2 ธันวาคม 2024 (08:00) อากาศเย็นกับแสงอาทิตย์อ่อนๆยามเช้าของคุซัทสึค่อยๆ เล็ดลอดผ่านบานประตูกระดาษ ปลุกฉันให้ตื่นอย่างนุ่มนวล ครึ่งหนึ่งของตัวฉันอยากลุกขึ้น แต่อีกครึ่งหนึ่งอยากมุดกลับเข้าไปในรังอันแสนอบอุ่นของฟูกฟุตงแล้วอยู่ตรงนั้นไปตลอดกาล ไอน้ำยังคงลอยเอื่อยอยู่เหนือถนนด้านนอก ราวกับเป็นลมหายใจสุดท้ายของเมืองออนเซ็นแห่งนี้ ฉันเก็บกระเป๋า โค้งศีรษะเล็กน้อยให้เจ้าของเรียวกัง เธอโบกมือส่งพร้อมรอยยิ้มและคำว่า “อาริงาโตะ โกไซมัส” ก่อนที่ฉันจะก้าวออกไปสู่อากาศหนาวอีกครั้ง การจากสถานที่อันเงียบสงบมักมีความเศร้าปนอยู่เสมอ เป็นความเงียบที่ยังคงติดตัวเรา แม้เราจะเดินจากที่แห่งนั้นมาไกลแล้วก็ตาม รถบัสค่อยๆเลี้ยวไปตามถนนบนภูเขา ผ่านผืนป่าที่ต้นไม้ผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งก้าน ตามขอบถนนยังมีหิมะบางๆเกาะอยู่ เป็นการประกาศอย่างเงียบๆว่า ฤดูหนาวกำลังเดินทางมาแล้ว ฉันมองคุซัทสึค่อยๆเลือนหายไปด้านหลัง ไอน้ำจากออนเซ็นแห่งสุดท้ายลอยขึ้น ราวกับกำลังโบกมือลา เหมือนทั้งเมืองกำลังกระซิบว่า “มาตาเนะ” “แล้วพบกันใหม่นะ” เช่นเดียวกับปลายฤดูใบไม้ร่วงที่ค่อยๆ ส่งไม้ต่อให้ฤดูหนาวอย่างอ่อนโยน เมื่อถึงสถานีรถไฟ ฉันขึ้นชินคันเซ็น เป็นรถไฟความเร็วสูงที่ใครไปญี่ปุ่นต้องลองนั่งเลยละ ไม่ถึงสองชั่วโมง ฉันก็กลับสู่โตเกียว เมืองที่ดูเหมือนไม่เคยหยุดนิ่งนานพอให้ใครได้พักหายใจ และเพียงชั่วพริบตาความเงียบก็กลายเป็นเสียงอึกทึก ทันทีที่ก้าวลงจากรถไฟที่ชินจูกุ โลกทั้งใบก็ระเบิดออกเป็นความเคลื่อนไหว เสียงฝีเท้า เสียงผู้คนพูดคุย เสียงล้อลากกระเป๋า และเสียงเพลงต้อนรับจากร้านสะดวกซื้อ ให้ความรู้สึกราวกับฉันเผลอเดินเข้าไปกลางรังมด ผู้คนเคลื่อนตัวอย่างมีจุดหมาย เดินสลับกันไปมาราวกับมีเส้นทางที่มองไม่เห็นคอยกำหนดไว้ ฉันยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ถือกระเป๋าไว้ในมือ มองชีวิตที่กำลังเล่นด้วยความเร็วสองเท่า กว่าฉันจะเจอที่พักในโตเกียว ทำเอาฉันเดินหลงตรอกแล้วตรอกเล่าไปหลายรอบ โรงแรมเล็ก ๆ ของฉันซ่อนตัวอยู่ในตรอกแคบใกล้ถนนมาจิดะ รายล้อมด้วยแสงไฟนีออน และตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติที่ส่งเสียงหึ่งๆ ราวกับมีชีวิต พนักงานสาวยิ้มให้ ยื่นคีย์การ์ดมา พร้อมบอกว่า “ห้องอยู่ชั้นเจ็ดนะคะ… นานะไค เดส” ห้องพักมีขนาดพอดีกับตัวฉัน และความคิดของฉัน แต่หน้าต่างกลับเปิดออกสู่เส้นขอบฟ้าของโตเกียวที่ส่องประกายไม่รู้จบ (15:00) ฉันเดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนน