เหนื่อยไหมกับการต้องตื่นมาเผชิญหน้ากับความเร่งรีบและตารางงานที่อัดแน่นจนแทบไม่มีเวลาหายใจในแต่ละวัน? หลายครั้งที่ความเครียดสะสมทำให้เราอยากจะหนีไปพักร้อนไกล ๆ แต่ด้วยข้อจำกัดของวันหยุดที่มีน้อยทำให้ความฝันนั้นดูไกลตัวออกไปทุกที เราจึงอยากชวนทุกคนมา "ลาออกจากความเครียด" สักหนึ่งวันเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศมาที่ River City Bangkok พื้นที่ศิลปะริมน้ำที่ไม่ใช่แค่ศูนย์รวมงานอาร์ต แต่เป็นโอเอซิสกลางกรุงที่ผสมผสานศิลปะ วัฒนธรรม และวิวแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ภาพที่1 ตัวอย่างการเดินทางด้วยเรือ [ถ่ายโดย ผู้เขียน] การเดินทางมาที่นี่ง่ายและสะดวกสบายเพื่อลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง โดยคุณสามารถนั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีสะพานตากสิน (ทางออก 2) แล้วต่อเรือด่วนเจ้าพระยามายังท่าเรือสี่พระยา หรือจะใช้บริการรถไฟฟ้า MRT มาลงที่สถานีหัวลำโพง (ทางออก 1) แล้วต่อวินมอเตอร์ไซค์ รับจ้างเพียงอึดใจเดียว หากอยากชมวิวตั้งแต่เริ่มเดินทาง การนั่งเรือด่วนมาลงที่ "ท่าเรือสี่พระยา" ซึ่งอยู่ติดกับตัวอาคารจะช่วยให้คุณได้สัมผัสลมเย็นและวิวริมแม่น้ำที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจได้ตั้งแต่ยังไม่ถึงที่หมาย เมื่อก้าวเข้ามาภายในอาคาร คุณจะพบกับบรรยากาศที่เงียบสงบและเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำที่พร้อมจะดับความร้อนรุ่มจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์ ภายในถูกออกแบบให้มีความโปร่งโล่ง สบายตา เหมาะแก่การเดินทอดน่องช้า ๆ โดยมีนิทรรศการศิลปะหมุนเวียนให้ชมตลอดทั้งปี นิทรรศการเหล่านี้มักเล่าเรื่องราวที่ทั้งลึกซึ้งและสนุกสนานผ่านมุมมองของศิลปินรุ่นใหม่ ซึ่งการได้เดินชมภาพสวย ๆ ภาพที่ 2 นิทรรศการ BE ของคุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร [ถ่ายโดย ผู้เขียน] สำหรับไฮไลท์ที่ดึงดูดใจวัยรุ่นและคนทำงานมากที่สุดคงหนีไม่พ้นนิทรรศการที่ "เข้าชมฟรี" ซึ่งมีให้เลือกชมอยู่หลายแกลเลอรี โดยเฉพาะนิทรรศการกลุ่มศิลปินป๊อปอาร์ตและคาแรคเตอร์อาร์ตที่กำลังเป็นกระแส เช่น งานแสดงของศิลปิน 2Spot Studio หรือนิทรรศการเดี่ยวของศิลปินรุ่นใหม่ เช่น นิทรรศการ "BE" นิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุดของคุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร มักจะจัดขึ้นบริเวณชั้น 2 และชั้น 4 ของ River City นิทรรศการเหล่านี้มักจะนำเสนอผ่านภาพวาดและประติมากรรมที่ดูง่ายแต่แฝงความหมายลึกซึ้ง บางช่วงอาจมีงาน Digital Immersive Art แสงสีเสียงระดับพรีเมียมที่นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาผสมผสานกับภาพวาดจนกลายเป็นโลกเสมือน การได้ปล่อยใจให้ล่องลอยในห้องมืดเป็นวิธีตัดขาดจากโลกภายนอกที่ได้ผลอย่างน่าทึ่ง หลังจากอิ่มเอมกับงานศิลป์ แนะนำให้แวะพักที่ร้านกาแฟหรือคาเฟ่ริมน้ำภายในโครงการอย่าง Soul Coffee การได้นั่งจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดพร้อมมองแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน เป็นช่วงเวลาพักใจที่หายากยิ่งสำหรับคนเมือง บรรยากาศที่นี่เหมาะทั้งการมาคนเดียวเพื่อทบทวนตัวเอง หรือมากับเพื่อนเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย เสียงน้ำและลมจะช่วยลดความตึงเครียดลงได้แบบไม่รู้ตัว เป็นช่วงเวลาที่คุณไม่ต้องรีบและไม่ต้องคิดถึงเรื่องงานใด ๆ ในส่วนที่สายโซเชียลรอคอยคือการตามหา "มุมถ่ายรูปลับ ๆ " ที่ให้ความรู้สึกเทสดีแบบไม่ต้องพยายาม มุมแรกที่ต้องเช็คอินคือบันไดวนสไตล์มินิมอนที่ให้ความรู้สึกโมเดิร์นและเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตที่ได้ภาพดูแพงสุด ๆ หรือจะลองไปที่บริเวณโถงทางเดินชั้น 2 ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ซึ่งมักจะมีแสงธรรมชาติส่องเข้ามาอย่างสวยงามในช่วงบ่าย แสงอาทิตย์ช่วงเวลา Golden Hour จะช่วยสร้างเงาและมิติ ให้ภาพถ่ายของคุณดูโดดเด่นเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารไลฟ์สไตล์ชั้นนำ ภาพที่ 3 งานศิลปะฝาผนัง [ถ่ายโดย ผู้เขียน] นอกจากงานศิลปะร่วมสมัยบนฝาผนังแล้ว ที่นี่ยังมีพื้นที่สำหรับงานประติมากรรมและของสะสมโบราณที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน บริเวณชั้น 3 และชั้น 4 ของตึกเป็นแหล่งรวมร้านค้าวัตถุโบราณที่ตกแต่งได้อย่างมีเอกลักษณ์และให้ความรู้สึกย้อนวัย การเดินสำรวจของสะสมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ช่วยให้เราได้เห็นคุณค่าของเวลาและความอดทนที่คนรุ่นก่อนมอบให้ผลงาน คุณอาจได้พบกับแรงบันดาลใจใหม่ ๆ จากลวดลายของแจกันโบราณหรือภาพถ่ายเก่าแก่ที่หาดูได้ยากจากที่อื่นในกรุงเทพฯ เมื่อถึงช่วงเวลาเที่ยงลองเลือกทานอาหารในร้านที่มองเห็นวิวแม่น้ำอย่างเต็มตา การได้นั่งกินข้าวช้า ๆ โดยไม่เลื่อนมือถือดูอีเมลหรือข้อความสั่งงาน คือนิยามของการ “ลาออกจากความเครียด” อย่างแท้จริง ร้านอาหารใน River City มีให้เลือกหลายสไตล์ ตั้งแต่ร้านอาหารฟิวชันเก๋ ๆ ไปจนถึงร้านนั่งเล่น ซึ่งคุณสามารถเลือกได้ตามความต้องการและงบประมาณเพื่อให้มื้อนี้เป็นรางวัลสำหรับการทำงานหนักของคุณ ในช่วงบ่ายลองเปลี่ยนโหมดมาโฟกัสที่ประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อปที่น่าสนใจ เช่นที่ Soul Salt River City ซึ่งเป็น Paint Bar ยอดนิยมที่คุณสามารถวาดรูปสเก็ตช์หรือระบายสีอะคริลิกบนผืนผ้าใบได้แม้ไม่มีพื้นฐานศิลปะ กิจกรรมเหล่านี้ใช้เวลาไม่นานและทำให้คุณภูมิใจในผลงานที่มีชิ้นเดียวในโลก ภาพที่ 4 พระอาทิตย์ตกยามเย็น [ถ่ายโดย ผู้เขียน] เมื่อเวลาใกล้เย็น แนะนำให้เดินออกมาสูดอากาศบริเวณลานริมแม่น้ำอีกครั้ง แสงแดดอ่อน ๆ และบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ใกล้จะตกจะทำให้ River City ดูอบอุ่นและโรแมนติกเป็นพิเศษ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการถ่ายรูปเงาสะท้อนน้ำ บรรยากาศที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามสีของท้องฟ้าช่วยให้จังหวะหัวใจช้าลงและช่วยให้ความคิดในหัวชัดเจนขึ้น ก่อนจะจบการเดินทางสั้น ๆ ในวันนี้แนะนำให้ลองแวะไปที่ร้าน The Gallery Shop บริเวณ ชั้น 1 เพื่อหาของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ตัวเอง ร้านนี้รวบรวมสินค้าไลฟ์สไตล์และของสะสมที่มีดีไซน์ เอกลักษณ์จากศิลปินรุ่นใหม่ไว้มากมาย การได้เลือกซื้อของที่มีความหมายทางใจช่วยให้รู้สึกว่าการออกมาเที่ยวครั้งนี้คุ้มค่า ทุกครั้งที่คุณเห็นของเหล่านี้วางอยู่บนโต๊ะทำงาน มันจะคอยเตือนให้นึกถึงความรู้สึกดี ๆ ที่ได้รับ และเป็นแรงผลักดันเล็ก ๆ ในการใช้ชีวิตของคนทำงานยุคใหม่ สุดท้ายนี้ River City Bangkok ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์การค้าหรือแกลเลอรีเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่พักใจที่เปิดกว้างสำหรับคนเมืองทุกคน หากคุณกำลังรู้สึกเหนื่อยล้า ลองอนุญาตให้ตัวเอง “ลาออกจากความเครียด” เพียงหนึ่งวันแล้วมาสัมผัสบรรยากาศที่นี่ คุณไม่จำเป็นต้องมีเวลาว่างมากมาย แค่มีใจที่อยากจะพักก็เพียงพอแล้ว เพราะการดูแลตัวเองที่ดีที่สุด เริ่มต้นจากการให้เวลากับตัวเองเพียงเล็กน้อยในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจแห่งนี้ อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !