"ช้าง" สัตว์ประจำประเทศไทยที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน ครั้งหนึ่งช้างเคยอยู่เป็นผู้ช่วยในด้านการเดินทางและการขนส่ง ครั้งหนึ่งช้างเคยมีตัวตนอยู่บนผืนธงชาติ ทว่าบัดนี้ การจะได้พบเจอช้างนั้นเป็นโอกาสที่หาได้ยาก ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากเนื้อที่ที่ลดลงของแหล่งอาศัยตามธรรมชาติและปัจจัยภายนอกอีกหลายประการ ผมที่โตมาขนาดนี้แล้ว ก็ยังไม่เคยได้พบเจอช้างแบบใกล้ชิดมาก่อนในชีวิต การได้มีโอกาสได้สัมผัสกับวิถีระหว่างควาญและช้าง ได้เห็นว่าพวกเขานั้นอยู่ร่วมกันได้อย่างไร เรียกได้ว่าเป็นโอกาสสำคัญครั้งหนึ่ง ผมจึงจะขอนำพาทุกท่านเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ด้วยกันกับบทความ "2 วัน 1 คืน ณ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย" กันเลยครับ ที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย มีที่พักให้ทั้งหมดสามรูปแบบ ได้แก่ โรงแรม โฮมสเตย์ และรีสอร์ท ผู้ที่จะเข้าพักควรจองผ่านช่องทาง Official เสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าห้องพักจะยังไม่เต็ม ผมเองที่จองล่วงหน้าไปไม่ถึงเดือนก็เกือบจะจองที่พักไม่ทัน (รวมถึงกิจกรรมบางอย่างด้วย เช่น กิจกรรมอาบน้ำช้าง หรือโปรแกรมอื่น ๆ ที่ทางศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยจัดไว้ให้) [วันที่ 1] เมื่อเข้ามาแล้ว ไม่ว่าจะจองที่พักไว้หรือเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเช้าเย็นกลับ ให้มาแจ้งยังเคาน์เตอร์ก่อนเป็นอันดับแรก พนักงานประจำเคาน์เตอร์จะเป็นคนแนะนำพวกเราเองครับว่าตอนนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง ในกรณีของผมที่มาถึงทันกิจกรรมห้องเรียนของช้างช่วงเช้าพอดี เขาก็จะแนะนำให้ไปยังลานกิจกรรมก่อนค่อยไปเช็คอิน ณ ที่พัก กิจกรรมห้องเรียนของช้างช่วงที่ผมมาเที่ยวนี้ จะมีโชว์การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธงชาติไทย (เมื่อก่อนมีสีแดงขาว และเคยมีสัญลักษณ์ช้างอยู่กลางผืนธง กระทั่งเปลี่ยนมาเป็นธงชาติสีแดง-ขาว-น้ำเงินในปัจจุบัน), การเปลี่ยนแปลงว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างช้างและผู้คน, การแสดงความสามารถในการสื่อสารระหว่างควาญช้างกับช้าง เพื่อประโยชน์ทั้งด้านการอยู่ร่วมกัน ไปจนถึงด้านความสะดวกในการให้การรักษาช้างที่เจ็บป่วย ความพิเศษของกิจกรรมนี้ ผมคิดว่าอยู่ที่ความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้คล้ายคน ผมได้เห็นช้างกล่าวทักทายผู้คน ได้เห็นพวกเขาเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา ได้เห็นการวาดภาพด้วยงวง แล้วก็นิสัยที่ต่างกันไปของช้างแต่ละเชือก