พยายามปรับจังหวะการก้าวของตัวเองให้เข้ากับเมืองแห่งนี้ เดินผ่านร้านค้า ร้านอาหาร ผ่านศาลเจ้ามาจิดะเท็นมังกู ฉันเห็นนักเรียนหลายคนกำลังโค้งคำนับและตั้งใจอธิษฐาน และในระหว่างนั้นฉันก็สำรวจร้านอาหารสำหรับมื้อค่ำมื้อแรกในเมืองโตเกียวที่แสนวุ่นวาย และดูเหมือนว่าจะมีร้านค้ามากมายให้เลือกเต็มไปหมด และฉันก็ต้องตัดสินใจอีกครั้ง ระหว่างร้านอาหารที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ กับร้านเล็กๆ ที่เงียบสงบ มีแสงไฟอุ่นๆส่องออกมาสู่ถนน ฉันเลือกร้านที่เงียบกว่า และเป็นร้านที่มีเครื่องกดสั่งอาหารแบบอัตโนมัติ ไม่นาน ราเม็งโชยุร้อนๆ ก็ถูกยกมาวางตรงหน้า น้ำซุปเข้มข้น เส้นเหนียวนุ่มกำลังดี เมนมะเค็มพอดี เป็นรสชาติของความอบอุ่น ท่ามกลางเมืองที่ไม่เคยหยุดวิ่ง ฉันนั่งทานหน้าเค้าเตอร์บาร์ที่มีเชฟคอยทำเส้นให้ดูสดๆ อย่างชุนละมุน หลังอาหารเย็น ฉันเดินหลงอยู่ในเขาวงกตของร้านขายของมือสองขนาดใหญ่ เดินดูเสื้อผ้าเรียงรายสุดสายตา เสื้อโค้ตขนสัตว์ และแจ็คเกตที่ไม่คิดว่าจะได้กลับไปใส่ในประเทศไทย แต่นี่คือข้ออ้างที่ดีที่สุดให้ฉันกลับมาญี่ปุ่นอีกครั้ง 3 ธันวาคม 2024 (08:30) ฉันตื่นขึ้นมาในย่านมาจิดะ พร้อมกับตรอกเล็กๆ ที่เงียบผิดปกติ เงียบจนแทบไม่เหมือนกับความคึกคักเมื่อคืนเลย ให้ความรู้สึกราวกับทั้งเมืองกำลังฟื้นตัวจากอาการแฮงก์หลังงาน ‘โนมิไค’ หรือปาร์ตี้สังสรรค์ของตัวเอง โรงแรมไม่ได้มีอาหารเช้าให้ ฉันจึงเดินออกมาเรื่อยๆ ก่อนจะเจอร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง มื้อเช้าวันนี้คือข้าวสวยกับปลาซาบะย่าง อาหารธรรมดาๆ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังบอกว่า “ไม่ต้องกังวลนะ… วันนี้จะเป็นวันที่สบายๆ” ภารกิจของวันนี้มีเพียงข้อเดียวคือการปลดปล่อยเด็กน้อยในตัวเองที่ Harry Potter Studio Tour ซึ่งหน้าประตูทางเข้า ผู้คนยืนรวมตัวกันราวกับกำลังจะเริ่มพิธีเวทมนตร์ครั้งยิ่งใหญ่ เหมือนในฉากที่เหล่าพ่อมดแม่มดร่วมกันร่ายคาถาไล่เวทมนต์ชั่วร้าย และเมื่อเดินเข้าไปข้างใน ทุกมุมเต็มไปด้วยฉากและอุปกรณ์ประกอบภาพยนตร์ มันให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของพ่อมดแม่มดจริงๆ ถึงขั้นมีช่วงหนึ่งที่ฉันเผลอกระซิบกับตัวเองว่า “นี่ฉันกำลังฝันอยู่หรือเปล่านะ? เหมือนนักเรียนปีหนึ่งของฮอกวอตส์ที่ยังงงกับทุกสิ่งรอบตัว หลังจากค่อยๆ ไหลไปตามฝูงชน ฉันก็ไปโผล่อยู่ท้ายแถวอันยาวเหยียด แถวของเครื่องดื่มที่ขึ้นชื่อว่า “หวานที่สุด และเป็นเบียร์ที่อุ่นที่สุดในโตเกียว” บัตเตอร์เบียร์เสิร์ฟมาในแก้วใสที่ดูเหมือนหลุดข้ามเวลามาจากศตวรรษที่สิบเก้า รสชาติของมัน… อุ่น หวาน และอันตรายต่อการติดใจอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่อันตรายกว่านั้นคือร้านขายของที่ระลึก ฉันพยายามทำตัวใจเย็น เฝ้าสังเกตตัวเองเหมือนนักวิทยาศาสตร์กำลังทำการทดลอง “ใจเย็นไว้” “อย่าทำเหมือนตอนเมืองออนเซ็นอีกนะ” แต่แน่นอน…สุดท้ายฉันก็เดินออกมาพร้อมถุงของฝากใบใหญ่เหมือนเดิม “โชงะไนเนะ…” “ก็ช่วยไม่ได้นี่นา” (17:30) เมื่อกลับถึงโรงแรม ฉันนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเงียบๆ อยู่คนเดียว รายล้อมไปด้วยสมบัติวิเศษทั้งหลายที่ฉัน…ไม่เคยตั้งใจจะซื้อเลยแม้แต่น้อย อย่างน้อย…ก็ไม่ใช่ในเมืองที่วุ่นวายที่สุดของญี่ปุ่น ที่แม้แต่เบียร์พ่อมดปลอมๆ หนึ่งแก้ว ก็ยังสามารถเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ได้ 4 ธันวาคม 2024 (08:00) ฉันตื่นขึ้นมาในเช้าวันสุดท้ายของการอยู่โตเกียว หลังจากต่อสู้กับการยัดข้าวของลงกระเป๋าเดินทางอยู่พักใหญ่ ซึ่งตอนนี้มันดูเหมือนเพิ่งผ่านพายุของฝากถล่มมาเสียมากกว่า ฉันก็เดินกลับไปยังร้านอาหารเล็กๆ ร้านเดิมในย่านมาจิดะ มื้อเช้าวันนี้ยังเป็นเซ็ตหมูย่างกับซุปมิโสะเหมือนเดิม ฉันค่อยๆ ลิ้มรสทุกอย่างอย่างตั้งใจ ราวกับหวังว่าจะดาวน์โหลดความทรงจำทั้งหมดลงไปเก็บไว้ในต่อมรับรสของตัวเองได้ แสงแดดยามเช้า ตรอกเล็กๆ ที่เงียบสงบ ไอน้ำที่ลอยขึ้นจากชามมิโสะ ทุกสิ่งเหมือนกำลังโบกมือลาอย่างอ่อนโยน “แล้วพบกันใหม่นะ… มาจิดะ” ฉันเช็กเอาต์จากโรงแรม ลากกระเป๋าเดินทางที่ตอนนี้มีส่วนผสมประมาณ 70% ของฝากและ30% การตัดสินใจที่น่าตั้งคำถาม ไปฝากไว้ในล็อกเกอร์ที่สถานีอุเอโนะ ฉันยังเหลือเวลาอีกประมาณสิบสองชั่วโมงก่อนต้องออกจากญี่ปุ่น จึงตัดสินใจใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดกับ สวนสัตว์อุเอโนะ โอเอซิสสีเขียวที่ตั้งอยู่ใจกลางโตเกียวอย่างมั่นใจ ราวกับไม่เคยได้ยินเรื่องราคาที่ดินในเมืองนี้มาก่อน สวนสัตว์ใหญ่กว่าที่คิดมาก ใหญ่แบบ…ใหญ่อย่างไร้เหตุผล ฉันรู้ทันทีว่า ถ้าไม่มีความอึดระดับนักวิ่งมาราธอน หรือความมุ่งมั่นแบบผู้ปกครองที่กำลังพาลูกทัศนศึกษา คงไม่มีทางเดินครบทั้งหมดได้ แต่เพียงแค่มองผู้คนก็สนุกแล้ว เด็กๆ หัวเราะกันอย่างร่าเริง ครอบครัวยิ้มให้กัน บางคนนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ที่ใบสีส้มกำลังเตรียมร่วงรับฤดูหนาว แล้วฉันก็เจอแถวที่ยาวเสียจนฉันอดสงสัยไม่ได้ว่ามีอะไรน่าสนใจตรงนั้น และฉันก็ต่อท้ายโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลายแถวมีอะไร ระหว่างรอ ฉันเริ่มคำนวณว่าจะอ่านหนังสือได้กี่หน้า หรือควรซื้อของกินติดมือมาตั้งแต่แรกหรือเปล่า และอีกนานแค่ไหน ขาของฉันจะยื่นคำร้องประท้วงอย่างเป็นทางการ ในที่สุด…ก็ถึงคิวการเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่คือ “แพนด้า” ผู้คนส่งเสียงฮือฮา กล้องถ่ายรูปดังไม่หยุด ส่วนพระเอกของวันนี้นั้น…กำลังกินไผ่ และใช้ชีวิตแบบปกติในวันธรรมดาของมัน นั่นคือการแสดงทั้งหมด มันเคี้ยวอย่างช้าๆ เป็นจังหวะ สง่างาม และไม่รู้เลยว่ามีมนุษย์นับร้อยกำลังเฝ้าหวัง อย่างน้อยก็ให้ตีลังกาสักครั้งหรือขยิบตาให้หน่อยก็ยังดี หลังจากติ๊กเครื่องหมายถูกหน้าคำว่า “ดูแพนด้าแล้ว” ฉันก็เดินต่อไปยัง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่ซึ่งมีนิทรรศการเกี่ยวกับสัตว์จำพวกมอลลัสกา หรือสัตว์จำพวกหอย จัดพิเศษพอดี และมันน่าสนใจกว่าที่คิดมาก ฉันอดชื่นชมความทุ่มเทของนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ทั้งตัวอย่างสิ่งมีชีวิตที่เก็บรักษาไว้อย่างดี โครงกระดูกที่จัดแสดงอย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงป้ายอธิบายที่เขียนด้วยความจริงจัง ราวกับนักปราชญ์ในสมัยโบราณเป็นคนเขียนเอง ฉันอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเด็กๆ ในประเทศไทยได้มาเห็นนิทรรศการแบบนี้ ครึ่งหนึ่งคงโตไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ ส่วนอีกครึ่ง…อย่างน้อยก็คงเลิกกลัวหอยเสียที (16:30) พระอาทิตย์กำลังลับหลังคาพิพิธภัณฑ์แล้ว ในตอนที่เดินออกมาข้างนอก แต่ค่ำคืนเพิ่งเริ่มต้น เพราะด้านหน้ากำลังมีงานเทศกาลพอดี เสียงเพลงสนุกๆ ลอยมาจากเวทีใหญ่ ผู้คนกำลังเต้นรำ ร้านอาหารเรียงรายส่องแสงอบอุ่นใต้ท้องฟ้ายามเย็น ฉันอยากเข้าไปร่วมงานเหลือเกิน แต่เวลาของฉันกำลังไหลหมดลง เหมือนนาฬิกาทรายเศร้าๆในละครสักเรื่อง ฉันเดินกลับไปยังสถานี ด้วยอารมณ์หมองเศร้า ปล่อยให้เสียงดนตรีของงานเทศกาลค่อยๆ จางหายอยู่ข้างหลัง แล้วคิดกับตัวเองว่า “ฉันจะกลับมาญี่ปุ่นอีกแน่นอน” “แล้วครั้งหน้า… ฉันจะไม่พลาดของกินในงานเทศกาลอีกแล้ว” (24:00) ขณะที่เครื่องบินส่งเสียงครางแผ่วเบาอยู่บนรันเวย์ก่อนทะยานขึ้นฟ้า ฉันพบว่าตัวเองกำลังคิดถึง…ไม่ใช่งาน ไม่ใช่อีเมลที่กำลังรออยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เป็น…ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันได้กินในกุนมะ ไม่ใช่อาหารที่ฉันวางแผนไว้ในลิสต์ตั้งแต่แรก แต่กลับเป็นเมนูที่โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัวระหว่างทางต่างหาก ‘โทโระโระอุด้ง’ ที่ทั้งลื่น ทั้งซื่อตรงกับเนื้อสัมผัสของตัวเองเสียจนไม่มีอะไรปิดบัง ยังคงติดอยู่บนปลายลิ้นของฉัน ‘ข้าวหน้าหมูสไลซ์’ จากร้านยาโยอิในทาคาซากิ ก็เป็นเมนูที่ลืมไม่ลง เป็นอาหารประเภทที่แอบย่องเข้าไปอยู่ในความฝันของคุณโดยไม่ขออนุญาต แม้แต่เรื่องเล่าของสุนัขจิ้งจอกกับคิตสึเนะโซบะ ก็ยังวนเวียนอยู่ในหัว ราวกับเส้นโซบะพยายามสอนนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นให้ฉันผ่านมื้ออาหาร ส่วน ‘วากาซากิ’ ปลาตัวเล็กจากทะเลสาบฮารุนะ ฉันยังรู้สึกได้ถึงความกรอบของมันอยู่เลย เมื่อไฟในห้องโดยสารค่อยๆ หรี่ลง ความคิดของฉันก็ลอยกลับไปยังสายลมของกุนมะอีกครั้ง ลมภูเขาที่เย็นจัด เย็นพอจะทำให้หูชาและเปลี่ยนทรงผมของคุณได้ในพริบตาเดียว ฉันนึกถึงคุซัทสึ ไอน้ำที่ลอยขึ้นจากออนเซ็น ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจ นึกถึงสัมผัสแรกของน้ำร้อนที่แสบผิวเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆ ยอมแพ้และปล่อยตัวให้ผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ “อิยาชิ…” การเยียวยาในแบบญี่ปุ่น ที่คุณไม่รู้เลยว่ามันกำลังเกิดขึ้น จนกระทั่งก้าวออกมาจากบ่อน้ำแล้วพบว่าตัวเองรู้สึกเหมือนได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ฉันยังนึกถึงตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติด้วย มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เครื่องดื่มร้อน เครื่องดื่มเย็น เครื่องดื่มแปลกๆ ที่ฉันยังไม่รู้ว่าคืออะไร เมื่อคิดดูแล้ว…ฉันคงลองไปไม่ถึงสองเปอร์เซ็นต์ของเครื่องดื่มทั้งหมดในประเทศนี้ด้วยซ้ำ อีกเหตุผลหนึ่ง…ที่ต้องกลับมาอีกเหนือกว่าทิวทัศน์ และเหนือกว่าอาหาร สิ่งที่ยังคงอยู่กับฉันมากที่สุดคือ ‘ผู้คน’ คนขับรถบัสที่ตักเตือนเรื่องบัตร IC ด้วยความสุภาพ คุณป้าเจ้าของร้านอาหารสองคนที่ยิ้มให้ฉันราวกับรู้จักกันมาหลายปี น้ำใจเล็กๆ การกระทำเล็กๆ นั่นต่างหาก…คือรสชาติที่แท้จริงของการเดินทางในญี่ปุ่น มันไม่ใช่แค่ภูเขาที่สวยงาม ไม่ใช่เพียงศาลเจ้าหรือแสงไฟของเมือง แต่เป็นวิธีที่ทุกมื้ออาหาร ทุกการพบเจอ และทุกเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องเล่าเล็กๆ เรื่องหนึ่ง ที่ไหนสักแห่ง…ระหว่างถนนอันเงียบสงบของกุนมะกับความวุ่นวายของโตเกียว ฉันได้ตกหลุมรักการเดินทางครั้งนี้อย่างหมดหัวใจ เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นจากรันเวย์ ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วยิ้มเบาๆ ก่อนกระซิบว่า “แล้วฉันจะกลับมาอีกนะ” รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !