูเก็ตที่เราอยู่ห้ามเดินทางออกนอกตำบล ปิดเกาะและติดเกาะอย่างแท้จริงค่ะ ขอให้ผู้อ่านทุกคนปฏิบัติตามข้อกำหนดของแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด และเดินทางออกน้อยบ้านเท่าที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น ในการเที่ยวยุโรปของเราในหลาย ๆ ทริปที่ผ่านมา เราเห็นกุญแจคล้องอยู่กับสะพาน ซึ่งถูกคล้องไว้โดยคู่รัก เรียกกันว่า The Lock of Love, Love Lock หรือ กุญแจคล้องใจ ในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ หลายแห่งในยุโรป เราก็ได้เห็นกุญแจพวกนี้คล้องอยู่ โดยที่คู่รักจะคล้องกุญแจ ที่มีชื่อหน้า หรือ ชื่อย่อของทั้งสองคน ไว้ที่ราวสะพาน รั้ว ประตู หรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ สำคัญ ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง หลังจากนั้นแล้วพวกเขาก็จะโยนลูกกุญแจทิ้งไปในแม่น้ำที่สะพานนั้นตั้งอยู่ หรือแม่น้ำที่อยู่ใกล้กับสถานที่ที่พวกเขาคล้องกุญแจไว้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ไม่มีอะไรสามารถมาทำลายได้ ทริปล่าสุดคือช่วงปลายปี 2019 เราได้ไปเยือนโคโลญจน์ หลังจากที่ได้เยี่ยมชมมหาวิหารโคโลญจน์เราอยากได้วิวของโบสถ์ย้อนกลับมาจากฝั่งตรงข้ามของโบสถ์พร้อมวิวสะพาน เราเดินข้ามสะพาน Hohenzollern ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ Rhine สะพานนี้ยาวประมาณ 170 เมตร ตลอดความยาวของสะพานมีกุญแจคล้องไว้กับราวสะพานจากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ ไปจนสุดถึงอีกฝั่ง พื้นที่บนราวสะพานไม่มีที่ว่างเหลือให้สามารถแขวนกุญแจได้อีกแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังมีคู่รักนำกุญแจมาคล้องเพิ่ม คู่รักเหล่านั้น มีความพยายามที่จะเอากุญแจของตัวเอง ไปคล้องกับกุญแจของคนอื่น หรือนำอุปกรณ์อื่นมาคล้องไว้กับเสาของสะพาน แล้วห้อยลงมา เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการคล้องกุญแจ กุญแจที่นำมาคล้องก็มีสารพัดสี สารพัดแบบ สารพัดขนาด มาจากประเทศต่าง ๆ หากไม่ได้นำมาเอง ร้านขายของที่ละลึกในโคโลญจน์เองก็มีกุญแจคู่รักขาย พร้อมบริการสลักชื่อบนกุญแจ เราไม่ได้เข้าไปถามราคา เพราะไม่มีความตั้งใจที่จะซื้อสะพานนี้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานคู่เมืองโคโลญจน์ และ ได้รับผลกระทบจากการคล้องกุญแจคู่รัก ทำให้ดูไม่สวยงาม และ สนิมจากกุญแจอาจส่งผลเสียกับราวสะพานได้ในระยะยาว การรถไฟของประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ดูแลสะพานนี้ เคยคิดที่จะตัดกุญแจพวกนี้ออกไป แต่ได้รับการต่อต้านจากชาวเมืองบางส่วน จึงไม่ได้นำกุญแจพวกนี้ออกไป และทิ้งไว้เหมือนเดิม ในเวลานี้สะพานแห่งนี้ก็เป็นเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่ง ที่นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมกุญแจคู่รัก เมื่อมาเยือนโคโลญจน์ บางคนนำกุญแจมาคล้องต่อ ๆ กันมา เป็นคู่รักแบบหมู่ เหมือนการกรวดน้ำหมู่นะ ได้อานิสงค์จากคนแรกที่คล้องกับราวสะพาน หรือมาในแบบเล่นของแบบมีรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มีให้เห็น เมื่อหลายปีมาแล้ว เราได้ไปที่ สะพานชาร์ล ในเมืองปราค สาธารณรัฐเชค ก็เห็นคู่รักนำกุญแจมาคล้องไว้ที่บริเวณราวสะพาน ที่อนุสรณ์ของนักบุญ Jan of Nepomuk ทางเมืองปราค ไม่อนุญาตให้มีการนำกุญแจมาแขวน ดังนั้นจะมีเจ้าหน้ามาตัดกุญแจออกไป แต่ก็ยังมีคู่รักคู่ใหม่นำมาคล้องอีก แม้กระทั่งบนยอดเขาในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ก็มีคู่รักนำกุญแจขึ้นมาคล้องไว้บนเสา ที่ Gornergrat มองไปด้านหลังมองไปจะเห็นยอด Matterhorn ที่เมือง Salzburg ประเทศออสเตรีย สะพานข้ามแม่น้ำ Salzach มองไปจะเห็น ป้อม Hohensalzburg อยู่ด้านหลัง รูปนี้ถ่ายไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว คิดว่าปัจจุบัน น่าจะมีกุญแจคล้องมากกว่านี้ ครั้งแรกที่เราเห็นกุญแจคู่รักคล้องอยู่ เราคิดว่าน่าจะเป็นพวกนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี หรือ ญี่ปุ่น นำมาคล้องไว้เพราะรู้สึกว่าเป็นเทรนด์ ที่มันน่ารักสไตล์เกาหลี ญี่ปุ่น ไม่นึกว่าจะเป็นคนยุโรปเองที่เริ่มต้นการคล้องกุญแจคู่รักนี้ ด้วยความอยากรู้ เราจึงเข้าไปหาความเป็นมาของกุญแจคู่รักนี้ ก็พบว่าในยุโรปมีประวัติความเป็นมาของกุญแจคู่รัก หรือกุญแจคล้องใจนี้ มีมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ในประเทศเซอร์เบีย ส่วนเมืองอื่น ๆ ของยุโรป คาดว่ามีคนมาคล้องกุญแจในยุค 2000 ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าทำไมถึงมาฮิตกัน หลายคนคิดว่าน่าจะเป็นเพราะหนังสือ เรื่อง I Want You จากนักเขียนชาวอิตาลี ในปี 2006 ที่เขียนเกี่ยวกับการคล้องกุญแจที่สะพาน Ponte Milvio ในโรม และหลังจากนั้นมีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2007 กุญแจพวกนี้เมื่อแขวนเยอะ นาน ๆ เข้าจะทำให้เกิดสนิม ทำให้เป็นภาพที่ไม่สวยงาม หลาย ๆ เมือง เช่นปารีส ประเทศฝรั่งเศสก็มีคนริเริ่มแคมเปญ No Love Locks รณรงค์ไม่ให้มีการคล้องกุญแจบนสะพาน ข้ามแม่น้ำ Seine ซึ่งมีอยู่หลายสะพาน รวมถึงที่อนุสรณ์สถานต่าง ๆ ในปารีสด้วย หรืออย่างในปี 2015 ราวสะพาน Passerelle des Arts ซึ่งมีอายุมากพังลง คาดว่าเป็นเพราะมีกุญแจที่คล้องอยู่บนราวสะพานเป็นล้านอัน และมีน้ำหนักมาก ประเทศไทยเองก็มีที่ให้คู่รักไปคล้องกุญแจ เช่น Juliet Love Garden ตั้งอยู่ที่ เอเชียทีค, Swiss Hip Valley ที่สวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี และ Swiss Sheep Farm ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น แต่หากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอื่นที่ไม่มีพื้นที่จัดไว้ให้สำหรับคล้องกุญแจโดยเฉพาะก็ไม่ควรที่จะไปคล้องเพราะอาจถือได้ว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงทำลาย มากกว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ @ภาพประกอบทั้งหมดโดยผู้เขียน