30 สิงหาคม 63 เติมพลังก่อนเดินทาง “กระเพราหมูสับไม่เผ็ด ไข่ดาว 1 ที่ค่ะ” สุบอกรายการอาหารให้กับเจ้าของร้านที่ยืนรออยู่ข้างโต๊ะ หนุ่มวัยสามสิบกลางๆ ร่างเล็ก ก้มหน้าจดรายการอาหารลงสมุดพกแล้วก็ผละออกไป ร้านอาหารแห่งนี้ เป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ริมถนนพุทธรักษา สร้างเป็นกระท่อมอยู่ข้างบ่อปลา ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังกินอาหารอยู่บนแพ บรรยากาศของมื้อเช้าวันหยุดครั้งนี้ แตกต่างชิ้นเชิงกับการนั่งกินที่บ้าน “เรามาเดาราคาอาหารกัน” ผมพูดขึ้นขณะที่ทุกคนกำลังอร่อยกับมื้อเช้า เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผมมักจะชวนเด็กคิดเลขและฝึกเป็นคนช่างสังเกตุ “มื้อนี้ ทั้งหมดเท่าไหร่?” ดาต้าไวกว่าพี่สาวสาดสายตาจับป้ายเมนูและราคาอาหารที่แขวงไว้ที่ขื่อกลางร้าน เนิร์สกวาดสายตาทั่วโต๊ะสำรวจอาหารแต่ละจาน “300 บาทค่ะ” ดาต้าพูดไม่เต็มเสียงนัก ก่อนจะเปลี่ยนใจ “ไม่ ไม่ เปลี่ยนเป็น 310 บาทค่ะ” “270 บาท” แม่สุเดา “370 บาท” ผมเดาบ้าง “ของนู๋ 350 บาท” เนิร์สพูดเป็นคนสุดท้าย ขณะที่ปู่นั่งมองด้วยใบหน้ายิ้มๆ สุเรียกหญิงร่างเล็กประจำร้านมาคิดเงิน หญิงสาวประเปรียวสมตัว จิ้มเครื่องคิดเลขด้วยความคล่องแคล่ว “325 บาทค่ะ” หญิงสาวเฉลยคำตอบในท้ายที่สุด ดาต้ายิ้มแก้มแทบปริในฐานะที่เป็นคนทายค่าอาหารมื้อนี้ได้ใกล้เคียงที่สุด “เป็นนู๋สักที” ดาต้าพูดขึ้น พลางถอนหายใจแรง “เมื่อวานแม่ วันนี้นู๋” พร้อมกับย้ำความเป็นผู้ชนะอีกรอบ ปลายทางตลาดน้ำคลองลัดมะยม “ไปเที่ยวไหนกันดี” ผมถามขึ้นขณะที่ทุกคนอยู่ในรถพร้อมกันแล้ว ผมเสนอว่าอยากจะไปวัด แต่สาวๆ ประสานเสียงกันคัดค้านมา ทำให้ขอเสนอของผมเป็นโมฆะไป ดาต้าออกอาการงอแง้ร้องอยากกลับบ้าน เพราะไม่อยากเดินและต้องการเล่นเกมส์อยู่ที่บ้านมากกว่า แต่ก็โดนปู่ปรามเอาไว้ เลือกกันอยู่นานและทำท่าว่าจะไม่มีจุดหมายปลายทางสำหรับการเที่ยวชนิดที่ไม่ได้เตรียมตัวกันล่วงหน้าแบบนี้ “ตลอดคลองลัดมะยม เป็นยังไง ยังไม่เคยไปนะ” สุเสนอขึ้นมา ไม่มีใครขัด เพราะยังไม่เคยรู้จัก อยู่ที่ไหนผมก็ยังไม่รู้เลย ผมหาแผนที่จากกูเกิล ข้อมูลโชว์ว่า อยู่แถวตลิ่งชัน กรุงเทพ ห่างจากแพรกษา สมุทรปราการ 50 กม. ใช้เวลาเดินทาง 65 นาที โดยไม่ต้องคิดมาก ผมก็ปักหมุดที่นั่นแล้วออกเดินทางทันที กูเกิลแสนฉลาดนำผมจากถนนราชพฤกษ์ เข้าถนนอินทราวาส ตัดเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 1 ตรงปากทางเข้าถนนบางระมาดพอดี บนแผนที่บอกระยะทางอีก 4.7 กม.จะถึงตลาดน้ำ แต่บางช่วงของถนนเส้นนั้นเป็นสีแดง แสดงว่ารถติด ไม่ต้องเดา มีป้ายแนะนำให้หลีกเลี่ยงเส้นทางเพราะงานก่อสร้าง ตั้งเด่นอยู่กลางถนน แต่ก็ยังมีรถจำนวนไม่น้อยเลี้ยวตามกันเข้ามา หนึ่งในนั้นก็เป็นรถของเราด้วย ด้วยความที่รถไม่ขยับเลย ผมจึงไม่เสี่ยงเดินทางต่อ ตัดสินใจกลับรถออกมาสู่ถนนพุทธมณฑลสาย 1 อีกครั้ง เพื่ออ้อมเข้าอีกทาง โดยขับตามถนนพุทธมณฑลสาย 1 ประมาณ 10 นาที เลี้ยวซ้ายเข้าถนนบรมราชชนนี และเลี้ยวซ้ายอีกครั้งเพื่อเข้าถนนกาญจาภิเษก วิ่งเส้นคู่ขนานอีกประมาณ 10 นาทีก็ถึงปากเข้าถนนบางระมาดฝั่งถนนกาญจาภิเษก ตรงปากทางมีเต้นขายรถยนต์มือสองขนาดใหญ่ ชื่อเต้นท์คุณหญิง ลัดเลาะตามทางไปพักใหญ่ๆ ก็เจอจุดรับฝากรถ ผมก็เลี้ยวเข้าไปจอด พร้อมกับจ่ายเงิน 20 บาท ตอนนั้นเป็นเวลา 10 โมงเล็กน้อย ลานจอดยังมีรถไม่มาก และคนก็ยังไม่เยอะ “ตรงนั้นไง ร้านเจ้ต๊อกแต๊ก” สุพูดพลางชี้ให้ผมดูร้านส้มตำตรงข้ามลานจอด ผมมองเห็นหน้าแม่ค้าที่กำลังส่งเสียงวี๊ดว๊ายอยู่กับลูกค้าก็ถึงบางอ้อ คนดังของโชเชียลมีเดียนั่นเอง ขึ้นชื่อลือชาเรื่องลีลาตำส้มตำ ขณะนั้นมีลูกค้านั่งรออยู่หน้าหลายคน เราเดินเลาะริมทางจนถึงสะพานข้ามคลองลัดมะยม ตลาดอยู่ทั้ง 2 ฟากถนน ตั้งเลียบเลาะขนานกับลำคลอง เราเลือกเดินเข้าตลาดทางขวามือ จากบนสะพานเราจะมองเห็นเพียงหลังคาตลาด แต่เมื่อเข้ามาข้างในตลาดแล้ว เหมือนหลุดเข้าอีกโลกหนึ่ง ความคึกคักของพ่อค้าแม่ขายและนักท่องเที่ยวจอแจดีนัก ผมเดินนำสาวๆ ตรงไปยังร้านขายไอติมโบราณ หาไอติมพร้อมน้ำดื่มเย็นๆ มานั่งกินดับร้อนกันอยู่ที่หน้าร้าน เท่าที่กวาดสายตาสำรวจพบว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องอาหารการกินซะมากกว่า เราไม่มีเป้าหมายชัดเจนนักในการเดินทางมาที่นี่เช่นเดียวกับคนอื่นๆ บางกลุ่มอาจตั้งใจมานั่งกินข้าวกันที่นี่ ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ แต่เราเลือกที่จะเดินสำรวจไปเรื่อยๆ สิ่งที่มองดูพิเศษหน่อยสำหรับผม เห็นจะเป็นโต๊ะรับตรวจสุขภาพฟรี เยื้องกับร้านไอติม อีกหนึ่งเป็นร้านขายหน้ากากอามัย แม่ค้าประกาศเสียงดังฟังชัด “งานไทยคะ 3 ชั้น กล่องละ 50 บาท” เป็นร้านที่ได้รับการตอบรับจากลูกเยอะพอตัว เดินเลาะกันจนเหงื่อท่วมแล้วก็พากันเดินขึ้นสะพานไม้ที่เรียกว่าสะพานบุญข้ามไปอีกฟากของคลอง ลำคลองมีความกว้างประมาณ 5-7 เมตร กว้างพอให้เรือหางยาง 2 ลำแล่นสวนกันได้ มีเรือคอยบริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการนั่งเรือล่องลำคลองด้วย ฟากนี้ของคลองมีเพียงร้านขายของที่ระลึกไม่กี่ร้าน ดาต้า เนิร์ส มาหยุดหน้าร้านหนึ่ง แล้วซื้ออาหารให้ปลาสวายในคลอง เราเลาะริมคลองไปอีก คราวนี้มองเห็นเรือนกระจกสีขาว มีต้นไม้เขียวครึมตั้งอยู่ด้านหน้า เก้าอี้ โต๊ะสีขาว กระจายรอบใต้ไม้ มีตัวอักษรสีขาว บนป้ายสีดำ บอกชื่อสถานที่ว่า “Coffee Bakery Cactus Farm” สายตาของสาวๆ เป็นประกาย แล้วก็เดินลิ่วตรงไปยังเรือนกระจกหลังนั้น ความฉ่ำเย็นของเครื่องปรับอากาศภายในเรือนกระจกทำให้เหมือนอยู่คนละโลกกับสภาพอากาศด้านนอก ระหว่างที่สาวๆ สั่งเครื่องดื่มมานั่งกินกัน ผมก็เดินสำรวจสถานที่ ด้านในสุดของร้านมีห้องเล็กๆ แสดง Cactus สวยๆ ส่วนฟาร์มอยู่ทางด้านหลังร้าน เท่าที่สังเกตุฟาร์มได้รับการตอบรับที่ดีไม่น้อย แทบทุกกระถางมีป้ายบอกราคาชัดเจน ตั้งแต่หลักสิบ ไปถึงหลักพันบาท ผมซื้อติดมือมาหนึ่งชิ้นสำหรับเป็นของฝากให้กับหัวหน้าผู้ที่รักและชื่นชอบ Cactus เมื่ออุณภูมิในร่างกายเย็นลงแล้ว ความเหนื่อย เหมื่อยล้า ก็มาเยือน ทำให้แผนเดินเลาะตลาดอีกฟากถนนถูกยกเลิก เหลือเพียงหาซื้อของกินเล่นขณะเดินออกจากตลาดเท่านั้น แสงแดดตอนบ่ายโมงร้อนระอุ เมือเดินพ้นชายคาตลาดออกมาต้องหลับตาปรับสภาพสายตาอยู่อึดใจหนึ่ง จากนั้นก็เดินไปยังลานจอดรถ สภาพของลานจอดตอนนี้ ไม่มีที่ว่างแล้ว แสดงให้เห็นความเป็นที่นิยมของตลาดแห่งนี้ รถแล่นออกจากลานจอดได้ไม่นาน สาวๆ ก็เงียบเสียง มองผ่านกระจกหลัง พบว่าหลับกันหมดแล้ว ส่วนพ่อที่นั่งข้างๆ ก็กำลังปรับเอนเบาะเล็กน้อย ยกมือขึ้นกอดอกแล้วหลับตาลง.