โดยเฉพาะช้างอายุน้อย ๆ ที่ดื้อซนอย่างเห็นได้ชัด ที่ไม่พูดไม่ได้คงเป็นช่วงที่เขาให้ผู้ชมอาสาลงมาเล่นโยนบอลกับช้างนี่แหละครับ หลังจากกิจกรรมจบลง ผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสตัวช้าง (ถ่ายรูปคู่กันด้วยก็มี) พร้อมทั้งให้อาหารช้าง เท่าที่ถามควาญดูแล้ว ช้างบางเชือกก็มีการเลือกกินเสียด้วย ยิ่งเป็นผมไม้รสหวานแล้ว ช้างตัวเล็ก ๆ ยิ่งชอบเลย มีอยู่เชือกหนึ่งที่ผมให้หญ้าไปหนึ่งมัด เขารับไว้แล้วฝากที่ควาญก่อน พอกินผลไม้อย่างอื่นเสร็จค่อยใช้งวงรับหญ้าที่ฝากไว้มากินทีหลัง พอเห็นภาพนั้นแล้วทุกคนก็ยิ้มกันใหญ่ (รวมถึงผมด้วย ดูยังไงก็เหมือนเด็กเลือกกินที่ชอบเขี่ยผักไว้ขอบจานครับ) ช่วงเที่ยงของวันนั้น ผมได้สั่งข้าวที่ครัวช้างไทยก่อนจะแวะไปเช็คอินที่โรงแรม กินข้าวอิ่มไม่ทันไร กิจกรรมต่อไปก็มาถึงแล้ว (ใครที่เอารถมาเอง สามารถนำรถมาฝากไว้ที่ลานจอดรถข้างครัวช้างไทยก่อนไปชมกิจกรรมห้องเรียนของช้างได้ และถ้าต้องการจะสั่งกับข้าวไว้ล่วงหน้าแล้วค่อยมาเอา หรือให้เขาไปส่งที่ห้องอาหารของโรงแรมก็ทำได้เช่นเดียวกันครับ) กิจกรรมช้างอาบน้ำช่วงบ่าย เริ่มขึ้นเวลา 13:15 น. ซึ่งก่อนหน้านั้นช้างจะร้องเรียกใช้เชือกอื่น ๆ มารวมตัวกัน พอมาถึงแล้วพวกเขาก็จะเดินเรียงกันลงไปอาบน้ำ เราจะได้เห็นช้างที่ดำผุดดำว่าย บางเชือกก็สูบน้ำมาพ่นใส่กัน บอกเลยว่าแม้แต่ตัวควาญเองก็ต้องเปียกเหมือนได้อาบน้ำอีกคน อย่าว่าแต่ควาญเลย ผมที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ยังโดนน้ำไปกับเขาด้วย เมื่ออาบน้ำเสร็จ ช้างแต่ละเชือกจะพากันเดินขบวนเข้าห้องเรียน โดยมีช้างนำขบวนสามเชือกเป็นผู้ให้เสียงกลอง ช้างสองเชือกแรกถือกลองสองฝั่งแล้วให้เลือกที่สามตรงกลางตีกลองเป็นจังหวะ หากมองจากที่ไกล ๆ จะเห็นภาพของขบวนช้างเดินเรียกกันอย่างเป็นระเบียบ ตามด้วยขบวนคนที่เดินให้กำลังใจตามหลังจนกว่าขบวนจะเดินไปถึงลานกิจกรรมห้องเรียนของช้าง (มีกิจกรรมห้องเรียนของช้างตอนบ่ายโมงครึ่ง) ผมที่ยังติดใจอยู่ก็ตามเขาเข้าไปชมด้วยอีกครั้งหนึ่ง พอออกมาผมยังไม่พลาดที่จะแวะดูร้านของที่ระลึกไว้ด้วย ภายในมีจานรองแก้ว แก้วน้ำลายช้าง พวงกุญแจ ดินสอ สมุด ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ช้างเต็มไปหมดเลยครับ สมกับที่เป็นร้านของที่ระลึกในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ผมนั้นก็ไม่วายที่จะซื้อของติดไม้ติดมือไปฝากคนรู้จัก พอเลือกซื้อของเสร็จก็เป็นเวลาบ่ายสามกว่า ๆ แล้ว เมื่อเลยบ่ายสามโมงครึ่งไป ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยก็จะปิดแล้วล่ะครับ กิจกรรมของผมในวันแรกจึงจบลงเพียงเท่านี้ ต่อจากนั้นผมก็กลับไปพักผ่อนยังที่พัก ทำความรู้จักกับนักท่องเที่ยวในโรงแรมเดียวกัน และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันต่อไป [วันที่ 2] เช้าวันที่สองของผมเปิดมาด้วยชุดอาหารเช้าจากทางโรงแรม พร้อมกับช้างสองเชือกที่มารอต้อนรับผู้พักอาศัยในช่วง 7 โมงครึ่งถึง 8 โมง หลังจากได้อาบน้ำเก็บสัมภาระ ผมก็ได้เช็คเอ้าท์แล้วไปทำกิจกรรมอื่นต่อ กิจกรรมนั่งช้างบนแหย่ง เป็นกิจกรรมที่ผมเลือกทำเป็นสิ่งแรกของวันนี้ ได้ขึ้นมาอยู่บนหลังช้างที่มุมสูงขนาดนี้ หวาดเสียวพอสมควรเลยครับ ทั้งควาญช้างทั้งช้างได้พาผมไปตามทางเดินประจำของพวกเขา เดินลงเนิน ลงไปลุยน้ำ (ช้างพ่นน้ำใส่กันด้วยนะ) แล้วจึงกลับขึ้นมาบนถนนอีกครั้ง ให้ความรู้สึกเหมือนไปนั่งโรลเลอร์โคสเตอร์ย่อม ๆ ต่อจากนั้น ผมก็มีโอกาสได้แวะไปให้กำลังใจช้างที่ผมอยากจะให้คำจำกัดความว่าสง่างามที่สุดเท่าที่เคยเจอมา "พลายศักดิ์สุรินทร์" นั่นเองครับ ซึ่งวันนี้เขาก็มาตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างอีกเหมือนเคย ขั้นตอนการตรวจใช้เวลานาน ผมที่เฝ้าดูอยู่ก็เจอช้างเชือกอื่น ๆ ที่เข้ามารักษาตัวด้วยเช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นช้างแก่ที่สายตาเริ่มไม่ค่อยดี หรือว่าช้างที่กินเยอะตัวอ้วนพลีจนต้องมาลดน้ำหนัก นอกจากนั้นผมยังไปหาช้างตัวน้อยอย่างเด็กชายสมานกับคุณแม่ช้างของเขา ตรงนั้นมีป้ายบอกว่าสมานนั้นมีอายุได้ไม่ถึงหนึ่งปี มิน่าล่ะถึงตัวเล็ก งวงเล็กนิดเดียวเอง ขอให้ทั้งคู่มีสุขภาพแข็งแรง มีคนเอ็นดูมาก ๆ ผู้อ่านที่จะตามมายังศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยก็อย่าลืมมาให้กำลังใจเหล่าช้างที่โรงพยาบาลช้างแห่งนี้กันด้วยนะครับ เมื่อใกล้ถึงเวลาที่จะกลับ ผมดันรู้สึกอยากพักต่ออีกซักสองสามวันเสียนี่ น่าเสียดายที่ผมเที่ยวในช่วงที่ภาคเหนือประสบปัญหาหมองควันก่อตัวหนามาก ตอนที่ออกมาถ่ายรูปที่ระเบียงห้อง ทิวทัศน์ที่ได้จึงไม่ค่อยชัดเท่าที่ควร แถมช่วงที่ออกมาทำกิจกรรมในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยยังต้องสวมหน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีโอกาสได้มาอีกครั้ง ผมอยากจะมาในช่วงหน้าหนาวดูบ้างครับ บรรยากาศคงจะดีไม่น้อย ขอแนะนำให้มาสักครั้งครับ เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจแถมยังมีเพียงไม่กี่ที่ในประเทศไทย ก่อนจากกันไป ผมขอฝากรูปเซ็ตอาหารเช้ามาอวดผู้อ่านเสียหน่อย ข้าวต้มอร่อยมาก ไม่อิ่มยังเติมได้อีก ขนมปังก็ปิ้งมาให้ชุดละสองแผ่น มีน้ำส้ม น้ำเปล่า กาแฟ และแตงโม ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในค่าห้องพักเรียบร้อยแล้ว ไว้พบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ สวัสดีครับ เครดิตรูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !