ช่วงที่อยากพักสมองแบบไม่ต้องลางานยาว ๆ เราเลยเลือกไป “เกาะสีชัง” เพราะเดินทางง่ายมาก จากฝั่ง ศรีราชา นั่งเรือข้ามไปไม่นานก็ถึงแล้ว บอกเลยว่าเป็นทริปที่เกินความคาดหวังสุด ๆ ตอนแรกคิดว่าเป็นเกาะเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ไปเช้าเย็นกลับพอ แต่พอไปถึงจริง ๆ บรรยากาศมันต่างจากที่คิดมาก เกาะไม่ได้เน้นหาดเล่นน้ำยาว ๆ แบบทะเลดัง ๆ แต่เสน่ห์ของที่นี่คือความสงบ ความเรียบง่าย และความโล่งของวิวทะเลที่มองไปสุดสายตา ที่นี่เป็นโพรงหินธรรมชาติที่ทะลุออกไปเห็นทะเลอีกฝั่งหนึ่ง พอเดินเข้าไปใกล้ ๆ จะได้ยินเสียงคลื่นกระทบหินก้องอยู่ด้านใน บรรยากาศมันมีความดิบ ๆ ของธรรมชาติ หินสีเทาน้ำตาลตัดกับสีฟ้าของทะเลด้านนอก พอแสงแดดส่องลอดเข้ามาในช่องหิน จะเกิดเป็นกรอบภาพธรรมชาติที่สวยมาก เวลายืนมองออกไปจากปากถ้ำ จะเห็นทะเลกว้างอยู่ตรงหน้า คลื่นซัดเข้ามาเป็นจังหวะ บางช่วงน้ำกระเซ็นขึ้นมากระทบโขดหินให้ความรู้สึกสดชื่นสุด ๆ ถ่ายรูปออกมาจะได้ฟีลเหมือนกำลังยืนอยู่ในหน้าต่างหินที่เปิดออกสู่ทะเล แต่แนะนำให้ระวังพื้นหินลื่น และเลือกไปช่วงที่คลื่นไม่แรงมาก จะได้เดินสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ถ้าพูดถึงทะเลที่ได้ลงเล่นน้ำจริง ๆ ของเกาะสีชัง หลายคนจะนึกถึง หาดถ้ำพัง เพราะที่นี่ถือเป็นหาดหลักของเกาะเลย บรรยากาศของหาดถ้ำพังค่อนข้างเปิดโล่ง มองออกไปจะเห็นทะเลกว้างสุดสายตา น้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวตัดกับโขดหินสองฝั่งที่โอบล้อมชายหาดไว้ ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นอ่าวเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่บนเกาะ ทรายที่นี่ไม่ได้ขาวละเอียดมากแบบทะเลภาคใต้ แต่เดินสบายเท้า และมีพื้นที่ให้นั่งพักผ่อนพอสมควร คลื่นจะมีแรงบ้างในบางช่วง โดยเฉพาะวันที่ลมแรง ทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวา น้ำกระทบฝั่งเป็นฟองขาว ๆ ถ่ายรูปออกมาแล้วได้ฟีลทะเลธรรมชาติแบบไม่ปรุงแต่ง ช่วงสายถึงบ่ายแดดจะค่อนข้างแรง แต่ลมทะเลช่วยให้ไม่ร้อนอึดอัดจนเกินไป หลายคนเลือกลงเล่นน้ำ นั่งเสื่อรับลม หรือสั่งอาหารทะเลมาทานริมชายหาด เป็นความสบายแบบเรียบง่าย ไม่ต้องมีกิจกรรมเยอะก็มีความสุขได้ ถ้าไปช่วงเย็น แสงจะนุ่มลง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี บรรยากาศจะเงียบลงกว่าตอนกลางวัน เหมาะกับการนั่งมองทะเลเฉย ๆ ปล่อยใจให้ช้า ๆ อีกมุมหนึ่งของเกาะที่บรรยากาศค่อนข้างสงบและไม่วุ่นวาย คือ แหลมจักรพงษ์ ที่นี่ให้ความรู้สึกต่างจากชายหาด เพราะเป็นแนวแหลมยื่นออกไปในทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นโขดหินและลานหินกว้าง ๆ มองออกไปจะเห็นผืนน้ำสีครามตัดกับเส้นขอบฟ้าแบบชัดเจนมาก เวลาลมพัดแรง ๆ คลื่นจะซัดกระทบหินเกิดเป็นฟองขาว ดูทั้งดิบและสวยในเวลาเดียวกัน บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบ เหมาะกับการมายืนรับลมทะเลแรง ๆ หรือหามุมถ่ายรูปแนวธรรมชาติแบบไม่ปรุงแต่ง ช่วงเย็นแสงจะตกกระทบผิวน้ำเป็นประกายสีทอง ทำให้ทั้งบริเวณดูนุ่มขึ้น ต่างจากตอนกลางวันที่จะดูเข้มและคมชัดกว่า ความพิเศษของแหลมจักรพงษ์คือความโล่ง โปร่ง และความรู้สึกเหมือนยืนอยู่ปลายเกาะ มองทะเลกว้างสุดสายตา ไม่มีสิ่งปลูกสร้างบดบัง เป็นมุมที่ทำให้รู้สึกเล็กลงเมื่อเทียบกับธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ช่วงเย็นเป็นเวลาที่สวยมากเป็นพิเศษ ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสีจากฟ้าอ่อนเป็นส้ม แล้วไล่เฉดไปชมพูและม่วงอ่อน เส้นขอบฟ้าดูชัดเจน เรือสินค้าลำใหญ่ที่จอดอยู่ไกล ๆ กลายเป็นเงาดำตัดกับแสงสุดท้ายของวัน เป็นภาพที่ดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์มาก พอตกกลางคืน เกาะทั้งเกาะจะเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีเสียงรถวุ่นวาย มีเพียงเสียงลมทะเลกับคลื่นเบา ๆ ท้องฟ้ามืดสนิทกว่าในเมือง ทำให้เห็นดาวชัดขึ้น บรรยากาศแบบนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ ถ้าไม่ได้ออกมานอกเมืองจริง ๆ รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !